หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โลกร้อนที่บาหลี

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550

การประชุมใหญ่เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่เกาะบาหลี เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ เป็นผู้จัดจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมราว 10,000 คน เป็นตัวแทนของกว่า 180 ประเทศ และผู้สังเกตการณ์อีกจำนวนมากจากองค์กรทั่วโลก เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้าร่วมประชุมในกลางสัปดาห์นี้ หลังจากที่เดินทางมาเยือนเมืองไทย และได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จุดมุ่งหมายของการประชุม ได้แก่ การแสวงหาข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่า จะทำอะไรกันต่อไปจากวันนี้จนถึงปี 2555 เมื่อพิธีสารเกียวโตอันเป็นกรอบปฏิบัติสำหรับลดก๊าซเรือนกระจกหมดอายุลง และในช่วงเวลาหลังจากปีนั้น

ดังเป็นที่ทราบกันดี พิธีสารเกียวโตมีข้อกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนลง แต่ไม่กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องทำด้วย สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียปฏิเสธที่จะร่วมลงนามในพิธีสารนั้น โดยใช้เรื่องการไม่เท่าเทียมกันเป็นข้ออ้างประกอบกับข้ออ้างที่ว่าปัจจัยซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์เรา

ออสเตรเลียเพิ่งได้นายกรัฐมนตรีใหม่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เขาให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลออสเตรเลีย จะร่วมลงนามในพิธีสารนั้นโดยเร็ว นั่นหมายความว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็น "หมาหัวเน่า" ในสังคมโลกที่เห็นตรงกันแล้วว่า ปัญหาโลกร้อนเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์เราปล่อยออกไปจากการเผาเชื้อเพลิง เพื่อเอาพลังงานและจากกิจการอื่นๆ

การที่สหรัฐผู้เป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียวตกอยู่ในสภาพหมาหัวเน่า ซึ่งมักแสดงท่าทีจำพวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำออกมา ทำให้การถกเถียงและต่อรองกันในการประชุมระหว่างประเทศ เต็มไปด้วยความเผ็ดร้อน ณ วันนี้ ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าการประชุมที่เกาะบาหลี จะได้ข้อตกลงอะไรบ้าง ตามรายงานของสื่อ ด้านที่มีโอกาสได้ข้อตกลงว่าจะทำอะไรกันต่อไปสูงที่สุด ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อน ซึ่งเป็นเสมือนปอดของโลก

แต่การตัดสินใจเอาการตัดไม้ทำลายป่าไว้ในวาระสำหรับที่จะต่อรองกันต่อไป ก็มิได้หมายความว่า มันจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพอใจ เพราะผู้ที่จะต้องหยุดตัดไม้ได้แก่ประเทศในเขตร้อน เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่วนผู้ที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นหยุดตัดไม้ได้แก่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าใครทั้งหมด

เท่าที่ผ่านมา สหรัฐมักไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของประเทศส่วนใหญ่ในสังคมโลก โดยเฉพาะในยุคที่มีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปลายปีหน้า รัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยนใจหรือไม่ต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่ง

ถึงแม้รัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยนใจ ก็ใช่ว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำกันอย่างจริงจัง และได้ผลตามจุดมุ่งหมาย ทั้งนี้ เพราะมาตรการที่จะนำมาใช้คงมิได้มุ่งไปที่การตัดรากเหง้าของปัญหา เนื่องจากเท่าที่ผ่านมา ไม่มีการพูดถึงรากเหง้าที่แท้จริงของมัน นั่นคือ การใช้ทรัพยากรโลกเพื่อสนองการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของมนุษย์เรา การบริโภคเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของจำนวนประชากรโลกและการบริโภคของแต่ละคน

ตอนนี้โลกมีประชากรราว 6.5 พันล้านคน ซึ่งเพิ่มจากจำนวนไม่ถึง 1 พันล้านคนในตอนต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 250 ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญคาดกันว่าถ้าไม่เกิดมหันตภัยชนิดทำลายชีวิตคนเป็นพันล้านคนเสียก่อน โลกจะมีประชากรถึง 1 หมื่นล้านคน ภายในเวลาอีกราว 50 ปี ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ต้องการบริโภคมากกว่าในระดับปัจจุบัน เพราะนั่นคือจุดมุ่งหมายของการพัฒนาและการแก้ปัญหาความยากจน ไม่เฉพาะประชาชนที่ยากจน ซึ่งยังขาดปัจจัยพื้นฐานเท่านั้นที่ต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งซึ่งบริโภคกันอย่างสุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้ว ก็ต้องการบริโภคให้มากขึ้นไปอีก

การบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเพื่อสนองความจำเป็นหรือไม่เป็นแก่นความคิดของ "วิถีชีวิตแบบอเมริกัน" (American Way of Life) ซึ่งประธานาธิบดีบุชย้ำนักย้ำหนาว่า "เปลี่ยนไม่ได้" (Nonnegotiable) ชาวโลกส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เข้าใจเรื่องความจำกัดของทรัพยากรโลก และการบริโภคแบบนั้นจะนำไปสู่อะไร ต้องการเลียนแบบชาวอเมริกัน

การเพิ่มขึ้นของการบริโภคและประชากรเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การทำลายป่าในเขตร้อน ตอนนี้บราซิลมีประชากรราว 190 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นปีละเกือบ 3 ล้านคน อินโดนีเซียมีประชากรราว 225 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นปีละกว่า 3 ล้านคน ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีประชากรราว 60 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นปีละเกือบ 2 ล้านคน ประเทศเหล่านี้มีคนจนจำนวนมาก โดยเฉพาะคองโกซึ่งประชาชนแต่ละคนมีรายได้โดยเฉลี่ยเพียงครึ่งหนึ่งของคนลาวเท่านั้น จำนวนมากจึงยังชีพด้วยการบุกเบิกที่ดินใหม่จากการตัดไม้ทำลายป่า

อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะคนจนเท่านั้นที่ทำลายป่า นักธุรกิจผู้มั่งคั่งก็ทำ เนื่องจากพวกเขาต้องการไม้ หรือไม่ก็ต้องการที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมสนองความต้องการของชาวโลก บราซิลทำลายป่าปีละนับล้านไร่ เพื่อปลูกถั่วเหลืองและอ้อยซึ่งเป็นวัตถุดิบของการผลิตเอทานอล อันเป็นพลังงานแทนน้ำมันปิโตรเลียม หากทั้งประชากรโลกและความต้องการบริโภคของแต่ละคนยังเพิ่มขึ้น การหยุดตัดต้นไม้ในเขตร้อนคงเกิดได้ยาก หรือหากมันเกิดขึ้นก็จะไม่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกลดลง

การได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงทำให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนชนิดตัดรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา แต่ท่านเลขาฯ คงไม่สามารถชักชวนชาวโลกที่บาหลี หรือในที่อื่นๆ ในโอกาสต่อไป ให้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ได้ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังคิดว่า วิถีชีวิตแบบอเมริกันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ และคนส่วนใหญ่ยังต้องการเลียนแบบชาวอเมริกัน

ในภาวะเช่นนี้ชาวโลกจะมีโอกาสหลีกเลี่ยงหายนะจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ ? ถ้าจะให้ฟันธงตรงนี้คงต้องตอบว่า "มี" แต่ไม่ก่อนที่มหันตภัยจะคร่าชีวิตชาวโลกไปในระดับที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์เช่นนั้นจะกระตุกต่อมสำนึกของชาวโลก ให้เปลี่ยนแนวคิดจากการดำเนินชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย ไปสู่การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ภายในกรอบระบบนิเวศของโลก