หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ด้านมืดของนโยบาย

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2550

วันชี้ชะตาการเมืองไทยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลายคนคงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเข้าคูหากาให้ใคร บางคนก็ยังลังเลอยู่ อยากเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยตัดสินใจเอาตอนใกล้ลงคะแนน หรือไม่ก็ไปว่ากันในคูหาเลยก็มี

การเลือกตั้งคราวนี้อาจจะมีสีสันแตกต่างจากการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมาบ้าง แต่หากมองกันในเนื้อหาสาระแล้ว แทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย ผู้สมัครเด่นๆ ส่วนใหญ่ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี หากได้รับเลือกเข้ามาคงไม่แคล้วทำตัวเหมือนเดิม เมื่อเป็นแบบนี้จะเลือกใครกันดี?

ถ้าไม่ได้รักใครชอบใครแบบหัวปักหัวปำไม่ลืมหูลืมตา ก็พอจะมีวิธีช่วยตัดสินใจอยู่หลายวิธีด้วยกัน วิธีหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ก็ คือ การวิเคราะห์ด้านมืดของนโยบายว่าหากเอานโยบายเหล่านั้นมาใช้จริงๆ แล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรบ้าง

พรรคการเมืองทุกพรรคมีนโยบายของตัวเอง แต่ละพรรคต่างก็พยายามจูงใจให้ประชาชนเชื่อว่า นโยบายของตัวเอง เป็นนโยบายที่ดี มีประโยชน์ต่อตัวของผู้ลงคะแนนและบ้านเมือง เอาแต่ด้านสว่างของตัวเองมาพูด ราวกับว่านโยบายเหล่านี้เป็นของฟรี ไม่มีผลกระทบด้านลบ หรือถ้ามีก็ไม่มากนัก

คิดไปแล้วก็น่าตลกดีเหมือนกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ของฟรีไม่มีในโลก นโยบายทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นนโยบายเล็กใหญ่ ก็มีต้นทุนทั้งนั้น ทุกพรรครู้เรื่องนี้ดีแต่คงกลัวว่าถ้าเอาต้นทุนมาโชว์แล้วจะเป็นการฆ่าตัดตอนตัวเอง ต้นทุนจึงกลายเป็นด้านมืดของนโยบายที่คนไทยไม่ค่อยมีโอกาสจะได้รับรู้กัน

นโยบายแต่ละเรื่องมีคนได้คนเสียต่างกัน สมมติว่าพรรคการเมืองหนึ่งชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา ยกระดับมาตรฐานการศึกษาในมหาวิทยาลัยของเราให้เท่าเทียมกันประเทศที่พัฒนาแล้ว คนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือลูกหลานเยาวชนไทย ถ้าเป็นพรรคมีเครดิตดี สัญญาอะไรไว้แล้วทำตามสัญญาเสมอ มีแผนการปฏิรูปชัดเจน คนที่มีลูกหลานอยู่ในวัยกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยคงปรบมือชื่นชม พร้อมให้การสนับสนุน

แน่นอน นโยบายแบบนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เพราะไหนจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ในมหาวิทยาลัยให้พร้อม ปรับโครงสร้างเงินเดือนเพื่อจูงใจให้คนเก่งเข้ามา จัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการวิจัย และการพัฒนาการสอน และค่าใช้จ่ายยิบย่อยอีกสารพัด

หากพรรคการเมืองนี้ใจถึงหวังดีต่อชาติบ้านเมืองจริงๆ ก็น่าจะเอาเอกสารการศึกษาผลกระทบของนโยบายนั้น ออกเผยแพร่ แจกแจงรายละเอียดออกมาให้ชัดเจนว่าจะต้องใช้เงินทั้งหมดสักเท่าไร ระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณกี่ปี แล้วเงินก้อนนี้จะเอามาจากไหน ใครบ้างที่ต้องรับภาระ ภาระนั้นมาน้อยแค่ไหน ระยะเวลาเท่าไร ไม่ใช่อ้างพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าคณะทำงานของพรรคได้ "ศึกษา" กันมาแล้ว ครั้นจะอ้างว่าพิมพ์ไม่ทันก็ยิ่งน่าตลกเข้าไปใหญ่ ถ้าตั้งใจกันจริงๆ เอาไปแปะไว้บนเวบไซต์ของพรรคก็ได้ เดี๋ยวคนเขาก็ดาวน์โหลดไปอ่านกันเอง

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าคนไทยเลือกไม่เป็น เลือกพรรคไหนมาเป็นรัฐบาลก็มีปัญหาทุกที ในความเห็นส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า คนไทยเลือกเป็น แต่คนไทยไม่เคยมีข้อมูลมากพอที่จะเลือก เมื่อขาดโอกาสรับรู้ข้อมูลทั้งด้านมืด และด้านสว่างของนโยบายต่างๆ อย่างครบถ้วน ก็เลยไม่รู้จะชั่งน้ำหนักยังไง สุดท้ายก็เลยเลือกตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือ

การหมกเม็ดด้านมืดของนโยบายนี้มีผลทางจิตวิทยาในระยะยาว การเมืองซึ่งเต็มไปด้วยสัญญิงสัญญา ว่าจะให้ไม่ต่างอะไรกับการสอนให้คนเอาแต่แบมือขอ มีอะไรก็เรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐ ยิ่งนานวันเข้า ภาระทางการคลังของบ้านเมืองก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น กดดันให้รัฐต้องหารายได้หรือไม่ก็ลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น หรืออาจต้องทำสองอย่างไปพร้อมกัน

หากมองด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ จะเลือกวิธีไหนก็เหมือนกัน เพราะเป็นการดึงเอาทรัพยากรจากคนกลุ่มหนึ่ง ไปเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มอื่น เงินทองซึ่งหามาได้และควรจะเป็นของเรากลับต้องโดนหักไปเป็นภาษีมากกว่าเดิม เพราะพรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลต้องการจะเอาเงินไปใช้ช่วยคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ถ้าช่วยแล้วสังคมดีขึ้นเศรษฐกิจเข้มแข็ง รายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้นจนชดเชยกับภาระภาษีก็แล้วไป หากไม่เป็นเช่นนั้น พฤติกรรมของพรรคการเมืองก็ไม่ต่างอะไรกับการปล้นกันหน้าด้านๆ การกระทำแบบนี้ขัดกับหลักการของประชาธิปไตย ที่ต้องปกป้องสิทธิส่วนบุคคล ทำไปทำมา กระบวนการประชาธิปไตย กลายเป็นตัวทำลายความเป็นประชาธิปไตยไปเสียเอง

หากหวังจะให้ประชาชนเลือกอย่างชาญฉลาดก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความฉลาดของตัวเอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่ทันแล้ว หวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ ลองนึกดูว่าถ้าพรรคการเมืองทั้งหลายออกมาโต้เถียงกันโดยยึดเอาหลักวิชา มีการนำข้อมูลมาหักล้างกัน คงจะประเทืองปัญญาดีพิลึก

ตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้หนีไม่พ้น สื่อมวลชน องค์กรอิสระ และวงการวิชาการ ร่วมผนึกกำลังกันผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง คอยตรวจสอบกำกับไม่ให้พรรคไหนลักไก่เอาตัวเลขยกเมฆมาหลอกกัน อะไรจริงอะไรเท็จเอาออกมาตีแผ่กันให้จะๆ ตรงไหนคลุมเครือก็คอยตามชี้จนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ เอาแสงสว่างส่องไปที่ด้านมืดกันบ้าง การเมืองไทยจะได้สดใสเสียที