หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงาสะท้อนจากผลการเลือกตั้ง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10887

ในที่สุด ผลการเลือกตั้งก็ออกมาแล้ว ในขณะที่ความสนใจมุ่งไปสู่อนาคตอันใกล้ทางการเมือง เช่น ใครจะได้ฟอร์มรัฐบาล, ร่วมกับพรรคใดบ้าง, และจะทำให้เกิดความสงบทางการเมืองได้หรือไม่ ฯลฯ

แต่ยังมีอนาคตทางการเมืองของไทยในระยะยาว ที่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอยู่ด้วย และส่วนนี้แหละที่ผมอยากชวนท่านผู้อ่านคุย

ผมมีประเด็นที่อยากชวนคุยดังนี้

1/ การออกมาใช้สิทธิค่อนข้างหนาตาในการเลือกตั้ง และชัยชนะถล่มทลายของ พปช.และ ปชป.ชี้ให้เห็นว่า เงินซื้อเสียงอย่างเดียวอธิบายผลไม่ได้ แม้ว่าการซื้อเสียงมีแพร่หลายไม่ต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เงินหนาๆ ของนายทุนพรรคซึ่งได้รับชัยชนะอย่างเดียว ไม่พอจะอธิบายคะแนนเสียงที่ได้รับจากการเลือกตั้ง อย่าลืมว่าแม้แต่ผู้สมัครระดับหัวหน้าพรรค และระดับนำพรรคหลายพรรคยังสอบตก ทั้งๆ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนแต่อย่างใด

ยิ่งกว่านี้ ทั้ง กกต., มหาดไทย และฝ่ายทหารในบางพื้นที่ ยังได้ทุ่มเทความพยายามในการสกัดกั้นหัวคะแนนระดับต่างๆ มิให้จ่ายเงินซื้อเสียงได้สะดวก แม้ว่าเงินทุนสำหรับซื้อเสียงไม่เป็นปัญหาแก่พรรคต่างๆ หลายพรรค แต่ช่องทางที่จะกระจายเงินนี้ให้ถึงมือผู้เลือกตั้ง ทำไม่ได้ง่ายนัก

ฉะนั้นจึงไม่น่าผิดที่จะพูดว่าส่วนใหญ่ของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกด้วยการไตร่ตรองใคร่ครวญมาแล้ว ส่วนจะไตร่ตรองและใคร่ครวญผิดหรือถูกเป็นคนละเรื่อง (และเกินสติปัญญาของใครจะตัดสินได้ในขณะนี้)

ความต่างระหว่างคะแนนเสียงของเมือง-ชนบท, ภาคเหนือและอีสาน-ภาคใต้, รวย-จน, มีการศึกษาสูง-มีการศึกษาต่ำ, คนชั้นกลาง-คนระดับล่าง ฯลฯ สะท้อนความแตกแยกที่ลึกขึ้นของประเทศ ทั้งหมดนี้อาจถูกรวบรัดให้เป็นระหว่างเอา และไม่เอาทักษิณ แต่หากรวบรัดเช่นนี้ คำว่าทักษิณน่าจะมีความหมายมากกว่าบุคคลที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, มากกว่า นโยบายประชานิยม, มากกว่าใครกุมอำนาจรัฐ, และมากกว่า "ระบอบทักษิณ" ฯลฯ หากเป็นผลมาจากความแตกแยกเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีมานานในสังคมไทย ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเรามุ่งมองไปยังความสมานฉันท์ จำเป็นที่เราต้องมองให้กว้างกว่าปัจจัยเฉพาะหน้าเพียงบางประเด็น

2/ งานศึกษาอิทธิพลท้องถิ่นของอาจารย์เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลนอกกฎหมาย และปริ่มกฎหมายในสมัยก่อน ได้ขยับตัวเองเข้าสู่กลไกการปกครองท้องถิ่น หลังนโยบายกระจายอำนาจ ได้เริ่มขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วมา ฉะนั้นจึงกระทบต่อเครือข่ายหัวคะแนนในการเลือกตั้งด้วย เพราะเครือข่ายดังกล่าวกลายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใน อปท.ต่างๆ พรรค ทรท.เดิมประสบความสำเร็จในการเชื่อมโย งกับเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นใน อปท.มากที่สุด เพราะอันที่จริงแล้ว ทรท.คือที่ประชุมของอิทธิพลท้องถิ่นกว้างขวางที่สุด มาตั้งแต่ต้นจนอวสาน จึงไม่แปลกที่พรรค พปช.ซึ่งสืบทอดจาก ทรท.จะได้รับเลือกตั้งเหนือพรรคอื่นๆ อย่างมากมายเช่นนี้

