หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บรรทัดฐานใหม่!

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10880

คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ (ซึ่งเขาลือกันว่าเป็นซาร์พลังงานของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่) ให้สัมภาษณ์หลังคำตัดสินคดี ปตท.ของศาลปกครองสูงสุดว่า คำตัดสินครั้งนี้เป็นบรรทัดฐาน สำหรับกระบวนการแปรรูปในอนาคต จะต้องโปร่งใสอย่างเต็มที่ เป็นไปตามครรลองอันชอบของกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน

ผมและใครๆ ก็คงเห็นด้วยว่า คำตัดสินนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในอนาคตอย่างแน่นอน แต่เป็นบรรทัดฐานเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และตามครรลองอันชอบของกฎหมายหรือไม่ ผมไม่แน่ใจว่าใช่

ในการวินิจฉัยว่าทรัพย์สินส่วนหนึ่งของ ปตท.เป็นทรัพย์สินของรัฐ ฉะนั้น ปตท.ต้องคืนทรัพย์สินส่วนนั้นให้แก่กระทรวงการคลัง หากไม่ทำตามนั้น พระราชกฤษฎีกาสองฉบับที่กำหนดอำนาจ, สิทธิ และทรัพย์สินของบริษัท ปตท.ฉบับหนึ่ง และแปรรูป ปตท.จากรัฐวิสาหกิจกลายเป็นบริษัทมหาชนอีกฉบับหนึ่ง ก็จะเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

แล้วศาลปกครองสูงสุดก็แสดงความเห็นต่อท้ายว่า "อย่างไรก็ตาม ศาลมีความเห็นว่าการยกเลิกกฤษฎีกาที่แปรรูป ปตท.จากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนนั้น ย่อมเท่ากับบังคับให้ ปตท.ซึ่งมีมูลค่าหุ้นอยู่ถึง 800 พันล้านบาทในตลาด ต้องถอนตัวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างใหญ่แก่สภาพทางการคลัง, สังคม และความมั่นคงของประเทศ" (แปลจากข่าวภาษาอังกฤษ จึงอาจใช้ถ้อยคำไม่ตรงกับคำตัดสิน)

ความเห็นของศาลดังกล่าว เป็นความเห็นที่เราได้ยินตลอดมาที่คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาลปกครอง ดูเหมือนมีการแสดงความเห็น ที่ประสานกัน (ประสานกันเพราะเหตุใด ผมไม่ทราบ) ของหลายฝ่าย ที่เตือนสาธารณชนว่า หากศาลปกครองตัดสินให้ ปตท.ต้องออกจากบริษัทจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขนาดมโหฬารแค่ไหน และจะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนแทบจะโดยสิ้นเชิง หากยอมรับความเห็นนั้น ก็เท่ากับปิดประตูตายสำหรับคำตัดสินว่าจะเป็นอื่นไปไม่ได้

แม้แต่สื่อต่างๆ ที่รายงานคำตัดสินดังกล่าว ก็เปิดฉากการรายงานข่าวด้วยภาษาที่แสดงความโล่งอกอย่างชัดเจน

แต่นี่เป็นความเห็นทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมาย แม้กระนั้น ตามความเข้าใจของผม เป็นการถูกต้องแล้ว ที่ศาลปกครองควรมองผลกระทบของคำตัดสินให้รอบด้านกว่ากฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ายังจำเป็นต้องมีการประเมินด้วยว่า สมมุติว่ากฤษฎีกาทั้งสองฉบับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างการเกิดผลกระทบทางการคลัง, สังคม และความมั่นคงอย่างเลวร้ายกว้างขวางดังที่กล่าวกัน กับการปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย แล้วสมัครพรรคพวกของตัว ได้ประโยชน์ไปมหาศาล อย่างไหนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่การคลัง, สังคม และความมั่นคงของประเทศกว่ากัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และจะต้องตัดสินอย่างไรจึงสามารถประนีประนอมประโยชน์ทั้งระยะสั้นและยาวได้อย่างดีที่สุด

