|
||||||||||||||
|
ยกครัวหนีมาตรการเชิงรุก
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10831 แล้วในที่สุด ครอบครัวชาวบ้านในภาคใต้ก็กำลังจะหลบภัยไปมาเลเซียอีกแล้ว ภาพของการอพยพครั้งที่แล้วยังไม่เลือนหายไป ท่ามกลางความเสียหน้าของประเทศ รัฐบาลทักษิณประกาศทันทีว่าผู้หลบภัยคือผู้ก่อการร้ายที่ต้องการหลบหนีความผิด ครั้นภาพของครอบครัวอพยพปรากฏในรายงานของมาเลเซีย ซึ่งมีทั้งเด็ก, ผู้หญิง และคนชราอยู่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลนั้นก็แถลงใหม่ว่าเป็นแผนยุยงของฝ่ายก่อการร้าย ชาวบ้านเหล่านั้นคือผู้ "หลงผิด" ในครั้งนี้ ชาวบ้านเกือบ 200 คน จากบันนังสะตากำลังวางแผนจะหลบภัยเข้ามาเลเซียอีกแล้ว บางคนกำลังทำหนังสือเดินทาง และอีกจำนวนมากเล็ดลอดไปประกอบอาชีพกรีดยางในมาเลเซีย กำลังจะยกครอบครัวทั้งหมดไปรวมกัน มีรายงานข่าวว่านอกจากบันนังสะตาแล้ว ยังมีชาวบ้านจากเขต "สีแดง" เช่น เจาะไอร้องและสุไหงปาดีในนราธิวาส ที่กำลังจะอพยพหลบภัยไปมาเลเซียอีกเช่นกัน แน่นอนในจำนวนผู้อพยพเหล่านี้ ย่อมมีบุคคลที่มีหมายจับของทางการไทยหลบหนีร่วมไปด้วย และหากการอพยพทำกันเป็นกลุ่มก้อนในลักษณะหลบหนีเข้าเมือง ก็จะทำความเสียหน้าแก่ไทยอีกครั้งหนึ่ง (ดูเหมือนพม่าเข้าไปทุกที) เจ้าหน้าที่รัฐบาลในท้องถิ่น ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร พยายามจะอธิบาย การอพยพของชาวบ้านเหล่านี้ว่า เป็นผลมาจากนโยบาย "เชิงรุก" ของรัฐบาล ทำให้การปราบปราม และจับกุมกระทำได้อย่างกว้างขวาง แต่นโยบาย "เชิงรุก" นี้สัมพันธ์กับการอพยพหลบภัยของครอบครัวชาวบ้านอย่างไร ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเหมือนรัฐบาลทักษิณ อันที่จริงการยกครอบครัวอพยพหลบภัยออกจากพื้นที่ภาคใต้นั้นทำกันมานานแล้ว และทำกันอย่างเอิกเกริกกว่าที่เป็นข่าวมากมาย นั่นคือการอพยพหลบภัยของครอบครัวชาวพุทธและมุสลิมออกนอกพื้นที่ ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ส่วนอื่นของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในภาคใต้ แม้แต่ที่อยู่เหนือสุดเช่นเชียงใหม่ เชียงราย ก็มีชุมชนเกิดใหม่ของผู้อพยพจากภาคใต้เช่นกัน จำนวนไม่น้อยกลืนตัวเองเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร จนมองไม่เห็นเป็นชุมชนต่างหาก ตามธรรมดาของผู้อพยพทั้งโลก คือไปยังจุดหมายที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์อยู่บ้าง ไม่ใช่ไปในที่ซึ่งจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาว ฉะนั้น การอพยพไปยังส่วนอื่นของประเทศไทยจึงมักจำกัดอยู่กับผู้ที่มีเครือข่าย (เชิงเครือญาติ, เชิงธุรกิจ, เชิงสังคม ฯลฯ) เท่านั้น และคนที่มีเครือข่ายอย่างนั้นได้ ก็มักจะมีฐานะดีโดยเปรียบเทียบกว่าคนที่ไม่มี ในขณะที่ชาวบ้านโดยทั่วไปไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่การอพยพหลบภัยของชาวบ้านทั่วไปก็ได้ทำมานานและจำนวนมากกว่าด้วยซ้ำ นั่นคือหลบภัยจากการสู้รบเข้าไปในมาเลเซีย เพราะชาวบ้านมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้คนในมาเลเซีย ไม่ใช่เพราะนับถือศาสนาเดียวกัน แต่เป็นเครือข่ายทางสังคมและอาชีพ คนในสามจังหวัดภาคใต้จำนวนมากมีญาติในกลันตัน หรือมิฉะนั้นก็เคยติดต่อเชิงธุรกิจการงานกับคนในมาเลเซีย (เพียงเมื่อก่อนจะสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง แรงงานทำนารับจ้างในสามจังหวัดภาคใต้คือคนกลันตัน) เหมือนพื้นที่ชายแดนทั่วไป ซึ่งเส้นพรมแดนไม่สามารถแยกสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฝั่งได้ ฉะนั้น จึงไม่ประหลาดแต่อย่างใดที่ชาวบ้านจะอพยพหลบภัยไปมาเลเซีย (ลองคิดว่า หากเขาอพยพหลบภัยเข้ากรุงเทพฯ จะทำอะไรกิน แม้แต่เก็บถุงพลาสติคก็มีคนอื่นจับจองอาชีพนี้อยู่แล้ว พร้อมเส้นสายทางธุรกิจที่หนาแน่นของตนเอง) และถ้าคิดรวมการอพยพหลบภัยเศรษฐกิจ ก็จะพบว่ามีชาวบ้านเคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานในมาเลเซียจำนวนมาก มานานก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเสียอีก การอพยพหลบภัยขึ้นมายังส่วนอื่นของประเทศ ไม่ก่อให้เกิดความระแวงสงสัยทั้งแก่รัฐและสื่อ แต่การอพยพหลบภัยสู่มาเลเซียกลับก่อให้เกิดความสะดุ้งสะเทือนและหวั่นไหวในสังคมไทยมาก ความต่างทางศาสนาระหว่างผู้อพยพขึ้นเหนือและลงใต้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายได้ เพราะผู้อพยพขึ้นเหนือที่เป็นมุสลิมก็มีไม่น้อยเหมือนกัน เช่นเดียวกับที่มีชาติพันธุ์มลายูก็มีไม่น้อยเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีคนพูดถึง นั่นก็คือคนลงใต้เป็นมลายูมุสลิมล้วน และเป็นคนจน คนขึ้นเหนือคือคนรวยหรือไม่จนเท่านั้น เรากำลังหวาดระแวงต่อชาติพันธุ์และศาสนาที่แตกต่าง หรือต่อ "ชนชั้น" ที่แตกต่างกันแน่ ฐานการพิจารณาการเคลื่อนย้ายประชากรในภาคใต้ จึงไม่ใช่การเคลื่อนย้ายเฉพาะกรณี แต่ต้องพิจารณาการอพยพหลบภัยในกระบวนการเคลื่อนย้ายประชากรในชายแดนภาคใต้โดยรวม เหตุการณ์ยกครัวหนีของชาวบ้านในครั้งนี้ เป็นผลให้มีการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างออกมา หลังจากสื่อได้ร่วมมือกับรัฐ ไม่ยอมเจาะข่าวลึกไปกว่าที่ได้รับคำแถลงจากกองทัพ นั่นก็คือทั้งกองทัพ และรัฐบาล ได้แถลงตลอดมาว่า นับตั้งแต่มิถุนายน ปีนี้ รัฐได้ใช้นโยบาย "เชิงรุก" เพื่อกดดันฝ่ายก่อการ จนกระทั่งฝ่ายนั้นเหลือพื้นที่ปฏิบัติการน้อยลง และต้องเร่งมือสร้างผลงานหนักขึ้น เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนไว้ แต่ฝ่ายรัฐเองกลับได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ดังนั้น ปฏิบัติการของฝ่ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สามารถจับกุม ผู้มีหมายจับ และผู้ต้องสงสัยได้จำนวนมากในทุกพื้นที่ ได้ทั้งอาวุธเครื่องกระสุนและหลักฐานเอกสารหลายอย่าง แต่เหตุการณ์ยกครัวหนีของชาวบ้าน ทำให้สื่อจำเป็นต้องแสวงหาคำอธิบายใหม่ จึงทำให้ข้อมูลจากบุคคลในพื้นที่บางส่วนหลุดออกมาสู่สาธารณชนไทย อาจารย์สมบูรณ์ อาหหมัด บัวหลวง สมาชิกคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติกล่าวว่า การยกครัวหนีของชาวบ้านที่บันนังสะตา ชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ไว้วางใจอำนาจรัฐ และหวาดกลัวกับการใช้อำนาจรัฐจนเกินเลย อาจารย์สมบูรณ์เล่าว่า เจ้าหน้าที่ทหารในบางพื้นที่จับกุมชาวบ้านที่ต้องสงสัยว่าร่วมกับผู้ก่อการ เจ้าหน้าที่บอกชาวบ้านว่า จะได้รับการปล่อยตัวภายในหนึ่งเดือน แต่กลับปรากฏว่า ชาวบ้านเหล่านั้นถูกส่งตัวไปฝึกอาชีพที่ชุมพร, ระนอง และสุราษฎร์ธานี โดยไม่สมัครใจ (86 คนใน 363 คน ได้รับคำสั่งศาลให้ปล่อยตัวแล้ว เพราะร้องต่อศาลว่า เป็นการจับกุมคุมขังที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย) เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่บุกหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จับชาวบ้านไป 36 คนในข้อหาว่า เป็นผู้ก่อการ โดยไม่มีข้อพิสูจน์แต่อย่างใด ส่วนอาจารย์วรวิทย์ บารู ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของ ศอ.บต.