หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาและความท้าทายของเศรษฐกิจอาเซียน

เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร.วิรไท สันติประภพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว Institute of Southeast Asian Studies (ISEAS) ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ได้จัด "ASEAN Roundtable" ขึ้นโดยเชิญนักเศรษฐศาสตร์ จากประเทศในกลุ่มอาเซียนไปคุยกันว่าวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป 10 ปีแล้ว คงเหลือปัญหาตกค้างอะไรบ้าง และมีประเด็นท้าทายใหม่ๆ อะไรบ้างที่ต้องเตรียมพร้อม เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจกลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง

ปัญหาตกค้าง และความท้าทายของเศรษฐกิจอาเซียนค่อนข้างจะคล้ายกันมาก ปัญหาแรกพบมากเป็นพิเศษ ในประเทศที่ประสบกับวิกฤติสถาบันการเงินคือ ปัญหาธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน ในช่วงวิกฤติ รัฐบาลต้องแทรกแซงสถาบันการเงินที่อ่อนแอเพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน และสถาบันการเงินเหล่านี้ ต่อมาถูกควบรวมกันเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ซึ่งมักจะมีระบบการบริหารจัดการคล้ายราชการ และมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ธนาคารพาณิชย์ของรัฐบางแห่งก็ใหญ่โตเทอะทะ เกินกว่าที่เอกชนจะสนใจซื้อไปบริหาร เป็นที่กังวลว่าธนาคารพาณิชย์ของรัฐปรับตัวได้ช้ากว่าคู่แข่ง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และจะต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปไม่จบสิ้น

ปัญหาที่สอง เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับระบบสถาบันการเงินอีกเช่นกัน แม้ว่าทุกประเทศในอาเซียน ได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้ดีขึ้นมาก แต่ในขณะนี้ เครื่องมือทางการเงินและการทำธุรกิจของสถาบันการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีลักษณะที่ข้ามตลาด (cross-market) มากขึ้น ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับเงินฝากกับปล่อยสินเชื่อเหมือนแต่เดิม แต่หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงิน ในหลายประเทศอาเซียน ยังมีลักษณะแบบเดิมๆ ยังกำกับแบบแยกตลาดกันอยู่ และสนใจเฉพาะขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานของตนไว้เท่านั้น ถ้าหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงิน วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินไม่ทันแล้ว จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของระบบการเงินโดยรวม หรือนำไปสู่วิกฤติอีกรอบหนึ่งก็ได้ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังเช่น กรณีของ sub-prime ในอเมริกาตอนนี้

ปัญหาที่สาม เป็นปัญหาโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ เกือบทุกประเทศในอาเซียน ต้องเผชิญกับปัญหาการลงทุนในประเทศลดลงจากอดีต เพราะนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับจีน และเวียดนามมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศอาเซียนพึ่งการส่งออกเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ในระยะข้างหน้า ที่เศรษฐกิจโลกมีความอ่อนไหวมากขึ้น รัฐบาลของประเทศอาเซียนจะต้องผลักดัน ให้เกิดการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศต้องแข่งขันกันดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่ไหลเข้ามาในอาเซียน ให้ไหลเข้าประเทศของตัวเองมากที่สุด การที่ทุกประเทศอาเซียนพึ่งการส่งออกเป็นหลัก และเงินทุนกำลังหนีสหรัฐอเมริกามาสู่เอเชียตะวันออก จึงหนีไม่พ้นที่เกิด

ปัญหาที่สี่ คือ การแทรกแซงค่าเงินไม่ให้แข็งค่าขึ้นเร็วกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะเงินหยวนของจีน เวลาที่ธนาคารกลางของประเทศอาเซียนแทรกแซงค่าเงิน จะต้องซื้อเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินดอลลาร์เข้ามา ส่งผลให้ปริมาณเงินท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกต่อหนึ่ง แม้ว่าประเทศอาเซียนหลายประเทศ ใช้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบมีเป้าหมายเงินเฟ้อ (inflation targeting) แต่เมื่อในทางปฏิบัติหันมาใช้อัตราแลกเปลี่ยน เป็นเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินด้วย ย่อมส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินขาดความโปร่งใส และธนาคารกลางของประเทศอาเซียน จะสูญเสียความน่าเชื่อถือได้ในระยะยาว

