หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองไทยกลับไปกลับมา

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550

การเมืองไทยพาให้ปวดหัวกันอีกแล้วละครับ ดูเหมือนว่าสุดท้ายก็กลับเป็นรัฐบาลผสมเหมือนเมื่อครั้งกระโน้น การเป็นรัฐบาลผสมนั้นจะต้องรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหาทางประสานปรองดองกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย เพื่อรักษาตัวเลขคะแนนเสียงสนับสนุนให้พ้นขีดอันตราย ไม่โดนฝ่ายค้านกดดันได้ง่ายๆ

ปัญหาการเมืองบ้านเราไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของประชาชน ความแตกต่างด้านสภาพสังคม ความคิด และวัฒนธรรม ก็มีส่วนฉุดรั้งการเมืองไทยจนตกหล่มเข็นเท่าไรก็ไม่ยักขึ้นสักที การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางจะทำให้ปัญหาทางการเมืองลดลงไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี คะแนนโหวตของคนกรุงเทพฯ ที่เทให้กับพรรคประชาธิปัตย์ และคะแนนเสียงท่วมท้นของคนอีสานที่มอบให้กับพรรคพลังประชาชนหากมองกันให้ลึกๆ แล้ว ตัวเลขเหล่านี้กำลังฟ้องเราถึงปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ก่อนจะว่ากันต่อ ผมขอตั้งสมมติฐานของการวิเคราะห์เอาไว้ก่อนเลยนะครับ ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีการซื้อขายเสียงเลยแม้แต่สักรายเดียว สมมติฐานนี้อาจเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ สาเหตุที่ผมตั้งสมมติฐานแบบนี้ ก็เพื่อจะได้วางใจกันให้เป็นกลาง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เอาแต่อ้างว่า ภาคอีสานขายเสียง คนอีสานเลือก ส.ส.เพราะเงิน เสร็จแล้วก็ด่วนสรุปฟันธงกันก่อนเวลาอันควร

ลองนึกดูซิครับว่า เศรษฐกิจของอีสานขับเคลื่อนด้วยอะไร ไอที อุตสาหกรรมรถยนต์ การท่องเที่ยว ตลาดหุ้น แล้วเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ และปริมณฑลขับเคลื่อนด้วยอะไร อ้อย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ความแตกต่างของโครงสร้างทางเศรษฐกิจนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครผลิตอะไรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกำหนดว่า ใครจะได้มากน้อยแค่ไหนด้วย

จริงอยู่เศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาคนี้ต่างก็พึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่หากมองสัดส่วนการได้รับผลประโยชน์ จากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้ว ความแตกต่างมีความชัดเจน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การส่งออกเพิ่ม จีดีพีขยายตัว หุ้นก็ขึ้น ไม่นานเดี๋ยวก็เห็นรถป้ายแดงออกมาวิ่งกันเต็ม

ในภาคอีสาน จีดีพีของประเทศจะเพิ่มห้าเปอร์เซ็นต์สิบเปอร์เซ็นต์ ชาวไร่ชาวนาก็ยังยากจนขัดสนเป็นหนี้เหมือนเดิมอยู่ดี ส่งออกขยายตัวร้อยละห้า ราคาข้าวที่ขายให้โรงสีพ่อค้าคนกลางก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นสักเท่าไร ประชาชนพี่น้องชาวอีสาน คือคนที่ถูกกีดกันให้ไปอยู่ชายขอบของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจเติบโตคนอีสานก็ยังตกต่ำ พอเศรษฐกิจระส่ำ คนอีสานยิ่งหัวทิ่มหัวตำหนักกว่าเดิมอีก

ด้วยเหตุนี้ ความไม่กระตือรือร้นทางการเมืองของคนภาคอีสานไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะพวกเขาด้อยการศึกษา ยากจน ไม่เปิดรับข่าวสารทางการเมือง พี่น้องชาวอีสานก็เหมือนกับคนไทยในภาคอื่นๆ ที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพียงแต่ระดับคุณภาพชีวิตของเขาไม่ได้ผูกโยงกับภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดเหมือนเมืองหลวง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเองสารพัดวิธี วิถีชีวิตเช่นนี้ไม่เอื้อให้เขาขยายโลกทัศน์การมองให้กว้าง และไกล เหมือนคนที่อยู่ดีกินดี สเปคการเลือก ส.ส.ของเขาจึงให้ความสำคัญกับคนที่จะช่วยให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ ในเวลาไม่นานนัก ถึงจะเป็นการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดี ด้วยเหตุนี้ แม้ไม่มีใครมาซื้อเสียงพวกเขาก็จะเทคะแนนเสียงให้กับคนที่ทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตนมากกว่าจะเลือก ส.ส.ที่จะไปช่วยผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น จีดีพีโตปีละสองหลักอยู่แล้ว

ภาคอีสานเป็นตัวแปรสำคัญของการเลือกตั้ง เลยตกเป็นเป้าหมายของพรรคการเมืองที่มีเงินหนา สามารถหยิบยื่นผลประโยชน์ที่เป็นเนื้อเป็นหนังให้ได้ การซื้อสิทธิขายเสียงจึงเกิดขึ้น ตราบใดที่พี่น้องชาวอีสานยังติดอยู่ในวิถีชีวิตแบบเดิมๆ การรณรงค์ติดป้ายสารพัด เพื่อให้เลือกคนดีเข้าสภาจะทำต่อไปอีกสักกี่ปีก็ไม่มีผล

หากเราต้องการให้พี่น้องชาวอีสานตัดสินใจเลือกเหมือนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เราก็ควรจะเริ่มต้นด้วยการยกระดับความเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้นจนเท่ากับคนกรุงเสียก่อน ตราบใดคนในภาคนี้ยังติดอยู่ในวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ในการเลือกก็เหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญแบบไหนก็ตาม

นี่ไม่ได้หมายความว่า คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจได้ดีกว่าคนอีสานนะครับ การตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล จะเอามาเทียบกันไม่ได้ ทุกคนต่างก็ตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของตน เมื่อข้อจำกัดต่างกัน การตัดสินใจย่อมต่างกันไปด้วย

บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ว่า พรรคการเมืองทั้งหลายที่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลเพราะได้คะแนนท่วมท้นจากภาคอีสาน ตั้งใจกดหัวให้คนอีสานเป็นแบบนี้เพื่อจะได้ใช้เป็นฐานเสียงให้กับตัวเองต่อไป ส่วนพรรคอื่นซึ่งไม่เคยเจาะฐานเสียงภาคนี้ได้ ก็เลยปล่อยให้เผชิญชะตากรรมไม่เข้าไปเหลียวแล หากเป็นเช่นนี้จริงก็น่าหนักใจ

ว่ากันว่า คนอีสานเป็นคนเลือกนายกฯ คนกรุงเทพฯ เป็นคนไล่นายกฯ ตราบใดที่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ระหว่างสองภูมิภาคนี้ยังมีอยู่ ก็อย่าหวังเลยว่าการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพไปได้ อีกสักกี่ปีการเมืองไทยก็ยังจะกลับไปกลับมาแบบนี้แหละ