หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (เจเทปป้า-JTEPA) จะประเมินความสำเร็จอย่างไร ?

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10833

มีประเด็นถกเถียงและตั้งข้อสงสัยกันมากมายก่อนการเซ็น JTEPA ว่าไทยจะเสียเปรียบญี่ปุ่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (1) เรื่องการยอมลดภาษีนำเข้าของเสียอันตราย ซึ่งอาจทำให้ไทยกลายเป็นที่ทิ้งขยะจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากที่มีปัญหานี้อยู่แล้ว และ กม.ไทยก็ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) เรื่องการเปิดช่องให้ญี่ปุ่น อาจจะจดสิทธิบัตรจุลชีพได้ (3) เรื่องความคลุมเครือของการเรียกค่าชดเชยความเสียหายทางอ้อม เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและเกิดจากภาษี ซึ่งผู้ลงทุนญี่ปุ่นสามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากรัฐบาลไทย (4) เรื่องการให้มีอนุญาโตตุลาการอิสระตัดสินข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนญี่ปุ่นและรัฐบาลไทย โดยไม่มีการอุทธรณ์ ซึ่งประสบการณ์จากต่างประเทศพบว่ารัฐบาลคู่กรณีมักต้องตกเป็นผู้จ่ายค่าทดแทนความเสียหายบ่อยครั้ง

(5) นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังถูกวิจารณ์ว่า กระบวนการเจรจาไม่โปร่งใส ข้อมูลสำคัญไม่ได้เปิดเผยให้สาธารณชนไทย ได้รับรู้อย่างเพียงพอ การตกลงกันระหว่างประกาศระดับนี้ น่าจะได้มีการทำประชาพิจารณ์และอภิปรายกันในรัฐสภาก่อน และเมื่อถูกแรงกดดันไม่ไหวจัดให้มีขึ้น ก็ทำแบบไม่ถูกหลักการและการพิจารณาโดย สนช.ก็ทำอย่างเร่งรีบโดยที่สมาชิก สนช.ก็ไม่มีสิทธิลงมติ

เรื่องสุดท้ายนี้เป็นปัญหาภายในของประเทศไทยเอง ผลดีที่เกิดขึ้น คือ การผลักดันของกลุ่มเอ็นจีโอทำให้ รธน.2550 มีบทบัญญัติให้การตกลงแบบนี้ ในอนาคตต้องผ่านการประชาพิจารณ์และต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ อีกทั้งต้องมีการร่าง กม. ออกมากำกับกระบวนการดังกล่าว

สำหรับเรื่องอื่นๆ บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ต้องปรับแก้กันในอนาคต สำหรับเรื่องของเสียอันตรายและการจดสิทธิบัตรจุลชีพ รัฐบาลทั้งสองได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ไม่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายของเสียระหว่างประเทศ และจะไม่ทำอะไรที่ขัดกับกฎหมายไทย ซึ่งฝ่ายที่ประท้วงเรื่องเหล่านี้ ก็ยังไม่วางใจเพราะว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยเรา มีปัญหามาโดยตลอด

ดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศเร่งรีบที่จะสรุปทำข้อตกลง JTEPA กันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยทำไมจึงรีบแม้ว่าจะมีประเด็นทักท้วงมากมาย แถมญี่ปุ่นยังตัดข้าว การอุดหนุน และสินค้าอ่อนไหวของญี่ปุ่น (ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร) ออกจากโต๊ะการเจรจาถึง 236 รายการ ขณะที่ของไทยมีเพียง 10 รายการที่เอาออก ซึ่งข้าวเป็นสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบสูง

ฝ่ายไทยรีบ เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นจะจำกัดการเข้ามาลงทุนใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญ คือ รถยนต์ และสินค้าไฟฟ้า โดยอาจจะชะงักที่ไทย โดยเพิ่มการลงทุนที่ประเทศอื่นๆ (จีน อินเดีย เวียดนาม) ทำให้ไทยเสียขีดการแข่งขัน นอกจากนั้นฝ่ายไทยยังมองเห็นลู่ทางการเข้าตลาดญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นปรับลดภาษีนำเข้าให้ สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ (ผลไม้ ผักสด ไก่สุก มะม่วง มังคุด ฯลฯ) และสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยพอจะมีความได้เปรียบอยู่บ้าง เช่น อัญมณี เสื้อผ้า แม้ว่าจะต้องแข่งขันกับประเทศ เช่น จีน ฝรั่งเศส อิตาลี อินเดีย

