|
||||||||||||||
|
นโยบาย 10
ประการที่นายกฯ คนใหม่ "ควรทำ"
ประเวศ วะสี กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เสนอนโยบายของภาคประชาชนต่อพรรคการเมือง และรัฐบาลใหม่ ที่ควรนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ ต่อไปนี้ คือนโยบาย 10 ประการที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ควรทำให้ได้ โดยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้ามีความเป็นผู้นำและหามาตรการทำให้ได้จริง 1.นโยบายสร้างสันติสุขในชายแดนใต้และสร้างสันติภาพถาวร ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้บ่อนทำลายความเป็นปกติสุข และอาจลุกลามเป็นมิคสัญญีขึ้น นายกรัฐมนตรีควรทำความเข้าใจอย่างจริงใจ และสร้างความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ภาครัฐ ปัญหาใหญ่ของการแก้ปัญหาไม่ได้ คือ การขาดความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ในสภาพกลไกของภาครัฐในปัจจุบันไม่มีใครสามารถสร้างความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ได้ นอกจากนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีจะลอยนวลจากปัญหานี้ ไม่ได้ ยุทธศาสตร์จะเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่แก้ต้นเหตุด้วย นั่นคือยุทธศาสตร์สร้างสันติสุข อันมีองค์ประกอบเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา และความยุติธรรม การมีโรงงานอาหารฮาลาลอย่างดีขนาดใหญ่ ที่สามารถส่งออกไปขายประชาคมมุสลิมทั่วโลกจะเชื่อมโยงการประมง การเกษตร บริการ การค้าขาย ที่สร้างรายได้แก่คนทุกคนทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การสนับสนุนการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม แก่คนทั้งมวลและครูทั้งมวลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เกิดประชาคมมุสลิมที่เข้มแข็งทั้งทางหลักธรรมทางศาสนาอิสลาม ทางการศึกษา ทางเศรษฐกิจพอเพียง และทางสันติภาพ อันจะเป็นพลังของประเทศไทยในการช่วยสร้างสันติภาพให้แก่โลกด้วย นอกเหนือไปจากสันติภาพในชายแดนใต้ รูปธรรมอย่างหนึ่งของการส่งเสริมความยุติธรรม คือ การคัดเลือกข้าราชการที่ดีๆ ไปปฏิบัติงานในท้องถิ่นอันเป็นพระราชศาสโนบายของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 แต่ไม่มีใครปฏิบัติอย่างจริงจังและยากที่จะปฏิบัติได้ ถ้าไม่อาศัยความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี สันติภาพทั้งภายในและกับภายนอกประเทศ มีความสำคัญต่อโอกาสของการพัฒนาสันติภาพ จึงควรเป็นแนวทางสำคัญของประเทศ ที่ควรทำอย่างจริงจัง รัฐบาลอาจจัดให้มีคณะกรรมการสันติภาพแห่งชาติ และสถาบันสันติภาพแห่งชาติ เป็นเครื่องมือทำการให้ครบวงจร ตั้งแต่วิธีคิดไปจนถึงบทบาทของประเทศในโลก เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพ 2.นโยบายลดสถานะความเป็นประเทศคอร์รัปชันของประเทศ จากรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ ได้จัดทำอันดับความเป็นประเทศคอร์รัปชันของประเทศต่างๆ โดยประเทศไทยถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชันสูงมาก อันต้องถือว่าอัปมงคลอย่างยิ่ง ถ้านายกรัฐมนตรีไม่เป็นคนคอร์รัปชันเสียเอง จะต้องเป็นผู้นำในการขจัดคอร์รัปชัน ภายใน 6 เดือนที่รับตำแหน่งควรจะให้มีการผลิต "แผนที่คอร์รัปชัน" หรือ "กายวิภาคแห่งคอร์รัปชัน" (Anatomy of corruption) ออกเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ว่าคอร์รัปชันจะอยู่ที่ตรงไหนได้บ้างและอย่างไร จะได้ช่วยกันจับตามองได้ดีขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็งองค์กรตรวจสอบทั้งของภาครัฐและของประชาชน ควรสนับสนุนให้มี ป.ป.ช. ภาคประชาชนที่สามารถทำงานโดยอิสระ สนับสนุนการข่าวเชิงสืบสวน สอบสวน (Investigative Journalism) ซึ่งถ้าเข้มแข็งจะเป็นเครื่องมือหยุดยั้งคอร์รัปชันที่ชะงัดที่สุด จัดให้มี "ระบบบัญชีเพื่อความโปร่งใส" ของทุกหน่วยงาน ชนิดที่สาธารณะเข้าใจได้ง่ายและตรวจสอบได้ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องมีดรรชนีวัดความโปร่งใสและถูกตรวจสอบเป็นประจำ อีกทั้งต้องรายงานให้สาธารณะทราบ 3.