กล่าวว่า ชาวบ้านถูกกดดันอย่างหนัก ภายใต้กฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน (เพราะให้อำนาจเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไว้ล้นเหลือ จนไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้) หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ความไม่พอใจรัฐของประชาชนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ หลังความไม่สงบต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยที่รัฐไม่สามารถจัดการอะไรได้ การใช้นโยบาย "เชิงรุก" ดูจะเป็นคำตอบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นอย่างน้อย แต่ "เชิงรุก" คืออะไร ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง หากมอง "เชิงรุก" แต่ด้านการทหาร ความหมายก็จะแคบเหมือนอย่างที่ทำอยู่ในเวลานี้ ส่งทหารและตำรวจ ออกไปจับกุมคนที่เชื่อว่าเป็นคนร้ายหรือแนวร่วมของคนร้าย อย่างค่อนข้างเหวี่ยงแห (เพราะจำนวนมาก ไม่มีหลักฐานพอจะส่งฟ้องศาล ต้องใช้มาตรการฝึกอาชีพเพื่อคุมขังแทน) และอย่างที่นักวิชาการกล่าวข้างต้น ผลก็คือทำให้ชาวบ้านยิ่งหมดความไว้วางใจอำนาจรัฐมากขึ้น และความสงบ ก็ยิ่งอยู่ห่างไกลออกไป ในที่สุดเพื่อจะรักษา "เชิงรุก" เอาไว้ ก็ต้องเพิ่มกำลังทหารลงไป อย่างที่กองทัพได้ขยายภารกิจรักษาความสงบในภาคใต้ให้แก่กองทัพทั้ง 4 ไปแล้ว โดยแบ่งภารกิจกันคนละจังหวัด (สามจังหวัดและสงขลาบางอำเภอ) แต่ "เชิงรุก" ควรมีความหมายกว้างกว่าด้านการทหารเพียงอย่างเดียวเป็นอันมาก โดยสรุปคือการฟื้นฟู 3-5 จังหวัดภาคใต้อย่างเป็นองค์รวม แต่ฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ทุนเข้าไปเอารัดเอาเปรียบประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ หากหมายถึงการรักษาทรัพยากรไว้ให้ประชาชนได้ใช้ในวิถีทางของตนเอง จนกระทั่งมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจพอที่จะตัดสินใจและต่อรองกันเองที่จะเปลี่ยนการใช้ทรัพยากร การจ้างงานที่เป็นธรรม, และการพัฒนาทุนท้องถิ่นขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้น ส่วนที่จะเชื่อมต่อกับตลาดกลางของประเทศและของโลก ก็ต้องระวังมิให้ถูกเอาเปรียบมากเกินไปก็มีความสำคัญ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องฟื้นฟูทางวัฒนธรรม, การศึกษาเรียนรู้ที่เป็นกลาง, การจัดความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งแต่ละฝ่ายมีอำนาจต่อรองที่ใกล้เคียงกัน จะกำกับควบคุมให้เป็นไปเช่นนี้ได้ ภาครัฐฝ่ายเดียวทำไม่ได้ จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือจากชาวบ้านทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ผู้นำศาสนา และผู้นำที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ผู้นำและผู้แทนชาวบ้าน (ซึ่งมีกระบวนการค้นหา) จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด โดยการทำงาน "เชิงรุก" อย่างรอบด้านเช่นนี้ ข่าวสารข้อมูลที่ชาวบ้านอยากบอกจะหลั่งไหลเข้าสู่ราชการมากมาย แต่ไม่จำเป็นต้องหาแต่ข่าวที่มีประโยชน์ทางทหารอย่างเดียว เพราะข่าวสารด้านอื่นๆ ก็จะมีประโยชน์ในการทำงาน "เชิงรุก" เหมือนกัน แน่นอนว่า การรักษาความสงบด้วยกำลังทหารของรัฐก็มีความจำเป็น แต่เพราะเป็น "เชิงรุก" อย่างรอบด้าน ในระยะแรกภารกิจของทหารจึงไม่ใช่การปราบปราม (จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีอำนาจผ่านกฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน) เท่ากับพยายามเป็นหลักประกันว่า ประชาชนจะไม่ถูกทำร้ายได้สะดวกอย่างเดิมอีกต่อไป งานด้านนี้หากได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านจริง จะค่อยๆ คืบหน้าไปอย่างช้าๆ และยิ่งสร้างความไว้วางใจรัฐให้แก่ประชาชนมากขึ้น ประเทศไทยมีศัตรูในภาคใต้ที่อ่อนแอด้านอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์ที่ใช้แต่ความรุนแรงอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะนำใครไปสู่เป้าหมายทางการเมืองได้ ประเทศไทยต้องไม่ติดกับเข้าไปอยู่ในความอ่อนแอ ของอุดมการณ์ประเภทเดียวกัน หน้า 6
|