หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภูมิต้านทานของเศรษฐกิจไทย

แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550

คราวที่แล้วได้เขียนถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ซึ่งสำนักวิจัยต่างๆ คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้า น่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบ 2 ประการ ที่อาจทำให้เศรษฐกิจปีหน้า ไม่ขยายตัวดีกว่าปีนี้ตามที่คาดกัน อันได้แก่ เสถียรภาพด้านการเมืองและนโยบายภาครัฐหลังเลือกตั้ง และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น มีข้อมูลเพิ่มเติมจากคราวก่อน ที่ทางการสหรัฐได้ประกาศตรึงดอกเบี้ย เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้กู้อสังหาริมทรัพย์ในตลาดซับไพร์ม เเละเมื่อ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ ยังได้ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 4.25 กระนั้นก็ตาม น่าสนใจว่าปฏิกิริยาของตลาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลงกว่า 300 จุด หลังจากรับข่าวดังกล่าว บอกกับเราว่าขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐคิดว่าการลดดอกเบี้ยดังกล่าวเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อไป

แต่ผู้เล่นในตลาดกลับมองว่า มาตรการเยียวยาทั้งสองประการ ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เราคงต้องติดตามโดยใกล้ชิดต่อไป

คำถามที่สำคัญคือ หากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐมีมากขึ้นตามที่วิตกกังวลกันแล้ว เศรษฐกิจประเทศเราจะมีภูมิต้านทานต่อการผันผวนดังกล่าวได้ดีเพียงใด

ภูมิคุ้มกันประการแรก คือ ปีหน้าพอจะคาดได้ว่า ภาครัฐจะมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เห็นได้จากงบประมาณปี 2551 ที่ตั้งไว้ขาดดุล 165 พันล้านบาท และเนื่องจากหนี้สาธารณะปัจจุบันมีอยู่ประมาณร้อยละ 38 ของ GDP ซึ่งถือว่ายังไม่สูง จึงพอคาดได้ว่าถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจริง ไตรมาสที่ 4 ของปีหน้าที่ต้องใช้งบประมาณ 2552 ก็สามารถตั้งงบประมาณให้ขาดดุลอย่างต่อเนื่องได้

นอกจากนี้ ไม่ว่าพรรคใดเข้ามาเป็นรัฐบาล ถ้าดูจากนโยบายที่หาเสียงก็เชื่อว่า จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินได้ค่อนข้างมาก เพื่อทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และนโยบายด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลดค่าน้ำค่าไฟ ค่าก๊าซ ลดภาษีหรือเพิ่มค่าลดหย่อนก็ตาม ล้วนเป็นนโยบายเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับรวมถึงถ้ารัฐบาลใหม่จริงจังก็อาจมีเม็ดเงิน ที่สามารถเริ่มลงทุนรถไฟฟ้าได้อีก 2 สาย คือ สีม่วง และสีแดง และถ้ามีฝีมือจริงอาจเร่งสายสีน้ำเงิน (ที่ยังติดปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่) เพิ่มเติมได้อีกด้วย สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือขอให้ใช้เงินอย่างมีคุณภาพด้วย

ภูมิคุ้มกันประการที่สอง คือ เสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศไทยค่อนข้างแข็งแกร่งถึงปีที่ผ่านมาหลายฝ่ายจะมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจทำได้แค่ในระดับพอใช้ และบางส่วนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคส่งออก แต่ในแง่ของเสถียรภาพแล้วถือว่าแข็งแกร่งมาโดยต่อเนื่อง สังเกตจากเรายังส่งออกสินค้าและบริการได้มากกว่าที่ซื้อเขา จนส่งผลให้เงินตราต่างประเทศพอกพูนจนสูงกว่าหนี้ระยะสั้นถึงสี่เท่าตัว มากพอที่จะรองรับความผันผวน หากส่งออกต้องชะลอลง และราคาน้ำมันยังคงทะยานสูงขึ้น อีกทั้งมากพอที่จะรองรับกับความผันผวนของตลาดการเงินโลก หากจะมีเงินทุนไหลออกจากประเทศ

นอกจากนี้ ถึงแม้เงินเฟ้อจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเเรงกดดันของราคาน้ำมัน แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่สูง และยังไม่สูงกว่าประเทศคู่เเข่งอย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่า ความจำเป็นที่นโยบายการเงินต้องตึงตัว (ขึ้นดอกเบี้ย) เพื่อสกัดเงินเฟ้อก็ไม่น่าจะมีมากนัก ที่สำคัญ การว่างงานที่อยู่ระดับต่ำกว่า 2% จะช่วยรองรับผลกระทบได้อีกระดับหนึ่ง

ภูมิคุ้มกันประการที่สาม ภาคส่งออกเราแข็งแกร่งมากขึ้น สังเกตจาก

(1) มีการพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐน้อยลง (decoupling) โดยหันไปส่งออกในตลาดใหม่ๆ อันได้แก่ EU ใหม่ ตะวันออกกลาง อินเดีย ออสเตรเลีย และเอเชียด้วยกันเองมากขึ้น

(2) กลุ่มสินค้าที่ส่งออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ต้านทานเศรษฐกิจผันผวน ได้ดีกว่ากลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานสูงแบบเดิมๆ

(3) มีการกระจายสกุลเงินในการกำหนดราคาสินค้าจากดอลลาร์เป็นสกุลอื่นๆ มากขึ้น

ภูมิคุ้มกันประการที่สี่ โครงสร้างภาคการเงินและการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนมีการกระจายไปสู่ตลาดทุน และการออกตราสารการเงินต่างๆ มากขึ้น จากเดิมที่เราพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์เพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ บทเรียนจากวิกฤติ 2540 ได้ทำให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อและการกำกับสถาบันการเงิน มีความเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นด้วย

มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐ เเละเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงมากกว่าที่คิดกัน เช่นเดียวกับที่การเมืองหลังเลือกตั้ง อาจจะไม่มีเสถียรภาพ ปัจจัยเหล่านี้สามารถกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีหน้าได้ กระนั้นก็ตามภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ น่าจะทำให้เราทนทานได้ดีกว่าในอดีตมาก เเละโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเราพร้อมใจกัน น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปฏิบัติ เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจเราจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอ และไม่เกิดวิกฤติอย่างเช่นในอดีตได้อีก

** บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **