หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความจริงที่ควรฟังให้ได้ยิน

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

หลังจากคณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศมอบรางวัลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ให้แก่ อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน อัล กอร์ และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนและหนังสือเรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งได้รับการแปลเป็นไทยว่า "โลกร้อน : ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ได้รับความสนใจกว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะมีผู้ต้องการได้ยินความจริงเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีการพิมพ์หนังสืออีก 2 เล่มออกมา ซึ่งโต้แย้งว่าปัญหาโลกร้อนไม่หนักหนาสาหัสดังที่ อัล กอร์ และคณะกรรมการดังกล่าวชักนำให้เราเข้าใจ และได้รับการสนับสนุนจากคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งนักเขียนชื่อดัง Michael Crichton ว่าเป็นหนังสือที่ดี นอกจากนั้น ยังมีผู้โจมตีคณะกรรมการรางวัลโนเบลว่าลดมาตรฐานอีกด้วย ฉะนั้นผู้ที่ไม่มีโอกาสติดตามประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้น อาจรู้สึกสับสนจนตกอยู่ในสภาพ "ฟังไม่ได้ยิน"

หนังสือ 2 เล่มนั้น ได้แก่ Cool It : The Skeptical Environmentalist's Guide to Global Warming เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Bjorn Lomborg และ Break Through : From the Death of Environmentalism to the Politics of Possibility เขียนโดยที่ปรึกษาทางการเมืองชาวอเมริกันชื่อ Ted Nordhaus และ Michael Shellenberger ผมได้ติดตามเรื่องโลกร้อนมาเป็นเวลานาน ได้อ่านหนังสือจำนวนมากจากหลายมุมมอง และได้เฝ้าดูวิวัฒนาการวันต่อวันที่สื่อนำมารายงาน รวมทั้งเหตุการณ์ที่บ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่า น้ำแข็งบนผิวโลกกำลังละลายในอัตราที่สูงกว่าอัตราซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าน่าจะสูงที่สุดแล้วเสียด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแน่ใจว่าปัญหาโลกร้อนนั้นหนักหนาสาหัสตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ และขอแนะนำผู้อ่านคอลัมน์นี้ว่า อย่าเสียเวลาไปอ่านหนังสือ 2 เล่มที่กล่าวถึงนั้น เพราะมันจะทำให้ท่านสับสนจนตกอยู่ในสภาพ "ไม่ได้ยิน" ความจริง

ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้เพียงห่างๆ และอ่านข่าวเกี่ยวกับการโต้แย้งกันบ้างเป็นครั้งคราวอาจคิดว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เปลี่ยนใจ เพราะประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้จัดประชุมกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซเหล่านั้นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขอเรียนว่าอย่าหลงกล การจัดประชุมเช่นนั้นเป็นการสร้างภาพลวงตาชาวโลกมากกว่าเพื่อแสวงหาทางแก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคน รัฐบาลอเมริกันในยุคนี้ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาอย่างจริงจังและรัฐบาลหน้าก็อาจไม่กล้าทำ เพราะกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ไม่เห็นด้วย เช่น กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน กลุ่มผู้ผลิตถ่านหินและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า นอกจากนั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการลดการบริโภคของตน ทั้งที่ในขณะนี้ พวกเขาบริโภคสูงกว่าชาวโลกหลายเท่า และเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ประเด็นจึงกลายเป็นคำถามจำพวก "แล้วเราจะทำอย่างไร ?" คำถามนี้มีผู้ตอบหลากหลาย ซึ่งอาจแยกได้เป็นสามแนวคือ แนวแรกต้องการใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อลดทั้งจำนวนคนและการบริโภคของแต่ละคนลงทันที แนวที่สองเห็นว่าไม่น่าจะทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่เราทำกันมา เพราะปัญหานั้นหนักหนาสาหัสเสียจนคนทั่วไป แก้ไขไม่ได้แล้ว แนวที่สามอยู่ตรงกลางๆ ระหว่างแนวแรกและแนวที่สอง ในสามแนวนี้คงมองเห็นได้ไม่ยากนักว่า แนวแรกทำไม่ได้เพราะมันหมายถึงการฆ่าคนจำนวนมาก แนวที่สองเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราทำอยู่เลย แต่มันวางอยู่บนฐานของการเข้าใจผิด เพราะนักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นว่า ปัญหายังไม่สายเกินแก้ แต่เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อจะนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวที่สามจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม และผมเชื่อว่าผู้อ่านคอลัมน์นี้ทำได้

ในคอลัมน์นี้ประจำวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมเล่าเรื่องการเปลี่ยนแนวการบริโภคที่ผมพยายามทำมาเป็นเวลานาน เช่น เน้นการรับประทานอาหารจำพวกที่ใช้พลังงานในการเตรียมน้อยและค่อยๆ ลดการใช้สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตลง การกระทำเหล่านั้นเป็นการปฏิบัติตามแนวคิดในพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมแน่ใจว่าเป็นปรัชญาสำหรับดำเนินชีวิต และพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุด แนวคิดนี้ถูกตีความหมายออกไปหลากหลายอย่าง จนกระทั่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่สันทัดในเศรษฐศาสตร์ และปรัชญาตกอยู่ในสภาพสับสน หรือ "ฟังไม่ได้ยิน" ยิ่งในช่วงนี้กำลังจะมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างยิ่งพยายามนำคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้หาเสียงกัน แต่มันเป็นความพยายามปิดตาประชาชน เพราะทุกพรรคกำลังเสนอนโยบายในแนวประชานิยมด้วย นโยบายประชานิยมนั้นเลวร้าย และขัดกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยสิ้นเชิง (มันเลวร้ายอย่างไรผมได้อธิบายไว้แล้วในหนังสือชื่อ "ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย ?" ซึ่งสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์พิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546) เพื่อกลบเสียงอันแสนดัง จากหลากหลายฝ่าย ผมเสนอให้ท่านทำสิ่งง่ายๆ คือ ยึดความจำเป็นเบื้องต้นเป็นหลัก และไม่ว่าจะทำอะไรให้พิจารณาหลายๆ ทางเลือกแล้วเลือกทางที่เผาผลาญพลังงานน้อยที่สุด ถ้าทำได้หมายความว่า ท่าน "ได้ยิน" ทั้งความจริงที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้น กรุณาช่วยกันถอดหน้ากาก และประณามผู้พยายามจะใช้นโยบายแนวประชานิยม

เนื่องจากสังคมของเราพยายามอิงระบอบประชาธิปไตย เรามีโอกาสเสนอให้รัฐบาล ทำสิ่งที่เราเห็นว่าเหมาะสม ผมเคยเสนอไว้หลายครั้งรวมทั้งครั้งล่าสุดในหนังสือชื่อ "โต้คลื่นลูกที่ 4" (สำนักพิมพ์บิซบุ๊ค มีนาคม 2549) ว่า ให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการร่างยุทธศาสตร์แห่งชาติขึ้นมา ยุทธศาสตร์นี้จะมีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก และมีลักษณะของความเป็นรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล นโยบายจะต้องอยู่ภายในกรอบของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ข้อเสนอนี้ดูจะไม่มีใคร "ได้ยิน" ผมขอเสนอเพิ่มเติมว่าให้ยุบองค์กร เช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอาจรวมทั้งสภาพัฒน์ด้วย แล้วก่อตั้งองค์กรใหม่ในแนวศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อพิจารณานโยบาย โครงการและมาตรการของรัฐว่าอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์แห่งชาติหรือไม่ ผมหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้ จะมีผู้ "ได้ยิน" และช่วยกันเสนอรัฐบาลให้นำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว