หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มด

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10866

การจากไปชั่วนิรันดร์ของมด (วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) สร้างความวังเวงให้ผมอย่างประหลาด คนในวัยขนาดผม แม้จะเศร้าสะเทือนใจกับความตายของเพื่อนที่นับถือและศรัทธามากที่สุดคนหนึ่งสักแค่ไหน ลึกลงไปจริงๆ แล้วก็ยอมรับได้เป็นธรรมดา เพราะสำนึกได้ดีแล้วว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากชีวิตไม่ได้

แต่การจากไปของมดคงเป็นอะไรมากกว่านั้น ไม่แต่เพียงบัดนี้ไม่มีเพื่อนที่สามารถให้คำปรึกษาที่น่าวางใจ และขอความช่วยเหลือได้เท่านั้น สำหรับผม การจากไปของมดเป็นเครื่องหมายบอกถึงการผ่านไปของยุคสมัยหนึ่ง

เช่นเดียวกับคนอื่นอีกมากในวัยเดียวกับมด เธอกลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่ยังอยู่มัธยมปลาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย คือ 14 ตุลา และเช่นเดียวกับนักศึกษาอีกมากในยุคนั้น มดใช้เวลาที่คณะรัฐศาสตร์ มธ.ในฐานะนักเคลื่อนไหวในหมู่กรรมกร จนกระทั่ง 6 ตุลา บีบคั้นมดและคนหนุ่มสาวอีกมากให้ต้องหนีเข้าป่า

ผมไม่ทราบว่ามดศรัทธาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมากน้อยเพียงใด แต่ก็เหมือนหนุ่มสาวอีกมากที่ตัดสินใจกลับเข้าเมืองในต้นทศวรรษ 2550 เมื่อสังคมไทยเปิดโอกาสให้แก่พวกเขา ต่างพลิกผันชีวิตตนเองไปอย่างหลากหลาย ตามแต่ครรลองแห่งชีวิตของแต่ละคนจะนำไป

หลังจากทำงานประกอบอาชีพหลายอย่างอยู่ไม่นาน มดก็ตัดสินใจเดินตามครรลองที่เธอเชื่อมั่นตลอดมา นั่นก็คือต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของคนเล็กๆ จะตรงหรือไม่ตรงกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่นี่คือพลังที่ผลักดันมดนับแต่นั้นมาจนวันที่เธอสิ้นลม เท่าที่ผมรู้จักมด ผมคิดว่าอุปนิสัยรักความเป็นธรรมอย่างกล้าหาญเช่นนี้ มีส่วนในการนำเธอไปสู่พรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าอุดมการณ์อื่นใด

มดเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสิทธิเหนือทรัพยากรของชาวบ้านไว้ในมือของชาวบ้านต่อไป หรืออย่างน้อยชาวบ้านก็ต้องมีอำนาจต่อรองในการจัดการทรัพยากรซึ่งครั้งหนึ่งเป็นของเขามากขึ้น บนเส้นทางวิบากนี้มดต้องเผชิญกับคดีนับไม่ถ้วน ซึ่งรัฐวิสาหกิจ, หน่วยงานราชการ และนักการเมืองใช้อำนาจอิทธิพลของตนหมุนกระบวนการยุติธรรมให้เคลื่อนไปบดขยี้ หรือขัดขวาง การทำงานและชีวิตของมด ถูกข่มขู่คุกคามต่างๆ นานา และถูกประณามหยามเหยียดจากสื่อซึ่งรับใช้อำนาจอยุติธรรมหลายครั้ง

แต่มดก็ดำเนินงานของมดไปเรื่อยๆ อย่างสุขุมเยือกเย็นและอย่างอาจหาญ เพื่อความยุติธรรมอันเป็นสิ่งที่มดย้ำคุณค่าอยู่เสมอ รวมทั้งในปาฐกถาโกมล คีมทอง อันลือลั่นของเธอ

หลายคนเรียกมดว่าเอ็นจีโอ แต่ผมไม่เคยนึกว่ามดเป็นเอ็นจีโอเลย อย่างน้อยไม่ใช่ในภาษาไทย เพราะมดไม่ได้มี "อาชีพ" เป็นเอ็นจีโอ ไม่มีโครงการสำหรับขอเงินองค์กรใดไม่ว่าไทยหรือเทศ แต่มดเป็นอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่มัธยมปลาย นั่นคือเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม อันเป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยมีคนทำมากนักในเมืองไทยหลัง 6 ตุลาเป็นต้นมา และสักวันหนึ่งคงเป็นที่น่ารังเกียจแก่กลุ่มอำนาจยิ่งกว่าเอ็นจีโอเสียอีก

เพราะความอยุติธรรมในสังคมใดๆ ก็ตาม ดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจอันฉ้อฉล นักเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อความยุติธรรม จึงไม่หวั่นไหวที่จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจ ในขณะที่เอ็นจีโอมุ่งความสำเร็จตามโครงการที่ได้รับการอุดหนุน จึงมักจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอำนาจ หรือซ้ำร้ายบางกรณีก็ไกล่เกลี่ยกับอำนาจนั้นเสียอีก

ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามดเป็นตัวแทนของ "ยุคสมัย"

ยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวกล้ามองไปถึงดวงดาว และทุ่มเทชีวิตของตัวเพื่อฝ่าฟันไปหยิบดวงดาวนั้นมาเป็นสมบัติของปวงชน ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะได้ครอบครองไว้เองในนามของปวงชน ระแวดระวังกับการไกล่เกลี่ยกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือปฏิปักษ์ จึงไม่ยอมหลงทางกับความสำเร็จเฉพาะหน้าแทนเป้าหมายในระยะยาว แม้ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปตามความจำเป็นของสถานการณ์ แต่ไม่มีวันทิ้งยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายหลักไปแต่อย่างใด

และยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายหลักของมดคือความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งขาดแคลนในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง

ในยุคสมัยปัจจุบัน และในสังคมที่คอยแนะให้ไกล่เกลี่ยกับอำนาจทุกชนิด อย่างน้อยก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ครรลองชีวิตของมดอาจฟังดูไร้เดียงสา และไม่นำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างใดที่ชัดเจน (ยกเว้นแต่ได้สัมผัสชาวบ้านซึ่งได้ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิตนเองแล้ว จึงจะพบว่าคนเหล่านั้นไม่สามารถกลับไปเป็นชาวบ้านจ๋องๆ ได้อีกตลอดไป)

คนรุ่นมดอีกมากที่แปรเปลี่ยนชีวิตจิตใจของตัวไปอยู่ฝ่ายอำนาจที่ไม่เป็นธรรมเต็มตัว อีกมากไม่ได้แปรเปลี่ยนชีวิตจิตใจถึงเพียงนั้น แต่ก็ยอมรับว่าอ่อนแอเกินกว่าจะทำอะไรได้มากไปกว่าเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด อีกมากยังไขว่คว้าหาดวงดาวอยู่เหมือนเดิม แต่เพื่อครอบครองไว้เอง

อุดมคติกำลังกลับไปเหมือนสมัยที่ผมยังหนุ่ม คือกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ผู้คนคิดว่าเขาไม่อาจครอบครองได้

สิ้นมด ก็สิ้นยุคสมัยของการตามหาดวงดาวเพื่อคนอื่น ไม่ว่าของคนหนุ่มสาว, วัยกลางคน หรือคนมีอายุ แม้ว่าในความเป็นจริง ยังอาจมีคนอย่างมดหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย แต่เขาไม่เป็นที่รู้จักเหมือนมด สิ้นมดจึงคล้ายกับว่ายุคสมัยนั้นได้ผ่านเลยไปแล้ว

ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาเพื่อคนอื่นโดยตลอดจบสิ้นลงแล้ว จะเหลืออะไรไว้บนแผ่นดินนี้หรือไม่ ก็ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเธออีกต่อไป เพียงแต่ว่าแผ่นดินนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้า ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนจะสำนึกได้หรือไม่ว่า เมื่อมดจากไป พวกเราที่ยังเหลืออยู่ จะทำอย่างไร เพื่อให้สิ่งดีๆ ที่มดได้ทำไว้มีโอกาสขยายวงกว้างขึ้นและสถิตสถาพรตลอดไปบนแผ่นดินของเรา

หน้า 6


จดหมายสื่อข้ามภพ ถึงมด - วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

โดย ประสาร มฤคพิทักษ์  มติชนรายวัน  วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10869

ถึงมด นักรบผู้กล้าหาญแห่งปากมูล

พุธ 12 ธันวาคม 2550 เวลา 17.00 น. ณ วัดวชิรธรรมสาธิต เป็นวันเสาร์ที่ร่างของมด - วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เปลี่ยนเป็นเถ้าธุลี

ความจริงมีนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะพากันไปเยี่ยมมดที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2550 เวลา 15.30 น. หมายจะบอกเล่าให้มดฟังว่า หนึ่งในเนื้องานที่มดต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลกร่วมกับสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลนั้น คลี่คลายทางบวกไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ช้าไปจึงขอบอกกล่าวผ่านสื่อไปถึงจิตวิญญาณอันผุดผ่องของมด ณ สัมปรายภพ

แม้อยู่ในสภาพที่ทนทุกข์กับมะเร็งร้ายตลอดสองปี แต่รู้ว่ามดติดตามการต่อสู้ของพี่น้องไทบ้านปากมูลตลอดมา

การยืนหยัดสู้ของสมัชชาคนจนที่มดเข้าเป็นพลังร่วมอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับชาวบ้านทำให้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จำต้องผ่อนปรนโดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 มิถุนายน 2547 ให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และกำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำเป็นเวลา 4 เดือน ในระหว่างพฤษภาคมถึงสิงหาคมในช่วงที่ปลาจากลำน้ำโขงอพยพเข้าสู่ลำน้ำมูล เพื่อเกื้อกูลให้แก่วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ของประชาชนริมฝั่งน้ำมูล ที่สืบเนื่องกันมานานดังจะเห็นได้จากภาพเขียนโบราณรูปปลา และเครื่องมือจับปลา ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี บริเวณผนังหินที่ผาแต้มนั่นเอง

ปี 2547-2549 การปิดเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลดำเนินไปตามมติ ครม.ทำให้ชาวบ้านริมฝั่งน้ำมูล ได้หาอยู่หากินกับอาชีพประมงพื้นบ้านตามควรแก่อัตภาพ

กล่าวคือเมื่อถึงฤดูจับปลา ญาติมิตรลูกหลานที่ไปหากินกันต่างถิ่นได้กลับมาสู่ลุ่มน้ำมูล จับปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ หล่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวและสามารถเอื้อเฟื้อเฟือฟายซึ่งกันและกันแบบ "ข้าวแลกปลา ปลาแลกข้าว" นำความอบอุ่นคืนสู่ชุมชนแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม

มาเมื่อปี 2550 นี้เองที่คนกลุ่มหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ กฟผ.บางคน เอารายชื่อจากชาวบ้านโดยบอกว่าจะให้โคไปเลี้ยงบ้าง จะให้เข้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงบ้าง จะแจกพันธุ์พืชแจกพันธุ์ปลาบ้าง ได้ชื่อชาวบ้านมากว่า 20,000 คน แถมจัดตั้งชาวบ้านไปชุมนุมกันที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 5 เมษายน 2550 แล้วบอกว่าประชาชนเรียกร้องให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล

เรื่องดังกล่าวเข้าสู่ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ผลักดันเข้าสู่คณะรัฐมนตรีจนเป็นมติ ครม. เมื่อ 12 มิถุนายน 2550 "ให้รักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนไว้ที่ 106-108 เมตร/ระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อการชลประทาน" ซึ่งในความเป็นจริงไม่คุ้มค่า จ่ายน้ำได้ไม่ถึง 10% เพราะคลองชลประทานอยู่ในระดับต่ำกว่าท้องนา ชาวนาอยากได้น้ำต้องไปซื้อปั๊มสูบน้ำมาใช้ และผู้ใช้น้ำยังถูกชลประทานเรียกเก็บเงินค่าน้ำอีก

มติดังกล่าวเกิดผลตรงทำให้ต้องปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการหาอยู่หากินของชาวบ้านที่เตรียมหาปลาตามกำหนดเปิดประตูเขื่อนระหว่างพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งมีมติ ครม. 5 มิถุนายน 2547 รองรับไว้แล้ว และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวรับรองการเปิดประตูเขื่อนไว้ถึง 2 ครั้งต่อเนื่องกันเมื่อ 23 เมษายน 2550 และ 15 มิถุนายน 2550

พลังการต่อสู้ของชาวไทบ้านปากมูลจำเป็นต้องรวมตัวกันอีกเพื่อยืนยันสิทธิของชุมชนตามมติ ครม. 8 มิถุนายน 2547 ที่กำหนดไว้ ตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นมา พี่น้องปากมูลและสมัชชาคนจนได้เกาะกลุ่มกันอย่างสันติ และใช้เหตุผลพากเพียร เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรี พบรองนายกรัฐมนตรี พบ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี พบผู้อำนวยการ ศจพ. พบกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบกรรมาธิการเขื่อนปากมูลของ สนช. ฯลฯ อำนาจอันเกี่ยวเนื่องกับเขื่อนปากมูลอยู่ที่ไหน ก็ไปที่นั่น

จนในที่สุด นายสุธี มากบุญ ผวจ.อุบลราชธานี ร่วมกับ กฟผ.ได้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2550 แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนดำรงอยู่ เพราะในวันนั้น ผวจ.สุธี มากบุญ ให้สัมภาษณ์ว่า การเปิดปิดเขื่อนปากมูล จะให้เป็นไปตามธรรมชาติตามระดับน้ำมากน้อยในแต่ละช่วงเวลา

การเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีบัญชาให้คณะกรรมการเขื่อนปากมูล อันมี ผวจ.อุบลราชธานีเป็นประธาน เป็นชุดที่มีอำนาจในการบริหารจัดการเปิดปิดประตูเขื่อนปากมูล ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นบุคคลที่อยู่กับพื้นที่ โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

อยากจะสื่อสารให้มดรู้ว่าโชคดีที่จังหวัดอุบลราชธานีมีนายชวน ศิรินันท์พร มารับตำแหน่งเป็น ผวจ. เมื่อ 1 ตุลาคม 2550 เป็นบุคคลที่เปิดใจรับฟัง และมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาในขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ได้ผู้ว่าการคนใหม่ ชื่อนายสมบัติ ศานติจารี ผู้ซึ่งมีความปรารถนาจะ "ค้าไฟ" มากกว่า "ค้าความ" และเป็นคนให้ความสำคัญกับชุมชนมากพอสมควร จึงเปิดทางให้แก่การสนทนากันอย่างมีไมตรี

อังคารที่ 4 ธันวาคม 2550 เวลา 09.15-11.45 น. ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จึงเกิดการหารือสามฝ่าย อย่างฉันมิตร ระหว่างนายชวน ศิรินันท์พร ผวจ.อุบลราชธานี นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการ กฟผ. และพี่น้องปากมูล เช่น พ่อสมเกียรติ พ้นภัย พ่อทองเจริญ รวมทั้ง นันทโชติ (ปุ๋ย) แห่งสมัชชาคนจน และผู้เขียนเข้าร่วมหารือ ได้ข้อยุติสำคัญยิ่ง 3 ประการ