ผมไม่ทราบว่าศาลท่านแสดงความเห็นดังกล่าวทำไม ถ้าไม่มีน้ำหนักในการตัดสินเลย เหตุใดจึงต้องแสดงความเห็นนี้ในคำตัดสินด้วย ถ้ามีน้ำหนักอยู่บ้าง ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเท่าใด ก็น่าจะแสดงการประเมินดังที่กล่าวข้างต้นด้วย

ผลกระทบที่กว้างไกลของคำตัดสินซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานไปข้างหน้าคือกระบวนการประชาพิจารณ์ แม้ว่ารัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ถูกฉีกทิ้งและฉบับปัจจุบันจะกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องทำประชาพิจารณ์ แต่เรายังไม่มีกฎหมายที่รัดกุมเกี่ยวกับกระบวนการทำประชาพิจารณ์ มีแต่ระเบียบสำนักนายกฯ ซึ่งออกมาสมัยรัฐบาลชวน

ผมเห็นว่าระเบียบฉบับนั้นหละหลวม และมาจากความเข้าใจผิดว่าประชาพิจารณ์คืออะไร ฉะนั้น ประชาพิจารณ์ที่ทำกันมาจึงไม่ช่วยให้สังคมไทยมีส่วนร่วมอย่างรอบรู้เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ และแน่นอนไม่เคยระงับความขัดแย้งใดๆ ได้สักครั้งเดียว ผมได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง คงจะมีสภาสักสมัยหนึ่งร่าง พ.ร.บ.ประชาพิจารณ์ (และกระบวนการรับฟังความคิดเห็น) ที่ดีออกมา โดยรับฟังความเห็นของสังคมอย่างกว้างขวาง ก่อนที่จะผ่านออกมาเป็นกฎหมาย

แต่ก่อนที่กฎหมายนั้นจะออกมาเป็นตัวเป็นตน ก็มีคำตัดสินของศาลปกครองในกรณีนี้ดักหน้ารอไว้แล้ว

ผู้ฟ้องร้องว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในกระบวนการแปรรูป ปตท.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทมหาชน ได้ประกาศรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน 6 ฉบับ และได้จัดรับฟังความคิดเห็นที่ศูนย์ไบเทค ถ่ายทอดเสียงทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ หนึ่งครั้ง ศาลเห็นว่าเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนรับทราบข้อมูลได้ทั่วถึงแล้ว

การรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นจากคณะกรรมการเตรียมการ คณะกรรมการนี้มาจากรัฐบาล ซึ่งได้ตัดสินใจแล้วว่าควรแปรรูป ปตท.จากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน นอกจากประกาศรับฟังความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์รายวัน 6 ฉบับแล้ว ยังมีการ "รณรงค์" หลายรูปแบบในสื่อที่จะสนับสนุนการแปรรูป การ "รณรงค์" เหล่านี้ คณะกรรมการไม่ได้ทำเอง, บริษัท ปตท.ก็ไม่ได้ทำเอง, และรัฐบาลก็ไม่ได้ทำเอง อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำเองโดยเปิดเผย

ในขณะเดียวกันก็มีการ "รณรงค์" ของฝ่ายคัดค้าน แต่เปรียบเทียบพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถจับจองในสื่อสาธารณะได้ ก็จะเห็นว่าต่างกันไกล เหตุใดจึงต่างกันมากเช่นนี้ เข้าใจได้ไม่ยาก ฉะนั้น ระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับการเตรียมสังคม เพื่อการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ควรเป็นเท่าไรกันแน่ จึงต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบกว่าตัวเลขของวันและเดือนเท่านั้น

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นกับเรื่องที่ต้องการคำชี้แจงกันยืดยาว พึงทำได้ดีเพียงใดกับการจัดประชุมในศูนย์ประชุมขนาดใหญ่หนึ่งครั้ง

การรับฟังความคิดเห็นซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องทำ แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ เพื่อกำหนดกระบวนการที่เป็นกลางและเป็นธรรม ต้องการมาตรฐานที่จะทำให้การรับฟังมีผลในการตัดสินใจ หรืออย่างน้อยก็ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงแก่คนในท้องถิ่น และแก่คนในสังคมวงกว้าง หากมาตรฐานที่คณะกรรมการแปรรูป ปตท.สร้างขึ้นเพียงพอแล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างแก่บริษัทเอกชนและหน่วยราชการใช้ต่อไปในภายหน้า

