|
||||||||||||||
|
ชายและหญิงนั้นแท้จริงต่างกันหรือไม่?
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ช่วงนี้ขอนำเสนอเนื้อหาที่อาจจะแปลกไปบ้างนะครับ เพื่อให้สมชื่อว่าเป็น "มองมุมใหม่" แต่ก็เชื่อว่า น่าจะเป็นเนื้อหาที่มีความน่าสนใจพอสมควร โดยเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงครับ เนื่องจากในปัจจุบันเราจะพบเห็นสุภาพสตรีก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร รวมถึงผู้นำประเทศกันมากขึ้น การเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายก็มีมากขึ้น หรือแม้กระทั่งผู้ชายที่อยากจะเป็นผู้หญิง หรือผู้หญิงที่อยากจะเป็นผู้ชาย ทำให้ในปัจจุบันเรามักจะคิดว่า ผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน ทั้งในแง่วิธีคิด การทำงาน และความสามารถ งานบางอย่างที่เราเคยคิดในอดีตว่า เป็นงานของเพศใดเพศหนึ่งโดยเฉพาะ ในปัจจุบันก็เริ่มแบ่งแยกไม่ค่อยออกแล้ว คำถามสำคัญก็คือ จริงๆ แล้ว ผู้ชายกับผู้หญิงมีความแตกต่างกันหรือไม่? จริงๆ แล้ว ถ้าเรามองในรายละเอียดถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน เราจะพบว่าโดยเฉลี่ยหรือโดยทั่วไปแล้ว เพศทั้งสองเพศมีความแตกต่างกันมากพอสมควรนะครับ ไม่นับรูปร่าง หน้าตา ที่เป็นรูปลักษณะภายนอกแล้ว คุณลักษณะหรืออุปนิสัยโดยส่วนใหญ่ก็ทั้งสองเพศก็มีความแตกต่างกัน ท่านผู้อ่านเคยสังเกตในสิ่งต่างๆ เหล่านี้บ้างไหมครับ? ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่จะคุยกันเก่งกว่าผู้ชาย สังเกตเวลาท่านสุภาพบุรุษไปทานข้าวกับภรรยาและเพื่อนๆ ซิครับ ส่วนใหญ่กว่า 80% ของวงสนทนาก็จะเป็นของบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลาย ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องของทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านแผนที่ หรือการหลงทาง ลองสังเกตซิครับว่า ถ้าพาท่านสุภาพสตรีไปห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป ส่วนใหญ่ถ้าไม่ตั้งใจจำดีๆ ก็มักจะมีปัญหาเรื่องการหาทางกลับไปยังที่จอดรถ หรือถ้าให้อ่านแผนที่เมื่อไร ก็มีหวังทะเลาะกับคุณสามีที่นั่งขับรถไปข้างๆ ทุกครั้ง ทำไมผู้ชายจำนวนมากเวลานั่งรับประทานอาหารกับแฟนหรือภรรยาตามร้านอาหารแล้วมักจะชอบมองโน่นมองนี่ จนดูเหมือนไม่สนใจคู่ที่นั่งตรงข้าม (จริงๆ แล้วตั้งใจฟังอยู่) จนทำให้ทะเลาะกันไปก็หลายคู่ ทำไมเวลาผู้ชายจะโกหกหรือปิดบังความจริงอะไรต่อผู้หญิงแล้วมักจะไม่ค่อยสำเร็จ แต่ถ้าผู้หญิงตั้งใจจะปิดบังหรือโกหกต่อผู้ชายแล้ว โอกาสสำเร็จมีมากกว่า ทำไมพอใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือปีใหม่ (เช่นในปัจจุบัน) ผู้หญิงถึงจะเตรียมของขวัญ และห่อทุกอย่างไว้เสร็จ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ผู้ชายนั้นกว่าจะหาซื้อของขวัญปีใหม่ก็ล่วงเข้าสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ทำไมผู้ชายมักจะไม่ค่อยเก่งในเรื่องของการห่อของขวัญ ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีความชำนาญในเรื่องนี้ ทำไมผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วยังมีความสนใจในของเล่นของเด็กผู้ชายอยู่ ในขณะที่ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ค่อยสนใจเล่นตุ๊กตาบาร์บี้เท่าไร ทำไมผู้หญิงจำนวนมากถึงมีปัญหาเรื่องสายตาในการขับรถตอนกลางคืน ในขณะที่ผู้ชายมักจะไม่มีปัญหาเท่า ทำไมผู้หญิงจำนวนมากถึงรู้สึกเหมือนตัวเองมีญาณพิเศษในการหยั่งรู้เรื่องต่างๆ ในขณะที่ผู้ชายจะไม่ค่อยมีความรู้สึกดังกล่าว ทำไมผู้ชายส่วนใหญ่มักจะหาของเล็กๆ น้อยๆ ไม่เจอ ทั้งๆ ที่ของชิ้นนั้นก็วางอยู่ตรงหน้า เช่น การหากรรไกร หรือเทป หรือแม้กระทั่งขนมซักชิ้นในตู้เย็น เป็นอย่างไรบ้างครับพฤติกรรมหรือคำถามต่างๆ ข้างต้นตรงกับท่านผู้อ่านบ้างไหม? ต้องระลึกไว้นะครับว่า ตัวอย่างข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายที่นำเสนอข้างต้นนั้น ไม่สามารถใช้ได้กับคนทุกคนนะครับ ต้องขอย้ำว่าเป็นคนส่วนใหญ่ หรือคนทั่วไปโดยเฉลี่ย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าข่ายข้างต้น สำหรับผมและบุคคลข้างตัวนั้นก็เป็นจริงมากกว่าครึ่งครับ ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวเองและคนข้างตัวท่านแล้วกันนะครับ ข้อแตกต่างระหว่างหญิงและชายที่นำเสนอนั้น ผมนำมาจากหนังสือของสองนักเขียนชื่อ Allan และ Barbara Pease ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันและได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงไว้หลายเล่มพอสมควร เนื้อหาเหล่านี้ก็ไม่ได้เขียนมาจากการนั่งเทียนครับ แต่ทั้งหมดก็เป็นการอ้างอิงมาจากงานวิจัยจากแหล่งต่างๆ ซึ่งพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายนั้นมาจากความแตกต่างของสมองครับ รวมทั้งหลายๆ อย่าง ก็ดูเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เอาไว้สัปดาห์หน้า ผมจะมานำเสนอรายละเอียดต่อนะครับ แต่ช่วงนี้ก็อย่าลืมคอยสังเกตพฤติกรรม หรือความแตกต่างระหว่างหญิงชายไว้นะครับ ก่อนจบขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ครับ ทางภาควิชาพาณิชยศาสตร์ (ภาควิชาที่ผมสังกัด) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กำลังรับสมัครอาจารย์ประจำหลายอัตราในด้านต่างๆ ทั้งการจัดการ การผลิตและดำเนินงาน การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การจัดการเชิงกลยุทธ์ การจัดการทรัพยากรบุคคล และการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (ไม่มีจำกัดเพศนะครับ) ท่านผู้อ่านที่สนใจหรือมีคนรู้จักที่สนใจก็สามารถโทรมาสอบถามได้ที่คุณทับทิม เบอร์ 0-2218-5773 หรืออีเมลมาที่ผมก็ได้นะครับ ทำไมผู้ชายต้องระวังหลังตลอดเวลา มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ช่วงนี้หลายๆ ท่านกำลังสนใจเรื่องของการบ้านการเมือง ผมเลยอยากจะขอสลับฉากจากการเมืองมาอ่านเรื่องเบาๆ แต่น่าสนใจกันดีกว่านะครับ โดยเป็นเรื่องของข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชาย ที่ผมได้เริ่มนำเสนอไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว และสัปดาห์ที่แล้วขอคั่นเรื่องของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมผจญภัยไป ตามที่ได้เขียนไว้นะครับ เนื้อหาต่างๆ นั้น ผมนำมาจากหนังสือหลายๆ เล่ม ของ Allan และ Barbara Pease ซึ่งเขาก็จะรวบรวมจากงานวิจัยต่างๆ ในเรื่องข้อแตกต่างระหว่างหญิงชายมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ ครั้งที่แล้วได้ลองนำเสนอข้อแตกต่างในด้านต่างๆ ของผู้หญิงและผู้ชาย ท่านผู้อ่านได้อ่านแล้ว เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใดครับ? แต่ขอยืนยันนะครับว่า อ้างอิงมาจากหนังสือของต่างประเทศนะครับ ไม่ได้นั่งเทียนเขียน (มีคนรู้จักเขาหาว่าผมน่าจะแต่งนิทานเก่ง) ผมเองค่อนข้างจะเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่นะครับ เกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างหญิง และชายที่ได้นำเสนอไว้ แต่ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมนะครับว่า สิ่งต่างๆ ที่นำเสนอนั้น อาจจะไม่ได้เป็นจริงในทุกกรณีสำหรับทุกคนนะครับ อย่าลืมนะครับว่า เป็นสำหรับกรณีทั่วๆ ไปครับ ก่อนจะมาดูเรื่องของสาเหตุนั้น ลองมาดูประเด็นความแตกต่างระหว่างหญิงชาย นอกเหนือจากที่ผมได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้วนะครับ เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่านผู้อ่าน . ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับการสัมผัส (Touch) มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงจะมีผิวที่บางกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงสามารถรับรู้จากการสัมผัสได้ดีกว่าผู้ชาย มีงานวิจัยเรื่องภาษาร่างกายในตะวันตกนะครับ ที่เขาพบว่าคู่สนทนาผู้หญิงด้วยกัน จะมีการสัมผัส หรือแตะร่างกายซึ่งกันและกันในขณะที่สนทนา มากกว่าคู่สนทนาผู้ชายสี่ถึงหกเท่า . คุณผู้หญิงก็อย่าเพิ่งดีใจนะครับว่า ผู้ชายนั้นหนังหนา (ผิวหนังนะครับ) กว่าผู้หญิง เนื่องจากการที่ผู้หญิงนั้นผิวบางกว่า ทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยบนร่างกาย และใบหน้าได้ง่ายกว่าผู้ชาย . ในขณะที่ผู้ชายทำงาน หรือเล่นกีฬา หรือกำลังมุ่งมั่นกับงานอยู่นั้น พวกเขาจะทนเจ็บ ทนปวดได้ดีครับ แต่เมื่อไม่มุ่งมั่นกับงานหรือทำอะไรอยู่แล้ว ผู้ชายเมื่อเจ็บป่วย จะสำออยได้มากกว่าผู้หญิงครับ ณ ระดับความเจ็บเท่ากัน ผู้หญิงอาจจะไม่แสดงอะไรออกมาให้คนรอบข้างได้รู้ แต่ผู้ชายนั้นจะประกาศก้องเหมือนกับจะเป็นจะตายเลยครับ . สำหรับการรับรู้รสชาตินั้น ท่านผู้อ่านคงทราบอยู่แล้วว่า ลิ้นเรารับรู้ได้สี่รสหลักๆ ได้แก่ หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ผู้ชายจะทำได้ดีในรสเค็มและขมครับ ส่วนผู้หญิงจะทำคะแนนได้ดีในรสหวาน ก็เลยไม่แปลกใจนะครับว่า ทำไมผู้ชายจึงชอบดื่มเบียร์มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงชอบกินของหวานมากกว่าผู้ชาย เป็นไงครับตัวอย่างข้อแตกต่างระหว่างหญิงชาย คำถามต่อมาคือ ความแตกต่างเหล่านี้มาจากไหน? เท่าที่บรรดาข้อเขียนต่างๆ ดูจะพบว่าข้อแตกต่างระหว่างหญิงและชายนั้น จะมีสาเหตุที่สำคัญมาจากสองเรื่องครับ เรื่องแรกต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเราเป็นมนุษย์ถ้ำครับ เรื่องที่สองคือสมองของชายและหญิงนั้นแตกต่างกันครับ มาดูเรื่องแรกก่อนแล้วกันนะครับ เรื่องแรกคือเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่แรกเป็นมนุษย์ถ้ำครับ ซึ่งตามตำนานแล้วหน้าที่ของผู้ชาย และผู้หญิงก็มีความต่างกัน ผู้ชายทำหน้าที่ล่าสัตว์ คุ้มครองคนในครอบครัว ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่อยู่ในถ้ำ เตรียมอาหาร เลี้ยงดูลูกๆ ทำให้ความถนัด หรือ ความชำนาญของผู้ชายและผู้หญิงมีต่างกัน โดยนับตั้งแต่ธรรมชาติสร้างมนุษย์มา คุณสมบัติเหล่านั้น ก็อยู่ติดตัวชายและหญิงไปเรื่อยๆ ในอดีตนั้นผู้ชายจะต้องทำหน้าที่ในการล่าสัตว์ หาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกไปหาอาหารที่ไกลจากถ้ำที่พัก ทำให้ผู้ชายได้พัฒนาทักษะในเรื่องของทิศทาง ดูทิศทางเก่ง ไม่ค่อยหลงทางง่ายๆ ในขณะที่ผู้หญิงนั้นจะอยู่เฝ้าถ้ำ คอยดูแลบริเวณที่อยู่อาศัย พูดคุยกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน ทำให้ผู้หญิงได้พัฒนาทักษะในเรื่องของการสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน ผมเองตอนแรกก็งงเหมือนกันนะครับว่า ทำไมเขาถึงบอกว่าสาเหตุที่ชายและหญิงนั้นแตกต่างกัน สามารถสืบสาวไปได้ถึงสมัยมนุษย์ถ้ำเลย แต่พอดูตัวอย่างหลายๆ ประการ ก็เริ่มเห็นจริงนะครับ เช่น ตามตำนานเล่าว่าหลายพันปีที่แล้วมนุษย์ถ้ำผู้ชายก็จะนั่งเฝ้าหน้าถ้ำ เพื่อป้องกันภัยอันตรายจากสัตว์ต่างๆ โดยมนุษย์ถ้ำเหล่านั้นจะนั่งหันหลังให้ถ้ำ และหันหน้าออกไป เพื่อคอยสอดส่องอันตราย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นก็ยังติดตัวผู้ชายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ท่านสุภาพบุรุษลองสังเกตดูนะครับว่า ท่านเลือกที่นั่งในห้องประชุม หรือร้านอาหารก็ตาม จะเลือกนั่งหันหน้าเข้าหาประตูหรือหันหลังให้กับประตู? ผู้ชายส่วนมาก (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเลือกนั่งหันหน้าออกหน้าประตู เพื่อให้เราเกิดความรู้สึกที่มั่นคง ปลอดภัย ไม่มีใครสามารถย่องเข้ามาแทงข้างหลังเราได้ หรือแม้กระทั่งในห้องนอนที่บ้านของเรา ลองสังเกตดูซิครับว่า ผู้ชายจะเลือกนอนเตียงฝั่งไหน ไกลหรือใกล้กับประตูห้อง? เชื่อว่าโดยสัญชาตญาณแล้ว ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกฝั่งที่ใกล้ประตูห้องที่สุด (ส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า จะได้หลบหนีและกลับเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว โดยภรรยาไม่รู้ตัว) ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสัญชาตญาณที่ติดตัวเรามาตั้งแต่สมัยเป็นมนุษย์ถ้ำ ที่ต้องคอยเฝ้าระแวดระวังภัยที่ปากถ้ำเป็นสำคัญ สัปดาห์นี้จบไว้แค่นี้ก่อนนะครับ สัปดาห์หน้าเรามาดูสาเหตุเรื่องสมองของหญิงและชายกันต่อนะครับ ถือว่าหาทางเลือกใหม่ๆ ในการอ่านช่วงเลือกตั้งแล้วกันนะครับ ความแตกต่างระหว่างสมองของหญิงและชาย มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สัปดาห์นี้คงจะเป็นตอนสุดท้ายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายนะครับ ถือว่าเป็นการคั่นบรรยากาศทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรงแล้วกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้อธิบายสาเหตุประการแรกที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายต่างกันแล้วว่า มาจากพฤติกรรมที่ติดตัวเรามาตั้งแต่สมัยเป็นมนุษย์ถ้ำ ก็มีท่านผู้อ่านหลายท่านที่แสดงความเห็นมาทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างเช่น ญาติผมคนหนึ่งก็บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ชายชอบนั่งหันหน้าออกไปทางประตูนั้น ไม่ใช่เพื่อคอยระวังภัยเหมือนมนุษย์ถ้ำในอดีตหรอก แต่เป็นเพราะต้องการมองสาวๆ มากกว่า (เป็นอย่างงั้นไป) คราวนี้มาดูสาเหตุประการที่สอง ที่ทำให้หญิงและชายต่างกันต่อนะครับ ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุประการที่สองนั้น คงจะมีกระแสไม่เห็นด้วยน้อยกว่าสาเหตุประการแรกนะครับ เนื่องจากมีผลวิจัยทางการแพทย์มายืนยัน นั่นคือสมองของผู้หญิงและผู้ชายมีความต่างกัน ผมเคยพบเจอผู้บริหารหลายท่านที่ชอบบอกว่า ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน และไม่มีความต่างกัน ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วยในใจตลอดนะครับ จนกระทั่งพบว่าจริงๆ แล้ว ผู้หญิงและผู้ชายมีความต่างกันพอสมควรเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าดูจากสมองของผู้หญิงและผู้ชาย ก็ยิ่งชัดเจนเลยครับว่ามีความต่างกัน ปัจจุบันเทคโนโลยีในด้านสมองพัฒนาไปมาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ของสมองได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิกิริยาของสมองในแต่ละส่วน เมื่อกระทำกิจกรรมแต่ละกิจกรรม อย่างไรก็ดี การศึกษาเกี่ยวกับสมองแรกเริ่มนั้นมาจากผู้ป่วยที่มีความเสียหายของสมอง ซึ่งพบว่าผู้ชายที่มีความเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บในสมองส่วนซ้าย จะสูญเสียความสามารถในการพูด ในขณะที่ผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บในสมองส่วนซ้ายเหมือนกัน จะไม่สูญเสียทักษะในการพูดเท่ากับที่ผู้ชายสูญเสีย เมื่อวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ก็พบว่า ผู้ชายนั้นจะใช้สมองส่วนซ้าย สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพูด ในขณะที่ผู้หญิงจะใช้ทั้งสมองส่วนซ้ายและขวา (เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่จะพูดมากกว่าผู้ชายทั่วๆ ไป) นอกจากนี้ ยังพบอีกนะครับว่า เด็กผู้หญิงจะมีพัฒนาการของสมองส่วนซ้าย ที่รวดเร็วกว่าเด็กผู้ชาย ทำให้เรามักจะพบว่าเด็กผู้หญิงนั้นจะพูด อ่าน รวมทั้งเรียนภาษาที่สองได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย นอกจากนี้ ระหว่างสมองส่วนซ้ายและขวา จะมีเส้นใยประสาทที่เชื่อมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันที่เขาเรียกว่า corpus callosum ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสายเคเบิลสำหรับสมองทั้งสองข้างในการสื่อสารและส่งข้อมูลถึงกัน ซึ่งพบว่าในผู้หญิงนั้นจะมีจำนวน corpus callosum