|
||||||||||||||
|
1 ล้านคน
หนึ่งความวางใจ
วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สัปดาห์นี้ผู้เขียนต้องขอยกเรื่อง POST JTEPA ไว้เป็นคราวหน้า เผอิญผู้เขียนไปพบหนังสือที่น่าสนใจมาก ออกมาสดๆ ร้อนๆ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนังสือเล่มนี้ชื่อ 1 ล้านคน หนึ่งความวางใจ เขียนโดยคุณนวพร เรืองสกุล โดยมีเจ้าของลิขสิทธิ์คือสถาบันศศินทร์ ของจุฬาฯ ได้อ่านแล้วคิดว่า ผู้เขียนควรจะแนะนำให้คนในวงที่กว้างขึ้นได้รับรู้ งานเขียนของคุณนวพรที่มีสาระ ให้ความรู้ทางเศรษฐกิจ และการเงินล้วนมาจากประสบการณ์โดยตรง จากการทำงานของคุณนวพร ตั้งแต่การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จนถึงงานในภาคเอกชน หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือประเภท How to ซึ่งผู้เขียนไม่เคยชอบอ่าน ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กำหนดทิศทางขององค์กร เช่น กบข. การให้ความสำคัญกับปรัชญา โลกทรรศน์ ทัศนคติหรือวิธีคิดที่จะส่งผลต่อกระบวนการทำงานการตัดสินใจ และวิธีแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่คุณนวพร ในฐานะเลขาธิการยึดมั่นถือมั่น และย้ำตลอด 4 ปีของการทำงาน และปรากฏอยู่ทั่วไปใน 236 หน้าของหนังสือเล่มนี้ การมีเงินเย็นๆได้ลงทุนในช่วงที่คนส่วนใหญ่ขาดเงิน และสินทรัพย์ราคาตกเอาๆ และดอกเบี้ยเงินฝากแบงก์สูงมาก นับว่าเป็นด้านบวกของ กบข.การได้เริ่มเป็นหัวหน้างาน ในวันเริ่มงานในงานที่ยังไม่มีสถานที่ถาวร ไม่มีเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง ไม่มีเครื่องมือ อุปกรณ์ ไม่มีวัฒนธรรมองค์กร ในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีที่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น สามารถปั้นองค์กร วางระบบ สร้างวัฒนธรรม แปลงความฝันให้เป็นความจริงจากองค์กรที่เริ่มจากศูนย์ และทำได้ง่ายเมื่อมีขนาดเล็ก และนี่เป็นความภูมิใจ ที่คุณนวพรมีต่อความสำเร็จของ กบข. วัดจากความมั่นคง และผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับความวางใจที่สมาชิกมีต่อ กบข. คุณภาพภายในขององค์กร คุณภาพพนักงานและการยอมรับจากบุคคลภายนอก ทั้งในและต่างประเทศ มองอีกแง่หนึ่งที่มีความเป็นไปได้ก็คือความเหนื่อยยาก โดยเฉพาะงานทะเบียนสมาชิกกว่า 1 ล้านคนไม่เป็นระบบ และมีความผิดพลาดมากมาย ตั้งแต่เลขประจำตัวประชาชนซ้ำกันหลายพันคู่ จนถึงกรณีมีคนที่มีตัวตนชื่อเดียวกัน นามสกุลเดียวกันในสองหน่วยงาน เป็นต้น จึงต้องออกแรงกับมันพักใหญ่ หรือบังเอิญถ้าเกิดคณะกรรมการเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ซึ่งในกรณีของคณะกรรมการนี้ ดูเหมือนว่าแม้จะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เลขาธิการอยากให้เกิด ส่วนใหญ่กว่าครึ่งทำได้ แม้ว่าหลายอย่างจะช้าไปบ้าง หรือวัดความสำเร็จออกมา เช่น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนแม้ว่าจะดีมาก แต่บ่อยครั้งก็ต่ำกว่าที่ควรจะได้ ปัญหาและความสำเร็จที่น่าภูมิใจนี้เกิดขึ้นในบริบทที่ กบข.