|
||||||||||||||
|
ความมั่นคงของสิ่งไร้ชีวิต
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10873 ข่าวอันน่าตื่นเต้นสำหรับผมและหนังสือพิมพ์บางฉบับก็คือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ได้สำรวจพบว่า ภาคอีสานได้คะแนนสูงสุดในด้านความมั่นคงมนุษย์ หนังสือพิมพ์บางฉบับตื่นเต้นจนทำเป็นข่าวหน้าหนึ่ง เพราะคงรู้นัยยะในหลายๆ ทางของข่าวนี้ ส่วนผมตื่นเต้นเพราะนึกในใจว่า "กูว่าแล้ว" อะไรคือความมั่นคงของมนุษย์ เขาดูจากประเด็นสิบด้านคือ ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ด้านการศึกษา ด้านการมีงานทำและรายได้ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ด้านความสัมพันธ์ในสังคม ด้านการมีส่วนร่วมทางสังคมและวัฒนธรรม ด้านสิทธิและความยุติธรรม และด้านการปกครองทางการเมือง คะแนนเต็ม 1 อีสานได้ 0.72 เหนือกว่าทุกภาค รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย ผมเดาว่าคนไทยจำนวนมากคงสงสัยว่า อ้าวทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ ก็นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และนโยบายพัฒนาก็ย้ำตลอดมาไม่ใช่หรือว่า ภาคอีสานมีรายได้ต่อหัวต่ำสุดในประเทศ การศึกษาต่ำสุด สาธารณูปโภคต่ำสุด ฯลฯ หรือพูดสั้นๆ คือ ยัง "พัฒนา" ไปน้อยที่สุด นักข่าวคนหนึ่งจึงช่วยถามแทนในการแถลงข่าวของกระทรวงว่าทำไม ท่านรัฐมนตรีช่วยซึ่งเป็นผู้แถลงข่าวตอบว่า ก็เพราะประเด็นที่ใช้ในการประเมินไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมด้านอื่นๆ ทั้งหมด (ของคุณค่าแห่งชีวิต) ซึ่งภาคอีสานอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ขอนแก่นได้คะแนนสูงกว่ากรุงเทพฯ คำตอบของท่านรัฐมนตรีไม่ผิดครับ แต่ฟังดูเป็นคำอธิบายเชิงเทคนิคล้วนๆ เหมือนจะบอกว่าก็แล้วแต่เราจะวัดอะไร เช่น ถ้าวัดว่าโดยเฉลี่ยคนขอนแก่นกับคนกรุงเทพฯ ใครจะดำกว่ากัน ขอนแก่นย่อมชนะกรุงเทพฯ แหงมๆ ฟังแล้วสบายใจไปทุกฝ่าย กรุงเทพฯ ก็สบายใจ นักพัฒนาและนักเศรษฐศาสตร์ก็สบายใจ นักการเมืองและข้าราชการก็สบายใจ สามารถใช้งบฯสร้างอะไรต่อมิอะไรในอีสานได้ต่อไปเหมือนเดิม แต่คำตอบที่ไม่ผิดนี้อาจไม่ตรงคำถามของนักข่าว เพราะเป็นการบอกสาเหตุของความแตกต่างในผลการสำรวจ ไม่ใช่สาเหตุว่าทำไมคนอีสานจึงมีความมั่นคงในชีวิตมากกว่ากรุงเทพฯ และภาคอื่นๆ และตรงนี้แหละที่ผมอยากเดาสุ่มคำตอบของผมเอง ประการแรก เศรษฐกิจของอีสานยังมีการเกษตรเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทุกภาค ประการที่สอง สภาวะด้านการกระจายทรัพยากรในอีสานค่อนข้างเอื้อต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับการเกษตรไทย เช่น อีสานเคยมีอัตราเฉลี่ยการถือครองที่ดินต่อครอบครัวสูงกว่าทุกภาคอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพื้นที่ใหม่ๆ ซึ่งเพิ่งถูกเปิดให้แก่การเกษตร เช่นทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุด การจัดการทรัพยากรตามประเพณีในอีสานยังค่อนข้างจะมีชีวิตชีวามากกว่าภาคอื่นๆ จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้กว้างขวางกว่าการจัดการในระบบทุนนิยมเหมือนภาคอื่นๆ ประการที่สาม จากฐานด้านการเกษตรเช่นนี้เอง ที่ทำให้เยื่อใยทางสังคมของอีสานไม่ถูกตลาดและการผลิตเชิงพาณิชย์ฉีกทำลายเท่ากับที่ภาคอื่นๆ ต้องเผชิญ เอาแค่สามข้อนี้แหละครับ พอแล้ว พอแล้วสำหรับอะไร พอแล้วสำหรับการคิดถึงนัยยะของผลสำรวจครั้งนี้ล่ะสิครับ ถ้าข้อสันนิษฐานของผมเป็นจริง นโยบายพัฒนาที่เรียกร้องการทุ่มเททรัพยากรลงไปเพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม ก็น่าสงสัยว่าทำลายความมั่นคงของมนุษย์ลงไปมากมาย แล้วคนที่ได้รับความมั่นคงในชีวิตจากอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่กลับเหลือคนจำนวนน้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เราไม่ควรมีอุตสาหกรรมนะครับ แต่จะมีอุตสาหกรรมอย่างไร จึงจะทำให้คนไทยยังมีความมั่นคงในชีวิตเหลืออยู่เหมือนเดิม หรือมากขึ้นกว่าเดิม