มากกว่าผู้ชายถึงร้อยละ 30 ซึ่งผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นครับว่า ยิ่งมีสายเคเบิลที่เชื่อมโยงมากเท่าไร คนผู้นั้นจะยิ่งมีความสามารถในการสื่อสารด้วยการพูดมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ การมีสายเคเบิลที่เชื่อมโยงประสาททั้งสองข้างเข้าไว้ด้วยกันที่มากกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้มีการส่งข้อมูลระหว่างประสาททั้งสองข้างได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถวิเคราะห์ และตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวข้องกับคนได้เร็วกว่าจนดูเหมือนมีสัมผัสที่หก ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูก็ได้นะครับว่า หลายครั้งที่ผู้หญิงจะรับสัญญาณบางอย่างที่ส่งออกมาจากคนอื่นได้ดีกว่าผู้ชาย เช่น คำพูดหรือประโยคบางประโยคนั้น ผู้หญิงจะสามารถตีความและวิเคราะห์ได้ถึงเบื้องลึกของประโยคนั้น ในขณะที่ผู้ชายก็เพียงแค่รับฟังและไม่ได้คิดอะไรมาก ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มักจะมองว่า เป็นเพราะผู้หญิงอ่อนไหวง่ายกว่าผู้ชาย แต่ถ้าดูจากการทำงานของสมองแล้วก็คงต้องบอกว่า เป็นเพราะผู้หญิงมี corpus callosum มากกว่าผู้ชายนั้นเองครับ นอกจากนี้ ยังพบอีกครับว่า สมองของผู้ชายนั้นได้รับการออกแบบมาให้สามารถทำงานได้ทีละอย่าง เช่น ในขณะที่เรากำลังขับรถ และหาป้ายถนนหรือป้ายซอยนั้น สังเกตซิครับว่า ผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบปิดหรือหรี่เสียงวิทยุ หรือผมเองเวลาจะนั่งเขียนบทความนี้ ก็ต้องปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ไปเลย แต่สำหรับผู้หญิงทั่วๆ ไปนั้น สมองของเธอได้รับการออกแบบมาให้สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะผู้หญิงมี corpus callosum ที่มากกว่านั้นเองครับ ทำให้สามารถใช้หลายๆ ส่วนของสมองได้พร้อมๆ กัน แต่ข้อเสียของการใช้ทั้งสมองส่วนซ้ายและขวาได้พร้อมๆ กันก็มีนะครับ ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับว่า เวลาเราขับรถแล้วมีผู้หญิงคอยบอกทางนั้น หลายครั้งที่จะคอยหงุดหงิดและทะเลาะกัน เนื่องจากเธอมักจะมีอาการหลงทิศว่า ข้างไหนขวาข้างไหนซ้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องบอกอย่างฉุกเฉินหรือกะทันหันแบบไม่ทันได้คิด ซึ่งก็เกิดขึ้นมาจากการใช้สมองทั้งสองข้างทำงานพร้อมๆ กันนั้นเองครับ เป็นไงครับ เรื่องความแตกต่างระหว่างหญิงและชาย ถ้าสนใจก็ลองหาหนังสือของ Allan และ Barbara Pease ที่ชื่อ Why Men Don't Listen & Women Can't Read Maps อ่านเพิ่มเติมได้นะครับ ก่อนจากขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์หน่อยครับ ทางหลักสูตร IT in Business ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จะให้นิสิตในระดับปริญญาโท มานำเสนอโครงการพิเศษทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอีกแล้วครับ จะมีโครงการหลายๆ โครงการที่น่าสนใจ และสามารถนำไปใช้ได้ในภาคธุรกิจ สนใจรีบโทรไปสอบถามได้ที่ 0-2218-5715-6 นะครับ เขาจะจัดในวันที่ 1 ธันวาคมนี้แล้ว
|