หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มาตรฐานอุตสาหกรรม กับการกีดกันทางการค้า

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3945 (3145)

ผมมีโอกาสได้ร่วมทำงานกับธนาคารโลกที่กำลังศึกษาเรื่องบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ได้รับฟังทั้งปัญหาจากผู้ประกอบการ พร้อมๆ กันกับได้รับฟังเหตุผล จากหน่วยงานภาครัฐ หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจก็คือ เรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยนี่แหละครับ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมาก วันนี้เราลองมาคุยกันครับ ว่าจริงๆ แล้วข้อเท็จจริงเป็นยังไงกันแน่

การกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมจริงๆ แล้วทำเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถบริโภคสินค้าที่ดี มีคุณภาพ แต่ต้องยอมรับครับว่า นอกจาก การคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ดั้งเดิมแล้ว ดังเช่นทุกประเทศในโลก ประเทศไทยก็ใช้ประเด็นด้านมาตรฐานสินค้า มาเป็นเครื่องมือที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ จากคู่แข่งต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันกำแพงภาษีที่เดิม ที่เคยใช้เป็นเครื่องมือหลัก ในการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ก็ลดบทบาทลงทุกขณะจากการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ครับ แต่การใช้มาตรฐานสินค้า มาเป็นประเด็นการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barrier) นี้ ก็มีข้อจำกัดไม่ได้ทำกันง่ายๆ ครับ ถ้ารัฐบาลจะกำหนดมาตรฐานอะไร มาตรฐานนั้น ก็ต้องใช้สำหรับสินค้าประเภทนั้นทั้งหมด ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ระหว่างสินค้า นำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

ตรงนี้คงพอเห็นกันได้นะครับว่า ถ้าประเทศไหนสามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพดีกว่าประเทศอื่นอยู่แล้ว ประเทศนั้นๆ ก็สามารถกำหนดมาตรฐานการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ให้สูง จนประเทศคู่แข่งไม่สามารถนำสินค้าชนิดเดียวกันของตน เข้ามาตีตลาดในประเทศได้ แต่หากประเทศนั้นไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสูงได้ การตั้งมาตรฐานสินค้าให้สูงเพื่อเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ก็จะทำให้ผู้ผลิตในประเทศ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งตรงนี้อาจกลับกลายเป็นการทำร้ายผู้ผลิตภายในประเทศไปแทนก็ได้ครับ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าแม้แต่ละประเทศจะมีจุด มุ่งหมายที่จะใช้มาตรฐานสินค้ามาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ให้ตนเองอยู่ได้ในเวทีการค้าโลกเหมือนกัน แต่หากความสามารถในการใช้เครื่องมือดังกล่าวมีแตกต่างกันครับ

เพื่อให้มาตรฐานสินค้ามีบรรทัดฐานเดียวกัน อันจะเป็นการปิดช่องทางให้ใช้มาตรฐานสินค้า เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า องค์การการค้าโลก (WTO) ได้กำหนดกฎเกณฑ์ทางเทคนิค (technical regulations) ให้สินค้าที่ผลิตจากประเทศในโลกที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) จำเป็นต้องมีมาตรฐานเดียวกันใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ประเด็นด้านความปลอดภัย 2. ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และ 3.ประเด็นด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ทางเทคนิค (technical regulations) หรือที่เรียกว่า Mutual Recognition Arrangement (MRA) นี้ จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ในเวทีการค้าโลก ซึ่งในปัจจุบันยังมิได้มี ข้อยุติสำหรับทุกประเทศ

ดังนั้น เราจึงพอเดากันได้ว่าในบางประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) แม้ท้ายสุดประเด็นด้านมาตรฐานใน 3 หัวข้อข้างต้นจะต้องปฏิบัติ MRA แต่ในช่วงที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้นี้ ประเทศเหล่านั้นจึงยังคงมีช่องทางที่สามารถ ใช้จังหวะดังกล่าวในการใช้มาตรฐานสินค้ามาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าได้อยู่ แต่ท่านผู้อ่านก็คงพอนึกได้ใช่ไหมครับว่า แม้การเจรจาเสรีการค้าได้ข้อยุติ อันจะนำไปสู่ข้อยุติใน MRA ใน 3 หัวข้อข้างต้นก็ตาม แต่ประเทศต่างๆ ก็ยังคงจะใช้ประเด็นมาตรฐานสินค้านอกเหนือจาก 3 หัวข้อ ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการกีดกันการค้าได้อยู่ดี

สำหรับประเทศไทยแล้ว มาตรฐานสินค้าถูกกำหนดและบังคับใช้โดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ในสินค้า 10 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1. โยธาและวัสดุก่อสร้าง 2.โภคภัณฑ์ 3.วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 4. วิศวกรรมของไหล 5.อาหาร 6.วิศวกรรมส่งผ่านความร้อน 7.วิทยาศาสตร์การแพทย์ 8.สีและวานิช 9.วิศวกรรมเครื่องกลและยานพาหนะ และ 10.เคมี โดยการกำหนดมาตรฐานก็มีเหตุผลที่ แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าการกำหนดมาตรฐานสินค้าดังกล่าวจะทำด้วยเหตุผลเพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภคภายในประเทศจริง หรือเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ในอนาคต คงเป็น ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ สมอ. ก็จำเป็นต้องตั้งปรับเปลี่ยนมาตรฐานใน 3 ประเด็นให้สอดคล้องกับ MRA ดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สินค้าที่อาจไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม MRA สมอ. อาจใช้มาตรฐานในการคุ้มครองผู้บริโภค ในประเทศ (อย่างไม่เลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และสินค้านำเข้า) และ/หรือ เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ได้โดยจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยน (trade-off) ใน 2 ด้าน ดังที่ได้คุยกันข้างต้นแล้ว กล่าวคือ

