|
||||||||||||||
|
การเกี่ยวเนื่องกันของเหตุการณ์ในเอกภพ
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อต่างๆ รายงานการแถลงข่าวของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งค้นพบเหตุการณ์ใหม่ในเอกภพ หรือระบบจักรวาล นั่นคือ มีลำรังสีขนาดใหญ่พวยพุ่งออกไปจาก "หลุมดำ" หลุมหนึ่งซึ่งอยู่ในใจกลางกาแล็กซี 3C321 ลำรังสีนั้นพุ่งไปชนกาแล็กซีที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้มันเปลี่ยนทิศทางก่อนที่จะพุ่งต่อไปในห้วงอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มันอาจพุ่งต่อไปอีก 10-100 ล้านปี และเราชาวโลกโชคดีที่มันอยู่ห่างจากกาแล็กซีของเราประมาณ 1.4 พันล้านปีแสง หรือประมาณ 14,000 ล้านล้านกิโลเมตร มิฉะนั้น มันอาจจะพุ่งมาชนโลกของเราก็ได้ หากลำรังสีชนิดนั้นพุ่งมาชนโลก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะไม่มีโอกาสรอด ผู้ที่มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง A Briefer History of Time ที่ Stephen Hawking นักวิทยาศาสตร์สัญชาติอังกฤษเขียนร่วมกับ Leonard Mlodinow ศาสตราจารย์ในสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย อาจจำกัดความของ "หลุมดำ" หรือ Black Hole ได้ว่า มันคือบริเวณหนึ่งในเอกภพซึ่งมีแรงดึงดูดสูงมาก จนไม่มีอะไรสามารถเล็ดลอดออกมาได้แม้กระทั่งแสงสว่าง และหนังสือเล่มนั้นได้อธิบายที่มาของเวลาและลักษณะของเอกภพ (สำหรับผู้ที่ไม่มีความต้องการที่จะอ่านฉบับภาษาอังกฤษ อาจไปอ่าน "ประวัติย่อของกาลเวลา" ซึ่งรอฮีม ปรามาท แปลมาจากเรื่อง A Briefer History of Time ของ Stephen Hawking) เหตุการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบคราวนี้ เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ทุกอย่างในเอกภพมีความเกี่ยวเนื่องกันหมด แม้เอกภพจะมีขนาดใหญ่เสียจนไร้ขอบเขตก็ตาม แนวคิดเรื่องทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องกันนี้ มีผู้นำไปใช้จนสามารถสร้างผลกำไรได้มหาศาล นั่นคือ จอร์จ โซรอส ซึ่งเชื่อว่าแม้กระทั่งความคิดของเราก็มีผลกระทบต่อเอกภพอันแสนใหญ่โตแล้ว ผู้ที่มีโอกาสอ่านหนังสือของเขาอาจจำได้ว่า เขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทฤษฎี "การสะท้อนกลับไปกลับมา" (Reflexivity) ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่พาเขาไปสู่ความร่ำรวย ด้วยการใช้กองทุนเพื่อเก็งกำไรเป็นพาหะ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ความสำเร็จของจอร์จ โซรอส มีผู้เลียนแบบมากมาย แต่หลายต่อหลายกองทุนเพื่อเก็งกำไร ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้ง Long-Term Capital Management ด้วย กองทุนเพื่อเก็งกำไรขนาดใหญ่นี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 และมีมันสมองเป็นสองนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีความปราดเปรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบล นักเศรษฐศาสตร์สองคนนั้นคิดว่า เขามีความเก่งกล้าจนสามารถสร้างแบบจำลองโลกการเงินแบบก้าวหน้าที่คาดได้ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปทางไหน มันจึงเอื้อให้เขาไปดักฟันกำไรไว้ล่วงหน้า แต่กองทุนกลับล้มละลายลงในปี 2543 ส่วนจอร์จ โซรอส ยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันทั้งที่ไม่มีแบบจำลองเช่นเดียวกันกับของสองนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบล ความล้มเหลวของการใช้แบบจำลองชนิดก้าวหน้ามีให้เห็นมาตลอด ล่าสุดคือ การล้มละลายของกองทุนใหญ่ๆ ซึ่งเข้าไปเก็งกำไรในตราสารหนี้ต่ำกว่ามาตรฐานที่มักเรียกทับศัพท์กันว่า "ซับไพร์ม" กองทุนเหล่านั้น มีแบบจำลองความเสี่ยงชนิดก้าวหน้า เพื่อทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่แบบจำลองมีความบกพร่องมากมาย ไม่ว่ามันจะมีความก้าวหน้าสักเท่าไรในด้านเทคนิค เพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น ข้อมูลที่ใช้ไม่ครอบคลุมเหตุการณ์บางอย่าง วางอยู่บนฐานของเหตุการณ์ และความสัมพันธ์ในอดีต และไม่สามารถถอดความคิดของคนออกมาเป็นตัวเลขได้ โดยเฉพาะในภาวะที่คนมีความกดดันสูง หรือมีความโลภบังตา ผู้ที่ศึกษาวิธีเก็งกำไรของจอร์จ โซรอส อาจทราบแล้วว่า จริงอยู่แต่ละครั้ง เขาอาจใช้เงินเป็นหลักพันล้านดอลลาร์เพื่อเก็งกำไร แต่เขาทำลงไปโดยปราศจากความโลภหรืออารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อได้กำไรก็ไม่ดีใจจนกระโดดโลดเต้น และจัดงานฉลองใหญ่โต เมื่อขาดทุนก็ปล่อยไปโดยไม่มีความคิดที่จะตามเอาคืนเยี่ยงนักการพนัน เขาไม่ยึดติดกับตัวเงินและกับแบบจำลองต่างๆ หากใช้สามัญสำนึกซึ่งได้รับการฝึกฝนจนหยั่งรากลึกมาจากปรัชญาที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันในรูปของการสะท้อนกลับไปกลับมา ฉะนั้นหากใครมาชวนไปลงทุนโดยอ้างว่ามีแบบจำลองชนิดก้าวหน้า ที่จะสามารถช่วยโกยกำไรได้อย่างรวดเร็ว ก็อย่าไปเชื่อเขาง่ายๆ จงใช้วิจารณญาณบนฐานของสามัญสำนึกในแนวของจอร์จ โซรอส เพราะหากไม่ใช้สามัญสำนึก โชคไม่เหมาะอาจจะโดนเคราะห์ร้ายซ้ำเติม นั่นคือ ถูกพวกแชร์ลูกโซ่ต้มตุ๋น เนื่องจากทุกอย่างในเอกภพมีความเกี่ยวเนื่องกัน ฉะนั้นถ้าผู้บริหารประเทศ นักการเมือง หรือพนักงานของรัฐประกาศ ว่า เหตุการณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นจะไม่มีผลกระทบต่อเมืองไทยก็อย่าเชื่อเขาง่ายๆ เมืองไทยอยู่ในเอกภพ ผลกระทบย่อมมีแน่ ส่วนมันจะมีมากน้อยเพียงไรก็ต้องใช้สามัญสำนึกพิจารณา สำหรับช่วงจะขึ้นปีใหม่อยากจะให้นึกถึงเรื่องความเกี่ยวเนื่องกัน ของแหล่งพลังงาน กับภาวะโลกร้อนซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่า จะเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสในศตวรรษนี้ การรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้เขียนถึงหลายครั้ง รวมทั้งความเหมาะสมของบ้านทรงไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย วันนี้อยากจะเรียนว่า ข้อมูลต่างๆ ล้วนชี้ไปที่ปริมาณน้ำมันดิบกำลังร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ต่อไปราคาน้ำมันนับวันจะสูงขึ้น ชาวโลกพยายามผลิตพลังงานชีวภาพขึ้นแทนน้ำมันปิโตรเลียม จริงอยู่มันเป็นพลังงานหมุนเวียน แต่มันต้องใช้ที่ดินเพื่อปลูกพืช ไม่ว่าจะเป็นอ้อย ข้าวโพด ปาล์ม สบู่ดำหรือหญ้าน้ำมัน ฉะนั้นมันกำลังแย่งพื้นที่สำหรับปลูกอาหารจนตอนนี้ราคาอาหารทั่วโลก ได้พุ่งสูงขึ้นและนับวันจะสูงขึ้นต่อไปไม่ต่างกับราคาน้ำมัน ชาวไร่ชาวนาอาจลืมตาอ้าปากได้ แต่คนส่วนใหญ่มิใช่ชาวไร่ชาวนา หากเป็นผู้อาศัยอยู่ในเมือง ต่อไปทุกคนจึงจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อน้ำมัน ไฟฟ้า และอาหาร ความจริงข้อนี้อาจชี้ให้เห็นถึงโอกาสลงทุน ถึงการทำงบประมาณและการวางแนวนโยบาย แต่เนื่องจากประเทศบริหารโดยนักการเมือง ซึ่งมักไม่มองเรื่องความเกี่ยวเนื่องกันของสรรพสิ่งเป็นหลัก หากมุ่งแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ นั่นหมายความว่า เราต้องเตรียมรับมือกับปัญหาด้วยตัวเราเอง วิธีของจอร์จ โซรอส น่าจะได้ผลดี เพราะมันไม่มีอารมณ์ ความโลภ และการยึดติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ในโอกาสขึ้นปีใหม่นี้ ขอส่งความหวังดีมาถึงผู้อ่าน หวังว่าท่านจะมีอย่างน้อย 3 ปัจจัย คือ สุขภาพดี มีเงินใช้ และไร้กังวล
|