|
||||||||||||||
|
นโยบายประชานิยมเอาเงินจากไหน
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3960 (3160) ฟังๆ ดูนโยบายแต่ละพรรคการเมืองแล้ว คิดว่าคงไม่ใช่แค่ผมแต่คง เป็นคนไทยหลายๆ คนที่มีคำถามตามมาว่า ลำพังแค่ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญใหม่ ปี พ.ศ.2550 ที่รัฐบาลจะต้องเป็นรัฐสวัสดิการแล้ว นโยบายที่แต่ละพรรค ว่าจะทำโน่นทำนี่กันอีกมากมาย จะเอาเงินมาจากไหน ? ตรงนี้ตอบ อย่างง่ายๆ ก่อนครับว่า นโยบายต่างๆ ที่จะ พัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นคงแบ่งได้เป็นสองส่วน คือส่วนที่ไม่ต้องใช้เงิน (เช่น การพัฒนาประสิทธิภาพในด้านต่างๆ การรณรงค์ ฯลฯ) กับส่วนที่ต้องใช้เงิน วันนี้เราจะมาพูดกันเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยขออนุญาตไม่พูดถึง ส่วนแรกนะครับ เงินจะเอามาจากไหนไม่ได้นอกเสียจากถ้าไม่หาเงินเอง ก็กู้เขาเอา การหาเงินเองของรัฐบาลเราโดยปกติประมาณ 90% มาจากรายได้ภาษีอากร อีกประมาณร้อยละ 10% มาจากหน่วยงานอื่นซึ่งได้แก่ส่วนราชการอื่น (รายได้จากการบริหารที่ราชพัสดุ จากการขายเหรียญ หรือแสตมป์ ที่ระลึก หรือค่าปรับ ฯลฯ) และรายได้นำส่งรัฐวิสาหกิจ อย่างละประมาณเท่าๆ กัน คือประมาณ 5% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด ดังนั้น จึงพอเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีการพัฒนารายได้ในส่วนนี้อย่างพลิกแผ่นดิน เราคงหวังอะไรจากรายได้ ส่วนน้อยๆ นี้ไม่ค่อยได้มาก โดยต้องตั้งความหวังกับรายได้ภาษีเสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ รายได้ภาษีที่ว่าก็จัดเก็บได้จากกรมจัดเก็บ 3 กรมของกระทรวงการคลัง คือกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร โดยในปีงบประมาณ 2551 คาดว่าแต่ละกรมจะจัดเก็บรายได้รวมกัน 89.7% ของรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ทั้งหมด โดยเป็นของกรมสรรพากร 68.2% กรมสรรพสามิต 16.5% และของกรมศุลกากร 5.0% มาดูกันดีละกรมดีกว่า เริ่มจาก เล็กไปใหญ่ ถ้าจะหวังรายได้จากกรมศุลกากรคงลำบาก ในอนาคตคงจะจัดเก็บได้น้อยลงๆ ทุกปี จากการเปิดเสรีการค้า โดยเฉพาะที่เราเพิ่งเปิด ไปกับประเทศญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งคาดว่าจะ สูญเสียอากรขาเข้าสูงถึงหลายพันล้าน จนเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท เนื่องจากอากรขาเข้าที่เรา จัดเก็บได้มากที่สุดอยู่ในพิกัดยานบก (ร้อยละ 21.6 ของอากรขาเข้าที่จัดเก็บได้ในปี 2549) ซึ่งพิกัดนี้นำเข้าจากญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยมีมูลค่าถึง 9.6 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าการนำเข้า 1.48 แสนล้านบาทในปี 2549 หรือคิดเป็น 64.8% เห็นตัวเลขดังนี้แล้วก็ตัดไปหนึ่งกรม ไม่ว่ากรมศุลฯจะพัฒนาศักยภาพตัวเองมากเท่าไหร่ในช่วง หลายปีที่ผ่านมา แต่จากสภาพโลกาภิวัตน์ที่ บีบบังคับ เราคงไม่ต้องหวังจะหาเงินได้จากกรมนี้ครับ แต่โจทย์กลับกลายเป็นว่าจะหารายได้ ที่ไหนมาชดเชยอากรขาเข้าที่สูญเสียไป มากกว่า มาดูอันดับสอง กรมสรรพสามิตกันดีกว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีอยู่บนสินค้าและบริการ 20 กว่าประเภท จะ 20 เท่าไหร่ไม่ต้องสนใจ แต่ที่น่าสนใจคือกระทรวงการคลัง คาดว่าปี 2551 มีสินค้า 6 ประเภท (น้ำมัน ยาสูบ สุรา เบียร์ รถยนต์ และเครื่องดื่ม) ที่เสียภาษีถึง 97% ของภาษีสรรพสามิตที่จะจัดเก็บได้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อไปดูข้อมูลย้อนหลังแล้ว กรมสรรพสามิต ก็มีพระเอกอยู่ 5-6 ตัวนี่แหละ ส่วนตัวประกอบอีกเกือบ 20 ตัว รวมกันมาทั้งกองถ่ายก็ได้เม็ดเงินภาษีไม่ถึง 3% มาโดยตลอด แล้วรัฐบาลใหม่เข้ามาจะหาพระเอกตัวใหม่เจอหรือครับ ก็คงไม่วายได้ตัวประกอบซึ่งไม่ได้เป็นตัวทำเงินมาอีกแหละ ตรงนี้ถ้าอยากได้เงินต้องไปเล่นที่มาตรฐานสินค้า ที่ผมเคยพูดไปในฉบับที่แล้วเอาล่ะครับ คราวนี้มาดูพี่ใหญ่กรมสรรพากรกัน พระเอกของกรมนี้ดูเหมือนจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax : PIT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax : CIT) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Tax : VAT) 3 ตัวนี้ก็กะว่า จะเก็บกันได้กว่า 90% ของรายได้จัดเก็บกรมสรรพากรแล้ว มาดูเป้านิ่ง PIT กับ CIT กันก่อนดีกว่าครับ จากโครงสร้างภาษีปี 2549 มีคนเสียภาษี PIT 5.72 ล้านคน จากคนไทยทั้งประเทศประมาณ 64 ล้านคน ซึ่งใน 64 ล้านคนเป็นประชากรวัยพึ่งพิงซะ 30 ล้านคน เป็นวัยทำงานประมาณ 34 ล้านคน ในคนเสียภาษี PIT 5.72 ล้านคนนี่ ก็มีเสียเกิน 1 ล้านบาท เพียง 1.64 แสนคน แต่พวกนี้จ่ายภาษีรวม 65% ของภาษี ที่เก็บได้ทั้งหมด และถ้าจะดูคนที่เสียเกิน 5 แสนบาท รวม 5.39 แสนคน ก็จะเห็นเม็ดเงินภาษีจากกลุ่มนี้ถึง 86% ของเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด พอดูตัวเลขตรงนี้แล้วก็หนักใจครับว่า รัฐบาลจะขยายฐานภาษีไปได้ยังไง ขยายไปก็เจอแต่คนไม่มีตังค์เสียภาษีแล้วครับ พอหันมาดู CIT ก็อาการหนักพอกัน โครงสร้างภาษีปี 2548 บอกว่า ปีนั้นมีบริษัท เสียภาษี 1.49 แสนราย มีเพียง 900 ราย ที่รายได้เกิน 100 ล้านบาท แต่กลับเสียภาษีให้รัฐถึง 73% ของ CIT ที่จัดเก็บได้ทั้งหมด และถ้าดูบริษัทที่รายได้เกิน 10 ล้านบาท 5.4 พันรายแล้ว พวกเขาเสียภาษีรวม 91% ของ CIT ที่จัดเก็บได้ทั้งหมดเลยทีเดียว คำถามคืออีกประมาณ 1.44 แสนราย รวมๆ กันเสียภาษีแค่ 9% นี่ ถ้าจับมดปลวกตัวเล็กๆ เข้าฐานภาษีเพิ่มอีกซัก 1 แสนราย ก็คงไม่ได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีกซักเท่าไหร่หรอก แต่ถ้า จะไปเล่นตัวใหญ่ 900 ราย ก็คงต้องไปดูกันต่อ ล่ะครับ ว่ากระเทือนฐานคะแนนใครบ้างหรือเปล่า อันนั้น (PIT และ CIT) เป็นภาษีทางตรง หรือที่เรียกว่าเป้านิ่ง บุคคลธรรมดาหรือบริษัท โดนเก็บกันตรงๆ โครงสร้างปีนี้ ปีไหน ของไทย ก็จะไม่ค่อยต่างไปจากนี้เท่าไหร่หรอก ใครรวยโดนภาษีมันก็โดนอยู่อย่างนั้น ใครจนไม่โดนภาษีส่วนใหญ่ก็จะไม่โดนอยู่อย่างนั้น สำหรับภาษีทางอ้อมนี่เป็นเป้าไม่นิ่ง วิเคราะห์ยากหน่อย อย่าง VAT นี่ เสื้อยืดราคา 100 บาท บวก VAT เข้าไป 7 บาท เป็น 107 บาท แล้วเอาเสื้อไปแขวนไว้ที่ราว ใครจะมาซื้อก็โดนภาษีไป 7 บาท ใครไม่ซื้อก็ไม่โดน ไม่เกี่ยวกับรวยหรือจน ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง (เสื้อขายได้มากจริง ตามกรณีตัวอย่าง) ภาษีตัวนี้ก็มีแนวโน้มจะเก็บได้มากขึ้น แต่ก็ต้องดูอีกแหละว่าถ้าเศรษฐกิจโตจากการลงทุนมากกว่าการบริโภค VAT ที่เก็บได้จากสินค้าทุน สินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบก็ต้องคืนให้ผู้ประกอบการเขา ทำไปทำมาก็จะจัดเก็บ VAT ไม่ค่อยได้ไปอีก ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ถ้าโครงสร้างภาษีของเราเป็นดังนี้แล้ว อย่างนี้นโยบายประชานิยมที่แต่ละพรรคหาเสียงกันไปจะเอาเงินจากไหนดี ? วันนี้พื้นที่จำกัดก็เลยยังไม่ขอพูดถึงระยะยาวนะครับ เอาระยะสั้นปี 2551 ก่อน ตอบคำถามง่ายๆ คือ ถ้าหาเงินมาเพื่อใช้จ่ายไม่ได้ ก็มีทางออกอยู่ 4 ทางคือ 1.ไม่ต้องหาเงินมันเสียเลย ลดภาษีโน่นนี่ให้ประชาชนไป 2.รายจ่ายมาก รายได้ไม่มี ก็ขาดดุลการคลัง ขาดดุลในงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณ 2502 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2517 มาตรา 9 ทวิ (1) และ (2) เขาให้ขาดดุลไว้ ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายรวมบวกด้วย ร้อยละ 80 ของรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ หรือ ถ้าเป็นปีงบประมาณ 2551 ก็ขาดดุลเพิ่มได้อีกประมาณ 2 แสนล้านบาทครับ ตรงนี้ก็ต้องไป ผ่านกระบวนการทำงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีเอา ซึ่งกว่าจะผ่านกระบวนการ กว่าจะจัดซื้อ จัดจ้าง กว่าเงินจะลงสู่เศรษฐกิจ เร็วสุดก็ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2551 พอดี 3.ถ้ารัฐบาลใจร้อน หรือเกรงว่างบกลางปีจะผ่านสภาลำบาก หรือกลัวติดเพดานการกู้ รัฐบาลก็ยังเลือกเครื่องมืออื่น นอกเหนือจากกระบวนการงบประมาณได้อีก เช่น การกู้เงินต่างประเทศ การดำเนินการผ่านกองทุนนอกงบประมาณ (เช่น ให้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นกองทุนนอกงบประมาณงดการจัดเก็บเงินสมทบ) หรือแม้กระทั่งการดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง 3 ช่องทาง ดังกล่าวไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภา แค่ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ก็สามารถ ดำเนินการได้แล้ว และ 4.ก็โดยการใช้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ หรือที่เรียกกันภาษาฝรั่งสวยหรูว่า new financial innovations เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitizations) หรือการร่วมกิจการระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ซึ่งการใช้วิธีนี้จำเป็นต้อง มีผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาช่วยเป็นกุนซือ เพราะชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ และ ยิ่งบวกความซับซ้อนจากสถาปัตยกรรมทางการเงินในปัจจุบัน ยิ่งทำให้ยากต่อการเข้าใจกันไปใหญ่ครับ อะไรยากๆ ต่อการเข้าใจ ก็เปิดโอกาสให้ทุจริตในเชิงนโยบายได้มากขึ้น เอาไว้วันหลัง เราจะมาคุยกันในเรื่องนี้ ว่ามีข้อดีข้อเสีย มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง วันนี้พื้นที่คอลัมน์ผมหมดแล้ว แต่อย่างน้อย คงพอให้ท่านผู้อ่านมองภาพออกบ้าง ว่ารัฐบาลใหม่จะหาเงินได้จากทางไหนบ้าง ทั้งหมดที่พูด ในวันนี้ผมไม่ได้พูดว่านโยบายไหนดีไม่ดี นโยบายจะดีไม่ดีต้องดูในรายละเอียด มิใช่พูด ในภาพรวม แต่วันนี้เรามาพูดกันเฉพาะถึงแหล่งเงินเท่านั้น แล้วไว้ฉบับหน้ามาคุยกันต่อว่า การเลือกแหล่งเงินประเภทต่างๆ จะมีข้อดีหรือความเสี่ยงตรงไหนบ้าง สำหรับวันนี้ผมก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายที่ท่านผู้อ่านเคารพ จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ ตลอดปี 2551 และตลอดไปครับ หน้า 42
|