เป็นองค์กรที่มีลักษณะค่อนข้างประหลาด คือ กบข. เป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่องค์กรของรัฐบาล ไม่ใช่ส่วนราชการ ขณะเดียวกันเอกชนก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ สมาชิกกว่าล้านคนเป็นข้าราชการ คณะกรรมการของ กบข.ก็เป็นข้าราชการ หรือตัวแทนข้าราชการเกือบทั้งหมด แต่ กบข.ได้รับการคาดหวังหรือมีพันธกิจที่ต้องบริหารหรือทำงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเหมือนเอกชน ผู้เขียนคิดว่า ความรู้ที่ได้จากการอ่าน 1 ล้านคน หนึ่งความวางใจ ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ว่าองค์กรหนึ่งชื่อ กบข.เติบโตมาได้อย่างไร หรือธรรมาภิบาลในภาคปฏิบัติหมายถึงอะไร สร้างได้อย่างไรเท่านั้น แต่ลึกๆ แล้วเป็นเรื่องความรู้หรือประสบการณ์ของการดำเนินชีวิตนั่นเอง ที่เริ่มจากจุดยืน วิธีคิดที่เกี่ยวกับตัวเรา และที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรามีต่อผู้อื่น ตั้งแต่ลูกค้าหรือสมาชิก เพื่อนร่วมงาน รัฐบาล คู่แข่ง คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ ฯลฯ เป็นต้น ผู้เขียนคิดว่าแก่นหรือหัวใจของการสร้างองค์กรใหม่ เช่น กบข. อยู่ที่วิธีคิดของเลขาธิการและเพื่อนร่วมงาน ในเนื้อที่ที่จำกัด ขอสรุปเป็นข้อๆ ว่า 1. กบข. สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดกับหลักของความเที่ยงธรรม หรือ Fairness รวมทั้งหลักเมตตาธรรม ประโยชน์ขององค์กรหรือส่วนตน ต้องไม่ทำลายระบบหรือส่งผลเสียต่อส่วนรวม ตัวอย่างมีอยู่มากมายในหนังสือ เช่น การไม่ใช้ความใหญ่หรืออำนาจผูกขาดของ กบข.ไปทำลายระบบ เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนของบริษัทเอกชนที่คิดกับ กบข. ยึดหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา หลักเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วไปในหนังสือเหมือนเป็นคู่มือคุณธรรมประจำใจ คู่มือในการทำงาน คู่มือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปดูงานในต่างประเทศ จนถึงการจ่ายค่าล่วงเวลาของพนักงาน การไม่ลงทุนในธุรกิจที่มีผลเลวร้ายต่อสังคม เช่น ยาสูบ เหล้า และเลวร้ายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 2. สร้างและใช้ศักยภาพของคนและองค์กรให้สูงสุด เพื่อตนเองและส่วนรวม เห็นได้จากการเป็นผู้นำในการสร้างผลิตภัณฑ์ และสถาบันใหม่ๆ เช่น การออมระยะยาว การตั้งบริษัทจัดงานทะเบียน การมีบริษัทจัดอันดับเพิ่มขึ้นมา การมองหาโอกาสใหม่ ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะมี กบข. ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงสุดแก่ กบข. ขณะเดียวกันส่วนรวมหรือประเทศก็ได้ประโยชน์ เช่น การมองหาอาคารสำนักงานเพิ่มที่ราคาต่ำกว่าราคาสร้างใหม่มาก หรือความพยายามที่จะเป็นเจ้าของธนาคารศรีนคร และนครหลวงไทย เป็นต้น 3. เปิดหูเปิดตาและเปิดใจ งานทุกงานต้องการความรู้และประสบการณ์ ผู้บริหารและพนักงาน กบข.พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลก คุณนวพรออกจาก กบข. มาก็ 6 ปีแล้ว คุณนวพรได้สร้างปราสาททรายที่กำลังจะหายไปกับตาหรือไม่ ผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ
|