สำหรับญี่ปุ่น หลังปี 2004 ได้ใช้ FTAs ซึ่งบางทีเรียกว่า economic partnership agreements หรือ EPAs เป็นยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของอุตสาหกรรมของตน โดยเกรงว่าจีนจะเข้าตีตลาดในภูมิภาค EPAs ไม่ได้ทำกับไทยเท่านั้น แต่ได้ทำกับสิงคโปร์ มาเลย์เซีย และฟิลลิปปินส์ สำหรับสองประเทศหลังนี้มีเนื้อหาคล้ายกับไทยมาก และญี่ปุ่นกำลังจะทำ EPAs กับอินโดนีเซีย เวียดนาม บรูไน EPAs จะช่วยเพิ่มขีดแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ และสินค้าไฟฟ้าของญี่ปุ่นในตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

สำหรับ JTEPA ได้ให้ความมั่นใจทางการเมืองและให้สิทธิบริษัทญี่ปุ่นเหนือกฎหมาย ภายในประเทศของไทย ในอุตสาหกรรมทั้งสองนี้ รวมทั้งอุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่ง การซ่อมบำรุง ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ และสินค้าไฟฟ้าของบริษัทญี่ปุ่นทั้งที่ผลิตในไทยและในญี่ปุ่นถ้าเป็นเครือบริษัทเดียวกัน และให้สิทธิเช่นนี้กับกิจการโรงแรม ที่พักและร้านอาหาร พร้อมทั้งข้อตกลง JTEPA ยังให้ความคุ้มครองการลงทุนของญี่ปุ่นอย่างครอบคลุม มากกว่าการลงทุนจากต่างประเทศอื่นๆ ในไทย

ดังนั้น JTEPA จึงมีความสำคัญกับทั้งญี่ปุ่นและไทยมากในฐานะเป็นการแสดงความตกลงที่จะร่วมมือกัน เพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมการผลิต ของทั้งสองประเทศ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน และการแข่งขันทวีความเข้มข้นจากการที่ประเทศใหญ่ เช่น จีน อินเดีย เข้ามามีบทบาทในการค้าโลกขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นอยู่ในภาวะที่จะได้ประโยชน์จาก JTEPA ทันที เพราะว่าพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ไทยนั้น การเปิดตลาดของญี่ปุ่น เป็นเพียงจุดเริ่มเท่านั้น เนื่องจากความพร้อมด้านเทคนิค และคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานสูงของญี่ปุ่นนั้นเรายังไม่มีพอ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศไทยเองก็ตระหนักดี จึงกล่าวไว้ว่า "JTEPA ก็เปรียบเสมือนการขยายเลนวิ่งบนทางด่วน ที่จะช่วยเพิ่มโอกาส ทั้งทางการค้าสินค้าบริการ การลงทุน การท่องเที่ยว ..........ไทยจะได้ประโยชน์จากการขยายการค้า เพิ่มการลงทุน ท่องเที่ยว และเทคโนโลยีจากความร่วมมือ ทั้งนี้ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับการรู้จักใช้ประโยชน์ของฝ่ายไทย" (กระทรวงการต่างประเทศไทย, เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับความตกลงในส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น, 2549 น.81) ซึ่งบางส่วนก็คงจะต้องเป็นความริเริ่มจากภาคเอกชน และในส่วนนี้ บริษัทขนาดใหญ่ก็คงไม่มีปัญหามาก แต่บริษัทขนาดเล็ก โดยเฉพาะในภาคเกษตร คงต้องพึ่งพิงความริเริ่มจากภาครัฐมากตามสมควร โดยเฉพาะในการผลักดัน ส่วนของผลการเจรจาท้ายสัญญา ที่พูดถึงกรอบความร่วมมือในการดำเนินงานตามข้อตกลง หลายๆ เรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของญี่ปุ่นนั้นอันที่จริงมีการดำเนินการไปก่อนหน้าแล้ว (เช่นโครงการความร่วมมือ อุตสาหกรรมเหล็กไทย-ญี่ปุ่น หรือโครงการพัฒนาสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ฯลฯ) แต่ในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ทางฝ่ายไทยเป็นหลัก เช่น มาตรฐานสินค้าอาหาร สินค้าเกษตรของผู้ผลิตรายเล็ก รายย่อย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ฯลฯ ฝ่ายไทยโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐของไทย คงต้องเป็นตัวหลักในการผลักดันให้ได้ความร่วมมือจากญี่ปุ่นทั้งทางด้านเทคนิคและพิธีการ