และด้วยเหตุดังนั้น ผู้สมัครที่ได้รับเลือกจึงมักเป็นผู้สมัครที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ อปท.ระดับต่างๆ ปรากฏการณ์ประหลาดๆ เช่น ผู้สมัคร ปชป.ได้รับเลือกในบางจังหวัดของภาคอีสานอย่างท่วมท้น หรือผู้สมัครของ พปช.ได้รับเลือกในปัตตานี เป็นต้น นอกจากนี้น่าสังเกตว่าอดีต ส.ว.สอบตกจำนวนมาก ยกเว้นผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับ อปท.มาแต่เดิมแล้วเท่านั้นที่สอบผ่าน ทั้งหมดนี้แสดงว่าอิทธิพลท้องถิ่นต่างหากที่สำคัญกว่าอื่นใด ในความสำเร็จของการเลือกตั้ง

อปท.กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการเมืองระดับชาติ ในแง่หนึ่งก็ดี เพราะท้องถิ่นจะได้รับความสำคัญจากรัฐบาลกลางมากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจไม่ดีนัก เพราะพลังอิสระที่จะตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลท้องถิ่นอาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะอำนาจรัฐส่วนกลางซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐบาลท้องถิ่นย่อมขัดขวางไว้เป็นธรรมดา

3/ ที่น่าสนใจในอีกแง่หนึ่งก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอิทธิพลท้องถิ่นทั้งที่อยู่และไม่อยู่ใน อปท. เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอิทธิพลระดับชาติ มากบ้างน้อยบ้างอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้แต่การใช้วิธีการปริ่มกฎหมายในท้องถิ่น ก็เกิดขึ้นได้เพราะกลไกรัฐส่วนกลางเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย (เช่น การฟันกำไรในธุรกิจรับเหมาของ อปท.เกิดขึ้นได้เพราะอำนาจส่วนกลางหลิ่วตาเสีย) อันที่จริงท้องถิ่นในประเทศไทย มีผลประโยชน์ที่เป็นอิสระจากรัฐส่วนกลางอยู่ด้วย แต่คนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านี้อยู่คือประชาชนธรรมดาที่ไม่มีอิทธิพล ฉะนั้นจึงยากที่จะผลักดันให้ผลประโยชน์ของตน เข้าไปสู่นโยบายระดับชาติได้ (เช่น ขายก๋วยเตี๋ยววันหนึ่งไม่เกินร้อยชาม ไม่ต้องเสียภาษี)

นี่คือกลุ่มคนที่กำลังถูกทอดทิ้งไปเรื่อยๆ ทั้งจากรัฐบาลท้องถิ่นและจากรัฐบาลกลาง เขาคือผู้ที่โหยหาความเอาใจใส่จากใครก็ได้ แจกจ่ายบริการให้ถึงมือเขาบ้าง จะจ่ายด้วยความจริงใจหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว เขาก็ไม่แคร์

การเลือกตั้งครั้งนี้ อิทธิพลท้องถิ่นยังสามารถเชื่อมโยงกับคนกลุ่มนี้ได้ (ด้วยเหตุผลใดก็ตามที) และทำให้สามารถเทคะแนนให้แก่พรรค พปช.ได้ตามเป้าหมาย เมื่อใดก็ตามที่อิทธิพลท้องถิ่น โดยเฉพาะที่อยู่ใน อปท.ขัดแย้งผลประโยชน์กับคนกลุ่มนี้ในท้องถิ่น อิทธิพลท้องถิ่นก็จะกำหนดผลการเลือกตั้งในท้องถิ่นได้น้อยลง และทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปอีก

4/ อิทธิพลท้องถิ่น -ทั้งที่อยู่และไม่อยู่ใน อปท.- ประสานกำลังกันผลักดันให้ พปช.ได้คะแนนเสียงท่วมท้น ขนาดที่จะกีดกันมิให้ พปท.เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลได้ยาก ในนามของนโยบายประชานิยม หรือในนามของความผูกพันที่มีตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม ทำให้คนชนบทตั้งรัฐบาลได้ แต่คนในเมืองยากที่จะล้มรัฐบาลได้อย่างง่ายๆ อีกแล้ว (แม้แต่ใช้การรัฐประหาร) ถ้าสภาวะการเมืองไทยในอดีตเคยเป็น "สองนคราประชาธิปไตย" จริง สภาวะนั้นได้เปลี่ยนหรืออย่างน้อยเริ่มเปลี่ยนไปเสียแล้ว