ข้อนี้มีความสำคัญมาก แต่ไม่ค่อยได้รับความใส่ใจจากนโยบายพัฒนาเอาเลย คิดแต่ว่าหากคนไทยได้เป็นลูกจ้างเขาแล้ว ก็จะดีเองโดยอัตโนมัติอยู่เสมอ แท้จริงแล้วการเกษตรกลับให้ความมั่นคงมากกว่า โดยเฉพาะการเกษตรที่มีโอกาสปรับเปลี่ยนและ "พัฒนา" จากฐานความสามารถของคนที่มีอยู่เดิม ดังที่เกษตรกรในอีสานจำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จ จากกรณีอีสาน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ในการสร้างความมั่นคงของมนุษย์นั้น รัฐควรมีบทบาทอย่างไร เพราะเขตที่ได้รับคะแนนต่ำสุดคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อันเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐเข้าไปมีบทบาทยุ่มย่ามมากที่สุด แต่คนในพื้นที่นี้กลับมีความมั่นคงในชีวิตน้อยที่สุด ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะต้องอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์อีกมาก เพียงแต่ผมเชื่อว่า นี่เป็นคำถามสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คนซึ่งอยากบริหารรัฐควรมีคำตอบที่ชัดเจนสักหน่อย ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ บอกด้วยว่า จะรายงานผลการสำรวจของกระทรวงให้แก่ ครม. เพื่อที่ว่ากระทรวงต่างๆ จะได้รู้ว่าตัวควรเร่งมือทำอะไรแค่ไหนในภาคต่างๆ แต่ถ้าคำตอบของผมเป็นจริง มันไม่ใช่เรื่องว่ากระทรวงไหนพึงทำอะไร แต่เป็นเรื่องของนโยบายใหญ่ระดับรัฐบาลทั้งหมดว่า จะเปิดให้คนไทยในภาคอื่นๆ มีโอกาสอย่างคนอีสานได้อย่างไร เช่น เข้าถึงทรัพยากรได้กว้างขวางขึ้น (ไม่ใช่ต้องย้ายวัด โรงเรียน นาและบ้านหนี เมื่อสนามบิน นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซ เหมือง ฯลฯ ลง) จะทำให้เยื่อใยทางสังคมกลับมาสมานเข้าด้วยกันได้อย่างไร ฯลฯ เป็นต้น อันที่จริง กรณีอีสานน่าแปลกใจก็เพราะอีสานได้รับบริการจากรัฐน้อยกว่าเขาไม่ใช่หรือ ฉะนั้น ที่คนอีสานมีความมั่นคงในชีวิตมากกว่าคนอื่น ก็เป็นฝีมือของเขาเอง ไม่ใช่ของรัฐไม่ใช่หรือ ฉะนั้น หากจะรายงาน ครม. ก็น่าจะรายงานเพื่อให้ ครม.ลองคิดดูบ้างว่า เราเดินมาผิดทางไปไกลแค่ไหนแล้ว และจะกลับเดินให้ถูกทางได้อย่างไร แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งนะครับ คือคำถามเกี่ยวกับความมั่นคง ภาคอีสานมีพื้นที่ซึ่งถูกประกาศกฎอัยการศึกมากที่สุด ฝ่ายทหารอ้างว่าเพื่อรักษาความมั่นคง แต่กระทรวง พสม.กลับประเมิน (อย่างมีหลัก) ว่า อีสานเป็นพื้นที่ซึ่งมีความมั่นคงของมนุษย์มากกว่าเพื่อน ความมั่นคงของทหารกับความมั่นคงของ พสม.ไม่เหมือนกันหรอกนะครับ หรือความมั่นคงของชาติ กับความมั่นคงของมนุษย์ไม่เหมือนกัน ชาติไม่ได้ประกอบด้วยมนุษย์ ซึ่งเป็นพลเมืองของชาติหรอกหรือครับ ถ้าไม่ใช่ ชาติไม่มีชีวิตหรอกหรือครับ ถ้าผมไม่รู้ว่าชาติคืออะไร แต่รู้ว่าผมมีพ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา อยู่ในแผ่นดินอย่างมีความสุข เราต่างมีความผูกพันกัน ผมคงไม่อยากให้ใครมาทำลายความสุขของคนที่ผมผูกพันด้วย อย่างนี้จะเรียกว่าผมรักชาติหรือยังครับ และความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์สามัญธรรมดาเช่นนี้ เพียงพอหรือยังที่จะสร้างความมั่นคงของชาติ ทำไมผมต้องไปเข้าแถวทำวันทยาวุธด้วยล่ะครับ กระทรวง พสม.ถือว่าอะไรเป็นความมั่นคงบ้าง ก็แยกให้เห็นชัดเจนนะครับ เมื่อไรทางฝ่ายทหารจะแยกประเด็นให้เห็นชัดเจนอย่างนี้บ้างว่า ความมั่นคงของชาติต้องประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง และจะประเมินปัจจัยเหล่านี้โดยวิธีไหน ประเมินแล้วให้คะแนนมาให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่ได้เท่าไร คะแนนน้อยเท่าไรถึงจะต้องประกาศกฎอัยการศึก แล้วกฎอัยการศึกนั้นจะทำให้เกิดความมั่นคงได้อย่างไร ผมเริ่มสงสัยว่า ผลการประเมินความมั่นคงของมนุษย์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จะเป็นความลับราชการเสียแล้วล่ะครับ ไม่ควรนำมาเปิดเผย เพราะจะเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติทีเดียว หน้า 6
|