|
||||||||||||||
|
ประเทศไทย
หลัง 23 ธันวาคม 2550
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10882 ผู้เขียนส่งต้นฉบับบทความนี้ก่อนวันเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อบทความนี้ตีพิมพ์ในวันพุธที่ 26 ธันวาคมนี้ เราคงรู้ผลการเลือกตั้งกันแล้ว ถึงตอนนั้นความสนใจของสังคมน่าจะมาอยู่ที่การให้คำอธิบายผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะถ้ามีการพลิกล็อคต่างไปจากการคาดการณ์ก่อนวันเลือกตั้ง พรรคไหนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ เราจะตัดคำทำนายของหมอดู ซึ่งมีทั้งการฟันธงว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯแน่ๆ ซึ่งโดยนัยยะก็หมายความว่า พลังประชาชน (พปช.) ไม่ได้เสียงข้างมากมากพอ และหมอดูที่ฟันธงว่า พปช.จะชนะถล่มทลายและคุณสมัครจะได้เป็นนายกฯ ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโพลสำนักไหนหรือหมอดูคิดว่า พปช. คงได้ ส.ส.มากกว่าประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่ไม่ถึงครึ่งที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เช่น กระเดียดมาทาง 200 บวก/ลบไม่มาก หรืออย่างที่คุณเสนาะ เทียนทอง ฟันธงว่า จะไม่มีพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 200 การพลิกล็อคในกรณีนี้ย่อมหมายถึง พปช.ชนะแบบถล่มทลาย เช่น เกิน 240 หรือเกินเอามากๆ ปชป.ได้ร้อยเศษๆ บวก/ลบไม่มาก รวมทั้งพรรคอื่นๆ รวมกันก็ไม่ได้มากอย่างที่มีการคาดการณ์กันไว้ การพลิกล็อคอีกกรณีหนึ่งก็คือ ปชป.ได้คะแนนดีกว่าที่เสียงส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ เช่น ได้ ส.ส.150 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มั่นใจมาตลอด กรณีนี้สมมติฐานก็คือ ปชป.ไปดึงคะแนนมาจากพลังประชาชน เหตุการณ์นี้จะตรงกับที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ได้เคยฟันธงไว้หลายเดือนก่อนทำนองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะฝังระบอบทักษิณ โดย พปช.ได้ ส.ส.ระดับ 100 ต้นๆ หรืออย่างเก่งก็จะไม่เกิน 150 คนเท่าที่ผู้เขียนจำได้ การพลิกล็อคกรณีหลังนี้ ดูจะไม่ตรงกับการคาดการณ์ของสังคม ก่อนวันเลือกตั้ง 1-3 สัปดาห์ ซึ่งเชื่อว่ากระแสพรรคพลังประชาชนค่อนข้างดี หลายฝ่ายเชื่อกันว่าพลังเงียบซึ่งคาดว่ามีถึงร้อยละ 25-50 น่าจะเป็นตัวชี้ขาดว่าการพลิกล็อคนี้จะไปในทิศทางใด เช่น มาใช้สิทธิหรือไม่ และเลือกใคร ทางคุณอภิสิทธิ์มั่นใจว่าพลังเงียบนี้ ถ้ามาใช้สิทธิจะเป็นพวกที่เลือกประชาธิปัตย์เป็นส่วนใหญ่ หลังเลือกตั้งเราคงรู้ว่าเขตต่างๆ มีผู้มาใช้สิทธิอย่างไร รวมทั้งผลที่เกิดขึ้น ถ้า พปช.ได้เสียงข้างมากพรรคเดียวและชนะอย่างถล่มทลาย คงมีคำอธิบายให้กันได้มากมาย ผู้เขียนจะไม่เอาเรื่องการใช้เงินซื้อเสียงมาเป็นประเด็นพิจารณา ภาพของการชนะแบบถล่มทลายได้เสียงข้างมาก น่าจะมาจากการที่ พปช.ได้ ส.ส.ในกรุงเทพฯ และภาคกลางมากกว่าที่คิด บวกกับฐานที่มั่นของไทยรักไทยเดิม ในภาคเหนือและภาคอีสาน ชัยชนะในลักษณะนี้โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าเป็นเพราะการพ้นจากอำนาจของคุณทักษิณในช่วงขาลงของคุณทักษิณ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแฟนพันธุ์แท้เบื่อคุณทักษิณ แต่เพราะคุณทักษิณถูกทหารยึดอำนาจ นโยบายประชานิยมสำหรับพวกเขา ยังไม่ได้ส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทย จนมันกลับมาทิ่มแทงชีวิตตัวเอง จนเขาเบื่อแสนเบื่อ มองหาผู้นำคนใหม่ที่จะมาเป็นอัศวินม้าขาวแทนคุณทักษิณ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยชื่นชม แน่นอนว่าคุณทักษิณและครอบครัวมีข้อครหา มีรัฐบาลที่คนจำนวนมากเชื่อว่าโกงกินบ้านเมือง แต่เขาคิดว่านั่นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขา เขาคิดว่ารัฐบาลไหนก็โกงทั้งนั้น คนเหล่านี้อยู่ในอีสาน ภาคเหนือ และ กทม. เป็นคนระดับล่างจำนวนมาก ในทางเศรษฐกิจและสังคม พรรคไทยรักไทยได้วางเครือข่ายความสัมพันธ์ไว้หนาแน่นแล้วด้วย เศรษฐกิจไทยในช่วงขาลงของคุณทักษิณ และช่วงที่คุณทักษิณหมดอำนาจ แม้น้ำมันจะเริ่มแพง สำหรับพวกเขา โดยเฉพาะคนเมืองในหนึ่งปีที่ผ่านมา ในความคิดของพวกเขาดูจะดีกว่าวันที่เขาไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมองจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การทำมาหากินลำบากขึ้น ด้วยฐานของความนิยมที่มีอยู่ดั้งเดิม ที่ไม่สามารถจะถูกลบหรือกำจัดออกไปได้ในเร็ววัน เมื่อบวกกับฐานการเงิน จึงไม่ทำให้ ส.ส.ไทยรักไทยแต่เดิมแยกออกไปมาก และประชาชนที่เคยนิยมคุณทักษิณก็ยังนิยมอยู่เหมือนเดิม การพลิกล็อคชนะแบบถล่มทลายของ พปช.ในกรณีนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพที่ประชาธิปัตย์อาจได้คะแนนดีหรือดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับครั้งก่อนในระดับเขต และคะแนนอาจสูสีกันแบบหัวใจจะวาย เช่น อาจจะเกิดขึ้นได้ใน กทม. แต่เป็นพลังประชาชนที่ได้ ส.ส.ใน กทม.ไปมาก ทั้งที่คะแนนชนะกันไม่มาก และอาจเกิดขึ้นในเขตอื่นๆ จังหวัดอื่นๆ ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้ที่ว่า แม้ในเขตเมืองหรือ กทม. ประชาธิปัตย์ไม่ได้คะแนนดีเท่าที่ควรเป็น แต่ผู้เขียนคิดว่าในกรณีหลังนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ใน กทม.นี้ผู้เขียนคิดว่า ไม่ว่าใครจะได้ ส.ส.มากกว่า ตัวคะแนนน่าจะสูสีกันค่อนข้างมากในครั้งนี้ ในกรณีที่พรรคพลังประชาชนชนะ ปชป.อย่างท่วมท้น คนส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าเป็นเพราะพลังประชาชน ชูประเด็นเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจเป็นประเด็นนำ โดยเอาความสำเร็จจากอดีตมาเป็นจุดขาย เพื่อให้ต่างกับยุทธวิธีของคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเน้นการที่จะได้นายกฯที่ซื่อสัตย์ รวมทั้งแผน 99 วันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้เขียนคิดว่าคนระดับล่างที่น่าจะเป็นเสียงของพลังประชาชนอยู่แล้ว คงไม่น่าจะมาเลือก ปชป. แม้จะชอบที่จะได้เรียนฟรี ได้ใช้ไฟฟ้า 15 หน่วยแรกฟรี และมีการพยุงราคาก๊าซหุงต้ม ความแตกต่างเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ รวมทั้งความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของพรรคการเมืองในครั้งนี้ ไม่น่าจะเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล หรือชนะใจคน กทม. เหมือนตอนที่คุณทักษิณชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 คนกรุงเทพฯที่เป็นชนชั้นกลางน่าจะดูออกว่า ความรู้ทางเศรษฐกิจเมื่อมาออกทีวี ระหว่างคุณอภิสิทธิ์กับคุณมิ่งขวัญนั้น คุณอภิสิทธิ์เหนือกว่าแบบทาบกันไม่ติด ไม่ว่าจะเป็นรายการเจาะใจทางช่อง 5 หรือรายการวัดกึ๋นเศรษฐกิจ พรรคไหน...ใช่เลย ทางทีไอทีวี โดยเฉพาะเมื่อเห็นคุณมิ่งขวัญยกกระดานขึ้นกระดานลง โยงตัวเลขย้ายไปย้ายมาที่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดตื้นๆ เช่น การจะเพิ่มนักท่องเที่ยวจากสิบกว่าล้านคนของประเทศไทยเป็นสี่เท่า หรือกว่าสี่สิบล้าน เพราะเรามีสนามบินสุวรรณภูมิจุผู้โดยสารได้ 45 ล้านคน จนผู้แทนจากพรรครวมใจไทย คุณเกษมสันต์ วีรกุล วิจารณ์ว่า ถ้าง่ายอย่างนั้นทำไมเราไม่สร้างสนามบินสุวรรณภูมิอีกสัก 10 แห่ง จนทำเอาคุณมิ่งขวัญตีสีหน้าเจื่อนๆ ไป โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าพรรคพลังประชาชนมีจุดเด่นในการใช้สื่อเพื่อการตลาด แต่ครั้งนี้การนำเสนอเป็นไปอย่างฉาบฉวย เป็นผลลบมากกว่าผลบวก โดยเฉพาะเมื่อไหร่ที่คุณมิ่งขวัญต้องมาประกบคู่ยืนเคียงข้างกับคุณอภิสิทธิ์ ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าคุณสมัครมาก็จะตกม้าตายอย่างเจ็บปวดแน่ๆ จุดเด่นของประชาธิปัตย์น่าจะอยู่ที่การชนะ พปช.ใน กทม. ในกรณีที่ทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร และถ้าสาเหตุหนึ่งมาจากพลังเงียบ ที่เป็นเพราะชนชั้นกลางไม่มาออกเสียง ขณะเดียวกันก็เป็นพวกที่ไม่เลือกพลังประชาชนอยู่แล้ว สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากโอกาส และเวลาที่ไม่เปิดโอกาสให้คุณอภิสิทธิ์ได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่ชกกับคุณสมัคร (หรือกับคุณทักษิณในอดีต) กันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนผู้ออกเสียงสามารถซึมซับรับรู้ความแตกต่าง ในคุณภาพของหัวหน้าพรรค ซึ่งน่าจะเป็นวัฒนธรรมของการแข่งขันทางการเมืองของเมืองไทยที่ควรจะเป็น วัฒนธรรมที่หัวหน้าพรรคไม่ออกมาดีเบตในเรื่องสำคัญๆ ทางทีวี มีแต่ตัวแทนก็ดี การขาดรายละเอียดของนโยบาย หรือ Policy detail รวมทั้งความไม่มีกึ๋น หรือมือไม่ถึงของผู้ดำเนินรายการก็ดี ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเอาตัวรอดได้ ผู้ฟังหรือผู้ลงคะแนนก็ดูไม่ออกว่าใครเก่งกว่าใคร ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างผู้นำพรรค มีวัฒนธรรมที่เป็นเหมือนประเทศตะวันตก คือออกมาดีเบตกันบ่อยๆ ที่ละเอียดและนานพอ นานๆ เข้า แม้คนที่ไม่ต้องมีการศึกษาสูงแต่สนใจการเมือง ก็สามารถจะแยกความแตกต่างในความมีกึ๋นระหว่างหัวหน้าพรรครวมทั้ง ส.ส.ของพรรคได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ประชาธิปัตย์อาจจะได้คะแนนไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะใน กทม. และเขตเมืองต่างๆ ก็เพราะคนจำนวนมากตั้งแต่ปัญญาชน ครูอาจารย์ นักศึกษา ชนชั้นกลางทั่วไป ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ อาจไม่พอใจที่ประชาธิปัตย์ถือหาง คมช.มากไป นอกจากนี้คะแนนที่ ปชป.ควรได้ ถูกดึงไปให้กับพรรคอื่นๆ เช่น เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา หรือมัชฌิมาธิปไตย เป็นต้น ตรงกันข้าม ในภาพรวมถ้าเป็นการพลิกล็อคอีกแบบ คือ ประชาธิปัตย์ได้มากกว่าที่คิด และ พปช.ได้น้อยกว่าที่คิด สาเหตุก็คงไม่น่าจะมาจากความแตกต่างในเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะไม่มีใครใส่ใจและสนใจทั้งผู้ให้และผู้รับใน Policy detail สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากชนชั้นกลาง และคนในเขตเมืองทุกแห่งในประเทศไทยเทคะแนนให้ ปชป.