นโยบายแก้ความยากจนอย่างถาวร สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและเติบโตอย่างสมดุล ความยากจนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่เคยแก้ได้จริง ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งห่างมากขึ้น นำไปสู่ปัญหาทางจิตใจ สังคม และการเมือง ทำให้บ้านเมืองวิกฤติมากขึ้น ภายในรัฐบาลหน้าต้องแก้ปัญหาให้ได้อย่างจริงจังและถาวร อันที่จริงผู้นำชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และข้าราชการบางส่วนรู้แล้วจากการปฏิบัติว่า การแก้ความยากจนที่แท้จริงและถาวรทำอย่างไร รัฐบาลควรเรียนจากบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง แล้วนำมาทำนโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นทั้งประเทศ วิธีการคือส่งเสริมให้ชุมชนทำวิจัยเรื่องของชุมชนเอง อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและการบริโภคที่เรียกว่า เกิดวิสาหกิจชุมชน ชุมชนที่สามารถวิจัยเรื่องของตัวเองได้ และพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษาและสุขภาพ พร้อมกันไป เป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืน ถ้ามีการเชื่อมต่อเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจมหภาคให้เชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลกัน จะทำให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ และความเติบโตทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความสมดุล และมั่นคง ไม่วูบวาบแบบสามวันดี สี่วันไข้อย่างที่แล้วๆ มา 4.นโยบายสร้างพระเจดีย์จากฐานความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ความล้มเหลวของการพัฒนาทุกชนิดที่ผ่านมา เพราะเราพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด อะไรที่สร้างจากยอดโดยไม่มีฐานก็จะพังลง พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ฐานที่แข็งแรงจะรองรับส่วนบนให้มั่นคงและยั่งยืน ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น เราทำอะไรๆ ก็ทำข้างบนคือระดับชาติ เช่น ประชาธิปไตย เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ ศีลธรรม ฯลฯ แล้วก็ล้มเหลวหมด สหรัฐอเมริกาพอตั้งประเทศก็เข้มแข็งขึ้นโดยรวดเร็ว เพราะแนวคิดท้องถิ่นชัดเจนมาก จนแม้แต่ชื่อประเทศก็เอาแนวคิดนี้ใส่เข้าไป คือ United States สเตตส์ คือท้องถิ่น ประเทศอื่นๆ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย ท้องถิ่นของเขาเข้มแข็งมาก ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจะทำเรื่องของตัวเองได้เกือบทั้งหมด เช่น เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เป็นต้น รัฐบาลหน้าจึงควรมีความจริงใจและจริงจัง ในการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นอิสระ 5.นโยบายปฏิรูประบบความยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกัน ถ้ามีความยุติธรรมเสียอย่างอะไรๆ มนุษย์ก็ยอมได้แม้แต่ความตาย แต่ถ้าขาดความยุติธรรมเสียแล้ว บ้านเมืองจะวิกฤติทุกๆ ทาง ฉะนั้นความยุติธรรมต้องเป็นตัวตั้งของการพัฒนาทั้งปวง เศรษฐกิจแม้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ถ้าการพัฒนาเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง จะทำให้สูญเสียความยุติธรรมได้ง่าย รัฐบาลต้องเป็นผู้นำให้สังคมไทยมีทิฐิร่วมกันว่าความยุติธรรม เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทุกชนิดและทุกระดับ เช่น ความยุติธรรมในครอบครัว ชุมชน ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ การสื่อสาร กฎหมาย เป็นต้น รัฐบาลอาจตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบความยุติธรรม และสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบความยุติธรรม เป็นเครื่องมือทำการนโยบายนี้ 6.นโยบายสังคมเข้มแข็งทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี เราอยากให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี แต่ล้มเหลวเรื่อยมา เพราะเราไม่เข้าใจว่าการพัฒนาเศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี และศีลธรรมก็ดี เพียงเท่านั้นไม่สามารถทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ในประเทศอิตาลี ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเดียวกัน และใช้กฎหมายอย่างเดียวกัน แต่เหมือนเป็น 2 ประเทศที่อยู่ในประเทศเดียวกัน คือ อิตาลีตอนเหนือเศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี แต่อิตาลีตอนใต้ตรงข้ามทุกอย่าง จากการวิจัยของโรเบิร์ต พุทนัม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า เป็นเพราะตอนเหนือมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของประชาชนในรูปต่างๆ ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม (civil society) แต่ตอนใต้ของประเทศสังคมมีโครงสร้างแนวดิ่ง คือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง สังคมที่มีโครงสร้างทางแนวดิ่งจะมีการเรียนรู้น้อย และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนมาก เป็นสังคมที่อ่อนแอ ในระบอบการปกครองแบบเผด็จการผู้ที่มีอำนาจจะไม่ต้องการให้สังคมเข้มแข็ง แต่ในระบอบประชาธิปไตย สังคมยิ่งเข้มแข็งยิ่งดี เพราะสังคมเข้มแข็งคือประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 87 เป็นมาตรการที่ส่งเสริมสังคมเข้มแข็ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปลายปี 2550 ควรมีนโยบายส่งเสริมสังคมเข้มแข็ง โดยเป็นผู้นำสร้างความเข้าใจและความมุ่งมั่นร่วมกันทั้งสังคม 7.