ปัญหาที่ห้า ดูจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกประเทศอาเซียน ไม่เว้นแม้แต่สิงคโปร์ คือ ปัญหาความแตกต่างด้านรายได้ ในยุคทุนนิยมปลาใหญ่กินปลาเล็ก และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ ประชาชนกลุ่มล่างของสังคม ใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้น ผนวกกับหลายประเทศในอาเซียนขาดระบบประกันสังคมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบประกันสังคมที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพส่วนตัว (self employed) ปัญหาความแตกต่างด้านรายได้นี้ไม่เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะเป็นปัญหาที่ทำให้สังคมแบ่งแยก ยากที่จะผลักดันนโยบายปฏิรูปสำคัญๆ ของประเทศได้ เพราะแต่ละกลุ่มจะมัวแต่คำนวณว่ากลุ่มตนได้เท่าไหร่ เสียเท่าไหร่ มากกว่าที่จะมองว่าประเทศโดยรวมได้เท่าไหร่ ความแตกต่างด้านรายได้ มักจะนำไปสู่ความแตกต่างด้านความคิด และจุดยืนต่อเรื่องต่างๆ ปัญหานี้คนไทยเข้าใจลึกซึ้งดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ก็ยังหาทางออกกันไม่พบ

นอกจากความท้าทายในระดับประเทศข้างต้นที่แต่ละประเทศต้องจัดการแล้ว อาเซียนยังต้องเผชิญกับความท้าทาย ในระดับกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียนได้ลงนาม ในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2015 ซึ่งจะเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน แรงงานมีฝีมือ และเปิดเสรีด้านบริการอย่างเต็มที่ การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยลดอุปสรรคการค้า และการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบระหว่างประเทศ ผลักดันให้อาเซียนเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุน จากนอกกลุ่มอาเซียนอีกทางหนึ่งด้วย แม้ว่าผู้นำจากทุกประเทศอาเซียน จะได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ทุกประเทศต้องนำข้อตกลงกลับไปให้รัฐสภาของตนพิจารณารับรองอีกรอบหนึ่ง จึงจะมีผลบังคับใช้ ประเทศที่รัฐบาลเข้มแข็งก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ประเทศที่รัฐบาลไม่แข็งแรงและรัฐสภาพิจารณาแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็คงจะเป็นปัญหาพอสมควร การทำความเข้าใจกับรัฐสภาและประชาชนในแต่ละประเทศจะเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับอาเซียน

ความท้าทายสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องพม่า ประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนมากทีเดียว โดยเฉพาะไทย ซึ่งมีพรมแดนติดพม่า ประชาคมโลกต้องการให้อาเซียนกดดันพม่ามากขึ้นด้วยมาตรการแทรกแซงต่างๆ นานา ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพม่าไม่น้อยทีเดียว ถ้าหากวันใดพม่าขาดเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศขึ้น หนีไม่พ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องรับภาระผู้อพยพจำนวนมาก และต้องคอยระวังหน้าระวังหลังอยู่ตลอดเวลา ปัญหาพม่าคงเป็นปัญหาที่ผู้นำประเทศอาเซียนต่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ยังหาทางออกไม่พบ ไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ถึงแม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียที่เริ่มต้นในอาเซียน จะผ่านไปถึงสิบปีแล้ว และสาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจรอบนั้น จะไม่เป็นประเด็นให้กังวล ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน แต่โลกไม่หยุดนิ่ง และอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศ ปัญหาเหล่านี้ยังไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้งในระยะสั้น

แต่เป็นปัญหาที่ยังไม่พบทางออก ถ้าสะสมไว้อาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ขึ้นมาได้เช่นกัน จะเกิดเป็นวิกฤติ "แหนมเนือง" "นาซีโกเร็ง" "ลักซ่า" "ฮาโลฮาโล" หรือ "ลอดช่องสิงคโปร์" ไม่มีใครทราบ แต่ขออย่าเป็นวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" อีกรอบก็แล้วกัน