มากกว่าที่คนทั่วไปคิดไว้ สาเหตุสำคัญน่าจะคล้องกับที่อาจารย์ธีรยุทธให้ข้อสังเกตมาหลายเดือนว่าสังคมเรียนรู้และปฏิบัติการเพื่อให้สังคมอยู่รอดได้ และเชื่อว่าถ้าได้รัฐบาลที่มีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การน่าจะเป็นเช่นนั้น ในกรณีนี้ ปฏิบัติการของสังคมคงเป็นเช่นนี้ แม้ว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ขึ้นป้ายตอกย้ำว่า ประเทศไทยต้องการการเมืองใหม่และนายกฯแบบใหม่ ในกรณีที่พลังประชาชนไม่ได้เสียงข้างมาก แม้จะชนะ ปชป. แต่ก็ยังห่างกับ 240 เสียงพอสมควร ผู้เขียนยังเชื่อเหมือนที่เคยเขียนในมติชนหลายเดือนก่อนว่า สังคมคงได้รัฐบาลหลายๆ พรรคที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สังคมในที่นี้หมายถึงเครือข่ายของอำนาจในสังคมไทย ไม่ใช่การบวกรวมของปัจเจกชน 65 ล้านคนในเมืองไทย โดยคุณอภิสิทธิ์มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี อำนาจต่อรองของประชาธิปัตย์ หรือคุณอภิสิทธิ์น่าจะอยู่ที่เสียงสนับสนุนของสังคม และความพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านที่ดี ถ้าพรรคอื่นจะไปจับกับพลังประชาชน ความเป็นไปได้นี้มีแต่ไม่น่าจะมาก โอกาสของคุณบรรหารนั้นมีก็จริง แต่ผู้เขียนเชื่อว่า คุณบรรหารเป็นนักการเมืองที่ฉลาดและมีประสบการณ์ รู้จังหวะเวลาและสถานการณ์ เขา Commit ตัวเองทั้งในที่ลับและในที่แจ้งไว้มากพอสมควร เขาคงมีความโลภและอยากจะเป็นนายกฯอีกสักครั้ง เขารู้ว่าประเทศบอบช้ำมามาก และต้องการอะไร ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาฉวยโอกาส เพราะเขารู้ว่าจะมีต้นทุนต่อตัวเขาที่สูงเช่นกัน ทั้งหมดนี้โดยมีสมมติฐานที่ว่าประชาธิปัตย์เองก็พร้อมที่เป็นฝ่ายค้าน สมมติฐานของบทความนี้ก็คือ ประเทศไทยหลัง 23 ธันวาคม ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้หลายอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ความชัดเจน ความแน่นอน ความคาดหวังของทุกๆ หน่วยของสังคมจะสูงกว่า คนจะคาดการณ์อนาคตได้ สิ่งดีๆ ใน 1 ปีที่ผ่านมา น่าจะได้รับการสานต่อ อะไรที่ไม่ดี แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ก็คงจะได้รับการแก้ไขในเวลาอันสมควร อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากและเป็นรัฐบาล ความแตกต่างก็เป็นความแตกต่างในเชิงสัมพัทธ์ หรือเปรียบเทียบเท่านั้น สังคมจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนี่คือกติกาใหญ่สากล ผู้เขียนไม่เชื่อว่าจะมีสงครามกลางเมือง ผู้เขียนเชื่อว่า ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรก รัฐบาลพรรค พปช.น่าจะมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามที่ได้หาเสียงไว้ หลีกเลี่ยงและลดการเผชิญหน้า เช่น เรื่อง คตส.หรือนิรโทษกรรม 111 นักการเมือง แม้จะมีอำนาจทางกฎหมาย และทางการบริหาร การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยใช้อำนาจบริหารของนายกฯ เพื่อช่วยคุณทักษิณและพวกพ้องจะถูกฝ่ายค้านและสังคมตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันครั้งใหม่ ผู้นำหรือนายกฯตัวจริงของพรรคนี้ น่าจะเรียนรู้ดีว่า เขาหลุดจากอำนาจเพราะอะไร เพราะความโลภและความหลงในอำนาจใช่ไหม ผู้เขียนก็ขอภาวนาว่า อย่าให้เขาทำอะไรโง่ๆ อีกเลย หน้า 6
|