|
||||||||||||||
|
เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ออสซี่คุยกันเรื่องการศึกษา
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการสัมมนาโต๊ะกลมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University หรือ ANU) มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของออสเตรเลีย ที่สนใจด้านการศึกษามาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะศาสตราจารย์ บรูซ แชพแมน ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าพ่อด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา มีชื่อเสียงในระดับโลก เป็นที่ปรึกษาด้านการปฏิรูประบบการเงิน เพื่อการศึกษาให้กับรัฐบาลของหลายประเทศ ตอนแรกผมคิดว่าหัวข้อการสนทนาจะมีแต่เรื่องของประเทศออสเตรเลีย ที่ไหนได้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายคน กลับพูดถึงการปฏิรูปการเงินเพื่อการศึกษาของประเทศไทย จนทำให้ผมต้องพลอยหูผึ่งตามไปด้วย ประเด็นสำคัญที่หยิบยกขึ้นมาคุยกันเกี่ยวข้องกับระบบกองทุนกู้ยืม ซึ่งในประเทศออสเตรเลียเอง เขาใช้ระบบที่เรียกว่า Income Contingent Loan หรือ ICL ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์หลายประการด้วยกัน ประการแรก ระบบนี้ช่วยให้คนที่ต้องการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีเงินทุนพอ และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาล เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับคนจน หรือคนที่พอมีฐานะ แต่ไม่ต้องการพึ่งพาเงินของครอบครัว ประการที่สอง ผู้กู้มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไหน ซึ่งเป็นการกดดันให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องปรับปรุงคุณภาพการสอนของตัวเอง เพราะถ้ายังทำการสอนแบบขอไปที นักศึกษาจบออกมาหางานดีๆ ทำไม่ได้ นานไป ชื่อเสียงของตัวเองเสื่อมลง จำนวนนักศึกษาลดลงเรื่อย มหาวิทยาลัยก็อยู่ได้ยาก ถึงมหาวิทยาลัยจะไม่โดนปิด อย่างน้อยเหล่าผู้บริหารของมหาวิทยาลัยก็ต้องร้อนๆ หนาวๆ ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ต่อสัญญาอีกหรือเปล่า ประการที่สาม โครงสร้างของระบบถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น จำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระคืน เปลี่ยนแปลงไปตามระดับรายได้ ตอนไหนที่ชีวิตการงานก้าวหน้าได้เงินเดือนเยอะก็จ่ายมากหน่อย ช่วงไหนดวงไม่ค่อยดีโดนลดเงินเดือนหรือตกงาน ก็ยังไม่ต้องผ่อน ซึ่งต่างกับการกู้เงินจากธนาคาร ไม่ว่าจะรวยจะจนยังไงก็ต้องจ่ายคืนทุกเดือน ประการที่สี่ ระบบนี้ช่วยลดภาระทางการคลังของรัฐบาลในระยะยาว ตามหลักทางเศรษฐศาสตร์การศึกษานั้น เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตัวผู้เรียนเองและสังคมรอบข้าง ดังนั้น ผู้เรียนเองควรจะรับภาระในการจ่ายค่าเทอมของตัวเองส่วนหนึ่ง และรัฐให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งในอัตราส่วนที่เหมาะสม เมื่อก่อนรัฐต้องออกเงินค่อนข้างเยอะกว่าเพราะว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ ค่าเทอมจะสูงเกินไปจนคนส่วนใหญ่จ่ายไม่ได้ หรือไม่ก็ไปเลือกเรียนในสาขาอื่นที่ตัวเองไม่ชอบ และอาจจะไม่เก่ง แต่มีค่าเทอมถูกกว่า นักเศรษฐศาสตร์ด้านการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ส่วนใหญ่ยอมรับว่าระบบ ICL นี้ เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นระบบถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์รองรับอย่างมั่นคง แม้แต่ประเทศจีนก็กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศไทยเองก็เคยมีกองทุนลักษณะนี้ชื่อว่า