1.หาก สมอ.ตั้งมาตรฐานสินค้าไว้สูง แม้มาตรฐานสินค้าจะใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ได้ แต่หากผู้ประกอบการในประเทศไม่มีศักยภาพในการผลิตสินค้ามาตรฐานสูง เครื่องมือดังกล่าว ก็จะกลับมาส่งผลร้ายกับผู้ประกอบการในประเทศแทน

2.หาก สมอ.ตั้งมาตรฐานสินค้าไว้ต่ำ แม้ผู้ประกอบการในประเทศจะสามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนต่ำ แต่ก็จะมีความเสี่ยงที่สินค้านั้นถูก ตีตลาดโดยสินค้าต่างประเทศที่บางประเทศ สามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้ด้วยคุณภาพเดียวกันแต่หากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า

ดังนั้น ในประเด็นนี้หากรัฐบาลต้องการใช้มาตรฐานสินค้าเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า รัฐบาลก็คงจำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดและถ่องแท้ถึงความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท เพื่อที่จะกำหนดมาตรฐานสินค้าที่เหมาะสม ซึ่งหากทำได้จริง นอกจากจะเป็นการคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศแล้ว รัฐบาลยังจะสามารถใช้เรื่องมาตรฐานในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่แตกต่าง ซึ่งจะเป็นการเปิดช่อง ให้มีการนำภาษีสรรพสามิตมาชดเชยรายได้อากรขาเข้าของกรมศุลกากรที่จะ สูญเสียจากการเปิดเสรีทางการได้อีกด้วยครับ

ในปัจจุบันพบว่า รัฐบาลเลือกที่จะตั้งมาตรฐานสินค้าไว้ในระดับสูงทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และเพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงทั้งเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าส่งออกของไทย ไปยังตลาดต่างประเทศจะประสบ กับปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) น้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ประกอบการพบว่าการส่งออกไปในบางประเทศมิได้ใช้มาตรฐานเดียวกับที่ สมอ. ใช้ และ/หรือ ใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่าที่ สมอ.ใช้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 สมอ. ได้อนุญาตตามมาตรา 20 ตรีของ พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ให้ผู้ส่งออกมาขอยกเว้นมาตรฐานบังคับ หรือขอปรับใช้มาตรฐานอื่นได้ในกรณีที่สินค้าได้ผลิตและส่งออกขายยังต่างประเทศที่ มิได้ใช้มาตรฐาน สมอ. หรือใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่า โดยมิได้บริโภคโดยคนไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการ เพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกลดต้นทุนการผลิต อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

โดยสรุปนะครับ ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในเวทีการค้าโลกนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น การเปิดเสรีทางการค้า นอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการภายในประเทศได้รับผลกระทบแล้ว การจัดเก็บรายได้รัฐบาล ผ่านอากรขาเข้าของกรมศุลกากรก็จะได้ รับผลกระทบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรฐานสินค้า และภาษีสรรพสามิต ดูเหมือนว่าจะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลในทุกประเทศนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงรัฐบาลไทย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรฐานสินค้าหรือภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือก็ตาม ด้วยเหตุที่ 2 เครื่องมือนี้ต้องดำเนินการอยู่บนตัวสินค้าโดยที่ไม่สามารถแบ่งแยกแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ไม่ว่าจะเป็นสินค้า นำเข้าหรือสินค้าที่ผู้ประกอบการในประเทศผลิต จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หากรัฐบาลจะนำเครื่องมือ เหล่านี้มาใช้ ก็จำเป็นต้องกระทบต่อผู้ประกอบการภายในควบคู่ไปด้วย

ดังนั้นการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยจึงเป็น สิ่งจำเป็นในระยะยาว เพราะนอกจากจะเป็นทางเดียว ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่รอด ในยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ยังจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาล สามารถกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต บนสินค้าที่คุณภาพต่ำที่นำเข้า เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันที่คุณภาพสูงกว่า และเป็นการส่งเสริมฐานะทางการคลังให้รัฐบาล มีรายได้มาชดเชยอากรขาเข้าที่สูญเสียจากการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ไปพร้อมกันด้วย ส่วนตัวผมจึงเห็นว่า แนวทางการกำหนดมาตรฐานของ สมอ. ในการที่จะตั้งค่ามาตรฐานสินค้าให้อยู่ในระดับสูง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกมาปรับลดมาตรฐานโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 ตรี นั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะแม้สินค้าที่ผลิตขายในประเทศจะได้รับผลกระทบจากมาตรฐานที่เข้มงวดบ้าง แต่หากลดมาตรฐานลง ผู้ประกอบการเหล่านั้นก็จะโดนสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นมาตีตลาดสร้างความเสียหายอยู่ดี และความเข้มงวดดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานนำพาประเทศไทยสู้กับตลาดโลกได้ในระยะยาวครับ

หน้า 41