หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อันเนื่องมาจาก เรื่องยักษ์ล้มในนิวยอร์ก

บทความ  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3946 (3146)

นครนิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมือง ขนาดยักษ์ ภายในเขตเทศบาลมีประชากรกว่า 8 ล้านคน เมื่อควบรวมปริมณฑลเข้าไปด้วย ประชากรของมหานครนี้จะมีจำนวนราว 19 ล้านคน ด้วยจำนวนประชากรขนาดนี้ กิจการต่างๆ ย่อมมีขนาดยักษ์ด้วย นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก ในบรรดาสถาบันการเงินขนาดยักษ์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก "แบร์ สเตอร์น" เป็น วาณิชธนกิจที่รู้จักกันดีเพราะได้ก่อตั้งมาเป็นเวลาถึง 84 ปีแล้ว และก่อนที่จะมีปัญหาเรื่อง หนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน (sub-prime) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อตอนกลางปี มีสินทรัพย์กว่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 2 เท่าของรายได้ของคนไทย ทั้งประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ใน ขณะนี้แบร์ สเตอร์นจะมีสินทรัพย์เท่าไร ยังไม่มีใครทราบแน่นอน ทั้งนี้เพราะในบรรดากองทุนเพื่อเก็งกำไรที่ต้องล้มละลายด้วยพิษของหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน 2 กองเป็นของแบร์ สเตอร์น ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังมายาวนาน การล้มละลายเช่นนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้กองทุนเพื่อเก็งกำไร 2 กองของแบร์ สเตอร์น ล้มละลายมีหลายอย่างประกอบกัน ปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ คงได้แก่ความโลภและความหยิ่งผยองของผู้บริหารกองทุนที่คิดว่าตนฉลาดกว่าคนอื่น ทั้งที่มีตัวอย่างให้ดูอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างซึ่งน่าจะตำตาพวกเขาได้แก่การล้มละลายของกองทุนเพื่อเก็งกำไรชื่อ Long-Term Capital Management (LTCM) กองทุนขนาดยักษ์นี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 ปัจจัยที่ทำให้ LTCM โดดเด่นกว่ากองทุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งมีอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างดาษดื่น คือ กรรมการ 2 คนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งต่อมาได้รับรางวัล โนเบลประจำปี 2540 ผู้ก่อตั้งกองทุน LTCM และนักเศรษฐศาสตร์นั้นมีความเชื่อมั่นว่า เขาสองคนได้ค้นพบสูตรลับแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งจะสามารถช่วยพวกเขาให้เอาชนะตลาด การเงินได้ นั่นคือพวกเขาจะทำกำไรได้อย่าง ต่อเนื่องจากการซื้อขายพันธบัตรในตลาดโลก

ด้วยชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งและนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังทั้งสองคน กองทุน LTCM สามารถหาทุนเริ่มต้นจากนักลงทุนได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในตอนแรกๆ กองทุนนี้มีทีท่าว่าจะทำเงินได้ มหาศาลจริงๆ เพราะมีกำไรถึงปีละกว่า 40% และภายใน 4 ปี มีสินทรัพย์ถึง 1.3 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการทำกำไรได้สูงเช่นนั้นวางอยู่ บนฐานของการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามจำนวนสินทรัพย์ พร้อมกับการเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะจากการมีอนุพันธ์จำนวนมหาศาลไว้ในครอบครอง ทั้งที่ไม่มีความชัดเจนว่าอนุพันธ์เหล่านั้นมี ความเสี่ยงอย่างไร และส่วนใหญ่ไม่ถูกใส่ไว้ ในบัญชีของกองทุน แม้จะมีความปราดเปรื่อง ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ถึงขนาดได้รับรางวัลโนเบล แต่นักเศรษฐศาสตร์สองคนนั้นไม่สามารถหยั่งรู้ ถึงความสลับซับซ้อนของตลาดเงินและตลาดทุน ในยุคโลกาภิวัตน์ได้ทั้งหมด ฉะนั้นเพียงไม่กี่ปีปัญหาที่พวกเขาคาดไม่ถึงจึงเริ่มปรากฏ มันถูก ซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มขึ้นในเมืองไทยเมื่อปี 2540 และในรัสเซียเมื่อปี 2541 แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในอเมริกา กองทุน LTCM ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้และล้มละลายลงเมื่อปี 2543

กองทุนเพื่อเก็งกำไร 2 กองของแบร์ สเตอร์น ซึ่งยื่นข้อเสนอต่อศาลล้มละลายเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อตั้งขึ้นหลังการล้มละลายของ LTCM กองทุนแรกก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2546 และกองทุนที่สองเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 กองทุนทั้งสองเข้าร่วมในการเก็งกำไรในอนุพันธ์และตราสารหนี้สารพัด โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินไปซื้อบ้าน ด้วยมาตรฐานต่ำกว่า ที่ควรจะเป็น ณ วันนี้ยังไม่มีการตีแผ่ตัวเลข ที่แน่นอนออกมา ว่ากองทุนทั้งสองนั้น ขาดทุนรวมกันทั้งหมดเท่าไร รายงานจากสื่อบางแห่ง บ่งว่ากองทุนเหล่านั้นถือหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการซื้อบ้านไว้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และได้สูญเงินทุน 1,600 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว เงินทุนนี้ มีที่มาหลากหลาย เช่น บริษัทประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ สถาบันการเงินอื่นๆ และเศรษฐีใหญ่ๆ ในนครนิวยอร์ก

กองทุนทั้งสองมีหนี้ท่วมท้นเพราะเงินที่นำ ไปซื้อตราสารต่างๆ ส่วนใหญ่ได้มาจากการกู้ จากผู้อื่น มิใช่เงินที่ได้มาจากนักลงทุน เนื่องจาก ตราสารหนี้มีความสลับซับซ้อนสูงมาก ผู้บริหารเองก็ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าค่าของตราสารเหล่านั้นเป็นเท่าไร และมีความเสี่ยงอย่างไร พวกเขาจึงใช้วิธีเดาเอาเอง การกระทำเช่นนั้นถูกทักท้วงโดยบริษัทผู้ตรวจบัญชี แต่ผู้บริหารก็ยังเชื่อมั่นว่าไม่น่าจะมีปัญหา จึงพยายามทำต่อไปจนสุดท้ายกองทุนเหล่านั้น มีลักษณะของการทำแชร์ลูกโซ่เช่นเดียวกับ LTCM เมื่อลูกหนี้ต่ำกว่ามาตรฐานจำนวนมากชำระหนี้ไม่ได้ กองทุนก็เริ่มไม่มีเงินชำระหนี้ของตนเอง ในขณะนี้นอกจากกองทุนทั้งสองจะอยู่ในภาวะล้มละลายซึ่งจะทำให้แบร์ สเตอร์น ขาดทุนจำนวนมากแล้ว ผู้บริหารยังกำลังถูกฟ้องในข้อหาต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกปรับหรือจับเข้าคุกก็ได้

เหตุการณ์ที่เกิดกับกองทุนเพื่อเก็งกำไร ขนาดยักษ์ในนิวยอร์กน่าจะชี้ให้เห็นอะไรหลายอย่าง เช่น กระบวนโลกาภิวัตน์ทำให้ตลาดเงินและตลาดทุน มีขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันได้ ทั่วโลก นักการเงินหัวใสคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลายังผลให้การค้าขายในตลาดสลับซับซ้อนสูงมาก จนยากแก่การประเมินความเสี่ยง ผู้ที่มีความปราดเปรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งสร้างแบบจำลองตลาดด้วยการใช้วิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูง และคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ ยังไม่สามารถหยั่งรู้ทุกแง่ทุกมุมของความสลับ ซับซ้อนนั้นได้ นอกจากนั้นกิจการกองทุนเพื่อ เก็งกำไรแทบไม่มีการควบคุมโดยรัฐบาล ฉะนั้นกองทุนจำพวกนี้จึงมีมากมาย และมีอิสระที่จะทำอะไรต่อมิอะไร ซึ่งสถาบันการเงินทั่วไปไม่อาจทำ วาณิชธนกิจขนาดยักษ์เช่น แบร์ สเตอร์น ก่อตั้งกองทุนเพื่อเก็งกำไรขึ้นมา ก็เพราะต้องการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแสวงหากำไรจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

เมื่อธรรมชาติของตลาดเงินและตลาดทุน เป็นเช่นนี้ ผู้ที่คิดว่าตนปราดเปรื่องกว่าผู้อื่น คงต้องคิดให้หนักสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีหน้าที่บริหารระบบการเงินของประเทศและ ผู้บริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ควรคิดถ่ายตามช้าง เช่น ก่อตั้งตลาดอนุพันธ์ขึ้นมาเพราะมันมักเป็นแหล่งล่อแมลงเม่าให้เข้ากองไฟ มากกว่าจะช่วยในการระดมทุนของกิจการ ซึ่งต้องการลงทุนจริงๆ หรือปล่อยให้เงินทุนจำนวนมหาศาล ไหลเข้าออกเพื่อการเก็งกำไรได้ตามใจชอบ เพราะมันจะสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ ต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุน เพื่อเก็งกำไรและตลาดอนุพันธ์เพราะมันมี ความเสี่ยงสูงจนยากแก่การประเมิน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงชนิดที่ หนีห่างจากกองอุจจาระ เพราะมันจะสร้างความเดือดร้อนให้คนแก่คนเฒ่าเนื่องจากพวกเขาไม่มีโอกาส หารายได้ต่อไปอีกแล้ว และข้อควรตระหนักสุดท้ายสำหรับผู้อยู่ในฐานะสมาชิก กองทุนบำเหน็จบำนาญ ท่านจะต้องไม่ยอมให้ ผู้บริหารกองทุน เล่นกับไฟ โดยนำเงินของท่าน ไปเก็งกำไรหรือซื้ออนุพันธ์ซึ่งพวกเขาไม่มีวัน จะเข้าใจระดับของความเสี่ยงอย่างเด็ดขาด

หน้า 45