กองทุนเงินกู้ยืมที่การชำระหนี้ผูกพันรายได้ในอนาคต (กรอ.) แต่มีอายุเพียงหนึ่งปีก็โดนยุบไป ด้วยเหตุผลทางการเมือง ประเด็นที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์ออสซี่ เขายกขึ้นมาถกเถียงกันมีอยู่สองข้อ ข้อแรก ระบบของไทยนั้นยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ เนื่องจากบัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อย ที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือนระดับต่ำ จนไม่ต้องเสียภาษี บางคนต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าฐานเงินเดือนจะสูงพอจนต้องชำระภาษี ส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของกองทุนได้ นอกจากนี้แล้ว ยิ่งเวลาการชำระเงินนาน มูลค่าของเงินแต่ละบาทก็จะลดลง สมมติว่ามีคนสองคน เป็นหนี้รัฐบาลอยู่หนึ่งร้อยบาทเท่ากันในวันนี้ รัฐให้อิสระว่าสองคนนี้จะเลือกใช้เงินคืนเมื่อไรก็ได้ คนแรกเลือกใช้เงินคืนสิ้นปี อีกคนหนึ่งรออีกสิบปีจึงจะใช้คืน เงินหนึ่งร้อยบาทสิบปีข้างหน้าย่อมมีค่าต่ำกว่าเงินหนึ่งร้อยบาทตอนสิ้นปีนี้ ในเชิงมูลค่าที่แท้จริงแล้ว รัฐบาลได้เงินคืนจากคนที่สองน้อยกว่าคนแรก หากมองในมุมกลับแล้วก็เหมือนรัฐบาล ให้ส่วนลดหนี้สินกับคนที่สอง ส่วนลดนี้เปรียบได้กับการแอบให้เงินอุดหนุน (Implicit Subsidy) กับลูกหนี้นั่นเอง ดังนั้น หากการจัดเก็บยังยึดเอาฐานรายได้สำหรับการเสียภาษีมาเป็นจุดเริ่มต้น ต่อให้ทุกคนใช้เงินคืน หากคนจำนวนมากเริ่มต้นชำระหนี้ช้า และมีคนจำนวนไม่น้อยที่รายได้ไม่ถึงระดับที่ต้องเสียภาษี ยังไงรัฐบาลก็ต้องควักเนี้ออยู่ดี ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศออสเตรเลีย เพราะเขามีระบบจัดเก็บภาษีที่ดี และรายได้ของคนจบมหาวิทยาลัยค่อนข้างสูง บางคนจบปุ๊ปก็เริ่มจ่ายได้เลย และเพียงไม่กี่ปีคนส่วนใหญ่ก็มีรายได้ถึงขั้นต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ภาระทางการคลังของเขาจึงไม่สูงมาก หากปัญหานี้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ก็เป็นไปได้ว่าเหตุการณ์แบบเดียวกันจะเกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ที่ต้องการนำระบบนี้เข้าไปใช้ได้เช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จำเป็นหรือไม่ที่ประเทศเหล่านี้ยังจะต้องยึดเอาโมเดลของออสเตรเลีย ที่ผูกการจัดเก็บเงินกู้กับการชำระภาษีมาเป็นต้นแบบ? เพราะไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บอกไว้เลยว่า จะต้องพึ่งสรรพากร ให้คนอื่นทำก็ได้ ขอให้เป็นระบบที่ดีและมีต้นทุนในการจัดเก็บหนี้ต่อคนต่ำก็พอ ข้อสอง จริงอยู่ กรอ. ของเรายังไม่สมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่ระบบของออสเตรเลียเอง ซึ่งเกิดมาก่อนเรากว่ายี่สิบปี ก็ยังต้องปรับแก้กันต่อไปเรื่อย การหวนกลับไปใช้ระบบ กยศ.เหมือนเดิมนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะตัวระบบของ กยศ. เอง ก็มีระยะเวลาในการชำระหนี้ยาวนาน เงินอุดหนุนที่แอบให้มีมูลค่ามหาศาล หากจะปรับ กยศ.เพื่อลดภาระทางการคลังนี้ สุดท้าย กยศ.ก็จะมีหน้าตาคล้ายกับกองทุน กรอ.อยู่ดี อยากรู้จังว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาของเราจะใจกว้างพอหรือเปล่า หรือกลัวว่าถ้าจะเอา กรอ. หรือปรับ กยศ.จนสุดท้ายก็หน้าตาคล้ายกับ กรอ.แล้วจะถูกนินทาว่า ไปทำเหมือนรัฐบาลทักษิณก็เลยไม่ทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าเสียดาย เพราะการตัดสินใจแบบนี้ตีความหมายได้เพียงอย่างเดียวคือ รัฐบาลใหม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง มากกว่าประโยชน์ของลูกหลานไทย ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต
|