คนชั้นกลางไทยอาจไม่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยนัก แต่หวงแหนและอยากปกป้องระบอบเลือกตั้งเอาไว้ เพราะในระบอบเลือกตั้งเท่านั้น ที่คนชั้นกลางสามารถต่อรองและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้ อีกทั้งปกป้องตนเองจากการใช้อำนาจรัฐอย่างฉ้อฉลได้ดีที่สุด แต่ระบอบเลือกตั้งไม่เป็นหลักประกันผลประโยชน์ทางการเมือง ของคนชั้นกลางอีกแล้ว รัฐบาลทักษิณพิสูจน์ให้เห็นว่าโดยไม่ต้องฟังเสียงคนชั้นกลาง รัฐบาลก็อยู่ได้อย่างมั่นคงในระบอบเลือกตั้ง แม้แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ระบอบเลือกตั้งก็ยังอยู่ฝ่ายคุณทักษิณ ซึ่งทำให้น่ากลัวกว่าสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก เพราะคุณทักษิณสั่งได้ตามใจชอบ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองอีกต่อไป

การเมืองของคนชั้นกลางกำลังเดินมาถึงทางตันแล้ว ไม่เอาระบอบเลือกตั้ง เลยก็จะสูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองของตนในระยะยาว (คณะรัฐประหารอาจเอาใจคนชั้นกลางในระยะแรก แต่คนชั้นกลางไม่สามารถคุมคณะรัฐประหาร ที่ได้รับอนุญาตให้ฝังรากลึกทางอำนาจได้) ใช้ระบอบเลือกตั้ง ก็แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีทางตั้งรัฐบาลซึ่งตัว "คุม" ได้อีกต่อไป

ทำอย่างไร จึงจะรักษาระบอบเลือกตั้งเอาไว้ แต่ถ่วงดุลให้คนชั้นกลางซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามีเสียงดังกว่าคนชั้นล่างได้ รัฐธรรมนูญปี 50 ตอบโจทย์นี้ไว้ว่า ครึ่งหนึ่งของ ส.ว.ต้องมาจากการแต่งตั้ง แต่แค่นี้จะพอหรือไม่สำหรับรักษาผลประโยชน์ทางการเมือง ของคนชั้นกลาง อนาคตจะตอบให้เรารู้ (ถ้า รธน.ฉบับนี้ไม่ถูกฉีกหรือแก้ไขไปเสียก่อน)

5/ อันที่จริงผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนชั้นกลาง และคนชั้นล่างหาได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด อุดมการณ์การพัฒนาต่างหากที่หลอกให้คนชั้นกลางเชื่อว่า คนชั้นล่างคือตัวถ่วงการพัฒนา เพราะต้องพึ่งพิงผู้อื่นเสมอไปจนกว่าจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางได้ แท้จริงแล้วผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของสองฝ่ายอาจประสานสอดคล้องกันอย่างยิ่ง

เช่น หากมีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ปลดปล่อยที่ดินซึ่งกระจุกอยู่ในมือคนส่วนน้อยให้หลุดเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นธรรม คนชั้นล่างได้ประโยชน์แน่ แต่คนชั้นกลางเองก็ได้ประโยชน์ด้วย นับตั้งแต่ไม่ต้องเป็นหนี้ทั้งชีวิตเพื่อมีบ้านของตนเอง ไปจนถึงการลงทุนในภาคการผลิตสมัยใหม่ต่างๆ ไม่ต้องสูญเสียไปกับการซื้อที่ดิน ทำให้การลงทุนเป็นไปได้สะดวกขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น รายได้ของคนชั้นกลางเองก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย นโยบายพลังงานอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตความเป็นอยู่ของคนชั้นล่าง ด้วยไอพิษของโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงเกินความจำเป็น อีกทั้งต้องนำเข้าพลังงานและ/หรือเชื้อเพลิงไม่มีที่สิ้นสุด การร่วมกับคนชั้นล่างกดดันให้ลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นและอย่างจริงจัง จะปลดปล่อยลูกหลานทั้งของคนชั้นล่าง และคนชั้นกลางให้หลุดจากการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มมาเฟียพลังงานในปัจจุบันนี้ได้

อย่าลืมว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนชั้นกลาง (ซึ่งคือกว่า 90% ของตลาดสื่อในปัจจุบัน) ไม่ได้ถือหุ้นของ ปตท. และไม่ได้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนใดๆ สักบริษัทเดียว

ฉะนั้น แทนที่จะมองคะแนนเสียงจากชนบทด้วยความเหยียดหยาม (ว่าจนจึงขายเสียง, ว่าโง่จึงถูกหลอก ฯลฯ) อย่างเป็นปฏิปักษ์ ไม่ดีกว่าหรือที่จะหาทางประสานผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้มากขึ้น ปลดปล่อยตนเองจากการโฆษณาชวนเชื่อของอุดมการณ์การพัฒนา แล้วศึกษาเพื่อใช้วิจารณญาณของตนเอง ร่วมกับคนระดับล่างสร้างทางเลือกใหม่ของการเมืองไทยที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

น่าเสียดายที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ หรือครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองใดสักพรรคเดียวที่เป็นทางเลือกใหม่เช่นนี้ ทั้งคนชั้นกลางและคนชั้นล่าง จึงต่างถูกหลอกเท่าๆ กันต่อไป

หน้า 6