กลายเป็นบรรทัดฐาน ไม่เฉพาะแต่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นบรรทัดฐานสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ทั้งของรัฐและเอกชน ที่จะจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว แล้วนำผลจากกระบวนการนี้ส่งต่อไปให้ผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการ สำเร็จตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญทุกประการ (และแท้จริงก็เริ่มมีบริษัทมหาชนปฏิบัติเช่นนี้แล้ว)

เราจะยังพึงหวังความสงบสุขและความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรในสังคมไทยได้อยู่หรือ

บรรทัดฐานที่เกิดขึ้นยังไม่สิ้นสุดอยู่ที่คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเพียงเท่านั้น คำตัดสินให้ บมจ.ปตท.คืนทรัพย์สินและทรัพยสิทธิอันเป็นสาธารณสมบัติแก่รัฐนั้น ขณะนี้ ปตท.ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กำลังเตรียมร่างบัญชีทรัพย์สินและทรัพยสิทธิต่างๆ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ให้รับไปตามบัญชีนั้นๆ

หากดูจากพฤติกรรมของ ครม.ชุดนี้ ก็เป็นไปได้ว่า วันใดที่ รมต.พลังงานนำบัญชีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ก็จะรับไปตามนั้น

ปตท.เคยเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่นาน ทรัพย์สินและทรัพยสิทธิที่ควรเป็นของบริษัทและของรัฐย่อมปะปนกันอยู่มาก การแยกทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ และไม่ควรทำโดยคนที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมกับ บมจ.ปตท.เลย ควรที่จะต้องตั้งกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาศึกษาย้อนหลังให้ละเอียด และทำบัญชีขึ้นอย่างครบถ้วน โดยให้สิทธิแก่ฝ่าย บมจ.ปตท.คัดค้านได้ หากการคัดค้านไม่เป็นผลก็ย่อมสามารถนำความขึ้นร้องต่อศาลปกครองได้อีก

หากการคัดค้านของ บมจ.ไม่มีผลถึงกับทำให้ราคาหุ้นของ ปตท.ในตลาดหลักทรัพย์ผันผวนเกินไป บริษัทหลักทรัพย์ก็พึงอนุญาตให้มีการค้าหุ้น ปตท.ต่อไปได้ ทั้งนี้ต้องไม่ก่อนที่คณะกรรมการที่เป็นกลาง ได้จัดทำบัญชีแยกทรัพย์สิน และทรัพยสิทธิแล้วเสร็จ และผ่านความเห็นชอบของ ครม.แล้ว

หาก ครม.ปล่อยให้การแยกทรัพย์ผ่านความเห็นชอบไปง่ายๆ ตามบัญชีที่ฝ่าย ปตท.เองเป็นผู้ยื่นเสนอ ก็จะเกิดบรรทัดฐานใหม่สำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสามารถดึงเอาสาธารณสมบัติ ไปเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าหุ้นของตัวในตลาดได้ หากถูกฟ้องบังคับให้คืน บริษัทมหาชนจำกัดนั้นๆ ก็เป็นฝ่ายทำบัญชียื่นแก่ ครม.ให้รับรอง

ผู้ที่เคยถูกยึดทรัพย์เพราะพบว่ามีทรัพย์ของแผ่นดินปะปนอยู่ในทรัพย์ส่วนตัว ก็ควรมีสิทธิทำอย่างเดียวกัน คือเป็นฝ่ายยื่นบัญชีว่า ทรัพย์ส่วนใดเป็นของตนและทรัพย์ส่วนใดเป็นของแผ่นดิน แล้ว ครม.ก็ให้ความเห็นชอบไปตาม "ธรรมเนียม" (ซึ่งไม่เป็นธรรม)

นี่ก็เป็นบรรทัดฐานใหม่อีกอย่างหนึ่งที่น่าหวั่นวิตก

หน้า 6