1.มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่เป็นกรรมการบริหารเขื่อนปากมูลบางคน อันเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ ทำให้ลดเงื่อนไขการเผชิญหน้า เปิดทางให้แก่การคุยกันอย่างเปิดใจ ที่มุ่งไปสู่การแก้ปัญหามากกว่าการเอาชนะคะคาน

2.การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล แทนที่จะเปิดโดยไม่รู้กำหนดว่าเป็นวันไหน ซึ่งทำให้ชาวประมงพื้นบ้าน รอวันคืนอย่างไร้ความหวัง เปลี่ยนเป็นการมีกรอบเวลาคือการเปิดประตูระบายน้ำในระหว่าง 1-31 พฤษภาคม จะเปิดวันไหนก็ได้ แต่ให้เปิดต่อเนื่องไปเป็นเวลา 4 เดือน

3.การฟื้นฟูอาชีพและวิถีชีวิตผู้คนริมน้ำมูล เป็นเรื่องที่คณะกรรมการจะได้หารือกันต่อไป

อยากจะสื่อสารให้มดรู้ว่านี่คือกรอบความเข้าใจที่ยอมรับกันได้ทั้งสามฝ่าย นับว่าเป็นการตั้งหลัก ที่เอาความปรารถนาดีต่อกันและกัน เป็นตัวตั้ง น้อมนำไปสู่การหารือกันอย่างมีไมตรีจิต บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน โดยปราศจากมิติเชิงอำนาจ

ใครก็คงประกันไม่ได้ว่า อนาคตข้างหน้าจะราบรื่นสวยหรู หากแต่สัมผัสได้ว่าปัญหาเขื่อนปากมูล ที่มดออกเหงื่อออกแรงจนล้มป่วยนั้นคลี่คลายลงไปในทิศทางที่น่าพึงใจในระดับหนึ่ง อย่างที่มดเข้าใจดีอยู่แล้วว่า "การกระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ ผลสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน"

นี่อาจจะเป็นของขวัญอย่างหนึ่ง ที่มดควรรับรู้ เพราะเป็นเนื้องานอันแยกไม่ออกจากการทุ่มเทสุดชีวิตของมดในระยะ 17 ปีที่ผ่านมา

เมื่อมดสิ้นลม ใครๆ ก็เห็นว่ามดเป็นนักรบผู้กล้าของคนยากคนจนที่ไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน ความปักใจมั่นยืนข้างคนจน คือจิตวิญญาณอันสูงค่าควรคารวะยิ่งนัก

สารพัดคำครหาว่ามดรับเงินต่างชาติ ว่ามดเป็นเมียน้อยของคนนั้นคนนี้ล้วนมาจากจิตสกปรกที่มุ่งทำลายมด และหวังแยกมดออกจากชาวบ้าน แต่ไม่สำเร็จ

แทนเหรียญตราที่ควรได้ กลับเป็นคดีความติดตัวที่มดตกเป็นจำเลยร่วมกับชาวบ้านราว 10 คดี

การเปิดประตูเขื่อนปากมูลเป็นผลงานสำคัญยิ่งที่มดร่วมกับชาวบ้านต่อสู้อย่างเป็นผล แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ การสร้างนักรบของประชาชน อีกนับร้อยคน ที่สามารถยืดอกขึ้นโต้แย้งอย่างห้าวหาญกับบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี ลงไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้ภาคประชาสังคมของคนจนมีพลังเข้มแข็งขึ้นมาอย่างมีนัยยะสำคัญของขบวนประชาชน

นี่ต่างหากคือเนื้อนาบุญของภาคประชาชน ที่มดสรรสร้างไว้ด้วยแรงกายและแรงใจของตนจนสิ้นลมอย่างสงบ

หน้า 6