|
||||||||||||||
|
วิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายพรรคการเมือง
บทความ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเวลานี้ อาจมีคำถามต่อนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และควรจะพิจารณาเลือกตั้งอย่างไร เมื่อพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค พบว่ามีกลิ่นอายของแนวคิดประชานิยมอย่างชัดเจน แต่ละพรรคล้วนต่อยอดนโยบายมาจากแนวคิดประชานิยมของพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น และนโยบายบางพรรคกลับมีความเป็นประชานิยมมากกว่าเดิม เช่น -โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รางคู่ ถนนลาดยาง ชลประทาน -นโยบายพลังงานทดแทน ซึ่งทุกพรรคต่างเสนอว่าจะใช้พลังงานจากชีวมวล ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม -นโยบายเรียนฟรี รักษาฟรี และนโยบายเศรษฐกิจชุมชน ที่ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายแทบทุกพรรคการเมือง แม้ว่า แต่ละพรรคจะพยายามพัฒนานโยบายให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีจุดเด่นของนโยบายที่แตกต่างกันไป เช่น พรรคพลังประชาชนเน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเร่งด่วน 99 วัน ส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตย เสนอนโยบายรถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสายเป็นเวลา 10 ปี ประกันราคาสินค้าเกษตร 7 ชนิด และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ 7 ประเภท ในความเหมือนของความเป็นนโยบายประชานิยม พบความต่างของระดับความเป็นเสรีนิยมในนโยบายของแต่ละพรรค กล่าวคือ พรรคที่มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมมาก คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน สังเกตจาก การยอมให้เอกชนถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจหลัก และพรรคชาติไทยที่ปล่อยให้กลไกราคาพลังงานสะท้อนต้นทุน ขณะที่พรรคที่มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมน้อยกว่า คือ พรรคมัชฌิมาธิปไตยที่เน้นบทบาทของรัฐสูงมาก โดยเฉพาะการแทรกแซงกลไกราคาพลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร นโยบายยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับและข้อตกลงระหว่างประเทศที่กระทบคนไทย และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายเปิดเสรีการตั้งธนาคารพาณิชย์ แต่กลับเสนอควบคุมส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ เป็นต้น ทางด้านพรรคพลังประชาชนเน้นบทบาทของรัฐมากเช่นกัน เช่น การแทรกแซงกลไกราคา พลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอนโยบาย แทรกแซงกลไกราคาพลังงานและไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นสาธารณูปโภค หากพิจารณาเหตุผลของการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเห็นได้ว่านโยบายของพรรคต่าง ๆ มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป พรรคขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ เน้นนโยบายที่สนองกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั้งประเทศ เพราะฐานเสียงของพรรคที่มีความหลากหลาย ในขณะที่พรรคขนาดกลางเน้นนโยบายเจาะกลุ่มเป้าหมายในระดับที่เล็กลง โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานเสียงของพรรค เช่น พรรคชาติไทยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนในชนบท นโยบายจึงเน้นด้านเกษตร เช่นเดียวกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีฐานเสียงในภาคอีสาน และพรรคประชาราชที่มีฐานที่มั่นในจังหวัดสระแก้ว ส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เน้นเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง นโยบายจึงเน้นเจาะกลุ่มคนเมืองเป็นหลัก ยกเว้นพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งแม้ว่าเป็นพรรคขนาดกลาง แต่กลับเน้นนโยบายในภาพรวม เนื่องจากพรรคเกิดจากการรวมตัวของสองกลุ่มการเมืองที่มีฐานเสียงมาจากคนละกลุ่ม ทำให้นโยบายจึงต้องครอบคลุมทั้งคนเมืองและชนบท อย่างไรก็ตาม พรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่เน้นแข่งขันเชิงนโยบายเป็นหลัก แต่เน้นเจาะคนบางกลุ่มหรือบางพื้นที่ โดยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เช่น พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอตัวว่าเป็นพรรคของคนอีสานและเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีของคนอีสาน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาชูภาพ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เพราะเน้นกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครราชสีมา ส่วนพรรคชาติไทยและประชาราชเน้นให้ผู้สมัครรักษาฐานคะแนนเสียงของตนเอง จะเห็นได้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ มุ่งที่จะตอบสนองต่อฐานเสียงของตนเองฉะนั้น ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ควรพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ครบถ้วน โดยจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริง แนวทางในการหาเงินเพื่อมาใช้จ่ายสำหรับนโยบายต่าง ๆ ความสามารถในการผลักดันนโยบาย รวมถึงบุคคลที่ทางพรรคกำหนดว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ว่า มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่ เพราะมิเช่นนั้น นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองหาเสียง จะกลายเป็นนโยบายเพ้อฝัน ที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
|