นโยบายอภิวัตน์การสื่อสาร หากมีการสื่อสารที่ดี ประเทศจะเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้การสื่อสารทางวิทยุ และโทรทัศน์ถูกนำไปใช้เพื่อการกระตุ้นวัตถุนิยม และบริโภคนิยมเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลควรมีนโยบายที่จะอภิวัตน์การสื่อสารที่จะทำให้วิทยุและโทรทัศน์เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด จัดให้มีเครือข่ายวิทยุชุมชนที่ครอบคลุมชุมชนหมดทุกตำบลทั้ง 7,000 กว่าตำบล ให้ประชาชนในชุมชนสามารถสื่อสารเรื่องของเขาได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยไปในตัว ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง ควรมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการสื่อสารเป็นเครื่องมือ 8.นโยบายพลังงานพอเพียงและการลดสภาวะโลกร้อน ระบบชีวิตและเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันจะวิกฤติอย่างยิ่ง เมื่อน้ำมันเหลือน้อยลง และราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ควรปรับระบบการขนส่งทางไกลจากการเน้นการใช้รถบรรทุกมาเป็นการใช้รถไฟและเรือกลไฟมากขึ้น ส่งเสริมให้ชุมชนทุกชุมชนมีการใช้พลังงานทางเลือกทุกวิถีทางที่ทำให้ต้องพึ่งพาน้ำมันน้อยลง การพัฒนาระบบชีวิตและเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้พึ่งพาการใช้พลังงานจากน้ำมันน้อยลง รัฐควรวิจัยพลังงานทางเลือกอย่างเต็มที่ เพื่อลดการใช้พลังงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและมีส่วนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน 9.นโยบายปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพคนโดยเร่งด่วน ด้วยคุณภาพคนในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่สามารถเผชิญความซับซ้อนและความยากของปัญหาปัจจุบันและอนาคตได้ มีความจำเป็นต้องปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพคนในทุกช่วงอายุโดยเร่งด่วน ลำพังกระทรวงศึกษาธิการคงจะทำไม่ได้ เพราะอยู่ในกรอบอนุรักษ์มากเกิน แต่การพัฒนาคุณภาพคนต้องการนวัตกรรมเป็นอย่างสูง นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้เอง และมีทีมทำงานทางยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถสูง 10.นโยบายปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อแก้ความติดขัดของประเทศ นักการเมืองน้อยคนที่จะเข้าใจว่าการที่ประเทศติดขัดทำอะไรไม่ได้ผลทุกวันนี้ เป็นเพราะระบบการเงินการคลังที่ล้าหลัง ทำไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมมาช้านาน ปัญหาใหญ่ก็คือกลไกของรัฐใช้เงินมากแต่ได้ผลน้อย คือไม่มี cost effective และเรื่องดีๆ ที่ควรทำก็ไม่มีงบประมาณสนับสนุน ต้องมีการปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อแก้ความติดขัดของประเทศ ต้องมีนวัตกรรมการใช้งบประมาณ ให้กลไกของรัฐทำงานให้ได้ผลจริง และมีมาตรการทางการคลัง ที่จะมีงบประมาณสนับสนุน นวัตกรรมต่างๆ นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ แล้วเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่จะมาร่วมกันปฏิรูปการเงินการคลัง ควรตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อพัฒนาประเทศภายใน 6 เดือน หลังตั้งรัฐบาล นโยบายทั้ง 10 ประการนี้ นำเสนอไว้ประกอบการทำ "ตลาดนัดนโยบาย" ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ควรจะมีตลาดนัดนโยบายที่นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ และภาคประชาสังคม ที่ต้องการเสนอขายนโยบาย นำเสนอพรรคการเมืองต่างๆ เลือกซื้อหรือไม่ซื้อตามความสมัครใจ พรรคการเมืองอาจนำไปปรุงรสหรือมีลูกเล่น (gimmick) ที่เป็นจุดเด่นของพรรคเพื่อการหาเสียง "ตลาดนัดนโยบาย" นี้ ถ้าช่วยกันทำอย่างสร้างสรรค์ อาจเป็นช่องทางให้ประเทศมีการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ อันจะช่วยแก้ความติดขัดทางการเมือง อำนวยให้ประเทศยกระดับการพัฒนาได้
|