JETPA มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 สังคมไทยคงจะจับตาดูว่าข้อตกลงดังกล่าว ประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด จากมุมมองฝ่ายไทย เราจะชี้วัดความสำเร็จจากอะไร?

กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดงใน Website ลงวันที่ 24 มกราคม 2550 ประเมินข้อดีข้อเสียของ JTEPA ไว้โดยย่อ ข้อดีนั้นเน้นไปที่การลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากไทยสู่ญี่ปุ่น ; การเปิดรับคนงานไทยในญี่ปุ่นมากขึ้น เช่นลดข้อแม้เรื่องประสบการณ์ของพ่อครัว/แม่ครัวไทยจาก 10 ปี เป็น 5 ปี ; โอกาสที่จะมีโครงการร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของอุตสาหกรรม การเกษตรของไทยมากขึ้นในอนาคต ฯลฯ สำหรับข้อเสียไม่ร้ายแรงและแก้ไขได้ ประกอบด้วย การที่อุตสาหกรรมเหล็กและชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยต้องปรับตัว แต่ก็มีเวลา 5-10 ปี ; การที่รายได้ภาครัฐ เกิดจากภาษีนำเข้าต้องลดลง แต่คงชดเชยได้จากรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล เนื่องจากการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ; และการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นซึ่งมีอยู่แล้ว และจะคงมีต่อไป แต่ไม่เป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนจากญี่ปุ่น และที่สำคัญกว่าคือ ดุลการค้าโดยรวมกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจจะเกินดุลทดแทนกันได้

ผู้เขียนใคร่เสนอตัวชี้วัดความสำเร็จของ JTEPA จากมุมมองของไทย 9 ประการ

1.สินค้าส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นในอัตราสูงขึ้นหรือไม่? ในสินค้าประเภทใด?

2.รายได้จากการค้าบริการที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอัตราสูงขึ้นหรือไม่? ในบริการประเภทใด?

3.นักวิชาชีพไทยสามารถได้ใบอนุญาตเข้าทำงานในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหรือไม่?

4.พ่อครัว แม่ครัวไทย เข้าไปทำงานที่ญี่ปุ่นในอัตราเพิ่มขึ้นหรือไม่?

5.ของเสียอันตรายจากญี่ปุ่นถูกนำเข้าไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่?

6.มีการจดสิทธิบัตรจุลชีพจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?

7.มีผู้ผลิตขนาดกลาง ขนาดเล็ก ไทยสามารถส่งออกไปญี่ปุ่น เป็นจำนวนมากขึ้นหรือไม่ หลัง JTEPA เช่น สหกรณ์การเกษตรที่ส่งออกไปญี่ปุ่นได้ เพิ่มขึ้นหรือไม่?

8.กรอบความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติมีโครงการใหม่ๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหากับเกษตรรายเล็กรายย่อย และ SMEs ในความพยายามเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นมากขึ้นหรือไม่?

9.JTEPA ส่งผลให้การลงทุนใหม่ๆ จากญี่ปุ่นเข้ามาสู่ไทยเพิ่มขึ้นในอัตราสูงขึ้นหรือไม่?

การประเมินความสำเร็จของ JTEPA มีความจำเป็นนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น ได้ปรับตัว และมีข้อมูลเป็นฐานในการปรับปรุงข้อตกลงต่อไปในอนาคต ยังจะมีความสำคัญต่อแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น นอกเหนือจากการร่วมมือกันดำเนินการให้ข้อตกลงบังเกิดขึ้น น่าจะต้องมีการร่วมมือกันเพื่อประเมินผลของ JTEPA ด้วย

หน้า 6