หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การส่งออกกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

นับจากช่วงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง หลังจากช่วงครึ่งหลังของปี 2549 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้ความมั่นใจของภาคเอกชนลดลง สะท้อนในรูปของการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวไม่ดีนัก การขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2550 จึงต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากการส่งออกเป็นสำคัญ จากการที่การส่งออกขยายตัวถึงร้อยละ 17.2 และร้อยละ 18.9 ในปี 2549 และครึ่งปีแรก 2550 ตามลำดับ

เมื่อการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 12.6 หลายฝ่ายจึงวิตกกังวล ถึงความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ส่งออก และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงต่อไป

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ เชื่อได้ว่าการชะลอตัวดังกล่าวถึงแม้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามโดยใกล้ชิด แต่ก็ไม่น่าวิตกกังวลอย่างที่เป็นห่วงกัน และหลักฐานหลายอย่างยังบ่งชี้ว่า ผู้ส่งออกมีการปรับตัวในหลายด้าน กล่าวคือ

(1) การส่งออกในไตรมาส 3 ถึงแม้ในรูปอัตราการขยายตัวจะชะลอลงบ้าง แต่เมื่อดูมูลค่าแล้วยังอยู่ในเกณฑ์สูง โดยการส่งออกในไตรมาส 3 เฉลี่ยสูงถึงเดือนละ 12.9 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่เฉลี่ยเดือนละ 11.8 พันล้านดอลลาร์

ในแง่ของแรงส่ง (momentum) ต้องกล่าวว่า ยังคงมีต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งที่การส่งออกขยายตัวชะลอลงบ้างมาจากฐานปีก่อนที่สูง และเป็นไปตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.9 ในครึ่งปีแรกเหลือ 4.5 นอกจากนี้ การชะลอตัวดังกล่าวยังเป็นไปตามประเทศในภูมิภาค

แต่แนวโน้มการขยายตัวของการส่งออกเรายังคงสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

(2) ผู้ส่งออกร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ปรับตัวโดยการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิมต่อเนื่อง โดยเฉพาะ US ที่คาดว่า เศรษฐกิจจะไม่ค่อยสดใสนัก ตัวอย่างเช่น เฉพาะเก้าเดือนแรกของปีนี้ การขยายตัวของการส่งออกของตลาด EU ใหม่ (New EU12) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 ในปีก่อนเป็นร้อยละ 70 ตลาดตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28 ในปีก่อนเป็นร้อยละ 35 ในปีนี้ และตลาดอินเดียเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 60 เป็นต้น

(3) จากการสำรวจของ ธปท. พบว่าผู้ประกอบการมีการปรับตัวในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงการผลิต ขยายตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกใหม่ๆ

(4) ผู้ส่งออกมีการคุ้มครองความเสี่ยงจากค่าเงินมากขึ้น สะท้อนในรูปของทั้งข้อมูลยอดคงค้างในการขายเงินตราต่างประเทศ และสัดส่วนในการคุ้มครองความเสี่ยงของผู้ส่งออกที่สูงขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้ส่งออกมีการจัดการด้านความเสี่ยงได้ดีขึ้น

หากกระทำโดยสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงของค่าเงินที่มีความผันผวนได้

สำหรับประเด็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจนั้น ถ้าท่านผู้อ่านติดตามการแถลงข่าวของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเห็นว่า กนง.คาดการณ์อยู่แล้วว่า การส่งออกครึ่งปีหลังและในปีหน้าจะชะลอลง และจะได้แรงกระตุ้นทดแทนมาจากการบริโภค และการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น และจากการติดตามเครื่องชี้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 พบว่าสัญญาณฟื้นตัวดังกล่าวชัดเจนขึ้น กล่าวคือ

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกทั้งจากการนำเข้าสินค้าทุนและการ

จำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่สะท้อนว่า ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อาทิเช่น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 5 ตอนต้นปี เหลือร้อยละ 3.25 การใช้กำลังการผลิตที่สูงถึงร้อยละ 77 และบางอุตสาหกรรมสูงเกิน 100 และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งผ่านการนำเข้าสินค้าทุนที่ถูกลง และส่วนหนึ่งช่วยลดผลกระทบของราคาน้ำมันได้ส่วนหนึ่ง และประการสุดท้าย แต่มีความสำคัญมากคือ ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง และแนวนโยบายที่หลายฝ่ายตั้งความหวังว่า น่าจะชัดเจนขึ้นในปีหน้า

ในเชิงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคนั้น จำเป็นที่จะต้องรักษาความสมดุลของแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ต้องมีแรงส่งจากทั้งการส่งออก และอุปสงค์ภายในประเทศ (การบริโภคและการลงทุน)

เราไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกมากๆ อย่างเดิมได้ตลอดไป เพราะนั่นจะสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน และในระยะต่อไปจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศให้กลับมาเข้มแข็ง เพื่อสร้างความสมดุลของเศรษฐกิจในระยะยาว