หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทุนนิยมที่มีหัวใจ ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3955 (3155)

การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยม กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน เพราะจากอดีตจะเห็นว่าวัฏจักรของทุนนิยมคือเมื่อพัฒนาถึงจุดหนึ่งเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู จากนั้นก็นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระยะหลังๆ จึงเริ่มมีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และควรมีระบบเศรษฐกิจแบบอื่นอีกไหม ที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ในการบรรยายของ นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ "ทุนนิยมที่มีหัวใจ : ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา" เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงความเป็นมาเป็นไปของระบบทุนนิยม และทางออกที่ควรจะเป็นภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นอยู่ เพียงแค่เติม "หัวใจ" เข้าไปเพื่อให้มองเห็นองค์ประกอบ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจเข้าไปด้วย ก็ช่วยให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

โดยก่อนจะใส่ "หัวใจ" ให้กับระบบทุนนิยมคงต้องเริ่มต้นที่ปรัชญา แนวคิดระบบทุนนิยมตามแนวคิดกระแสหลักก่อน ที่มีความเชื่อใน ระบบตลาด มีเงื่อนไขที่สำคัญคือ ระบบตลาด มีการแข่งขันเสรี มีผู้เล่นทั่วไปคือผู้ประกอบการรายย่อย และลูกจ้าง

ไม่ใช่นายทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้ระบบตลาดเสรีสามารถสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการ จัดสรรทรัพยากร และผลลัพธ์สูงสุดเกิดจากการตัดสินใจของผู้เล่นหลายคนที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก หรือ "มือที่มองไม่เห็น"

แนวคิดกระแสหลักดังกล่าวทำให้เชื่อว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ ( GDP) วัด "สุขภาพสังคมได้" ประโยชน์จากทุนนิยมเสรีจะไหลลงสู่คนทุกระดับชั้นโดยที่รัฐไม่ต้องแทรกแซงตลาด และรัฐไม่ควรแตะ "ส่วนเกิน" ของรวย เพราะส่วนเกินเหล่านั้นมาจากการทำงานหนักซึ่งก่อให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชน์

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันความเจริญทางเศรษฐกิจ เพราะ "ความเป็นเจ้าของ" เท่านั้นที่จะมีแรงจูงใจในการผลิต และ "พื้นที่สาธารณะ" ที่ปราศจากเจ้าของจะไร้คนดูแล ดังนั้นรัฐจึงต้องตีกรอบและมอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและคุ้มครองกรรมสิทธิ์นั้นอย่างเคร่งครัด

ระบบทุนนิยมเชื่อด้วยว่า ทุกคนควรทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุด นักธุรกิจที่อยากช่วยเหลือภาคสังคม นอกเหนือจากเงินภาษีที่จ่ายรัฐ ก็ทำโดยผ่านกิจกรรม "สังคมสงเคราะห์" ต่างๆ เช่น การบริจาค เท่านั้นก็พอแล้ว และทุกภาคส่วนควรมุ่งเน้นการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเดียว เนื่องจากระบบตลาดเป็นระบบที่ดีที่สุด ในการสร้างประสิทธิภาพ รัฐจึงควรปล่อยให้ระบบตลาด ทำงานด้วยตัวกลไกของตลาด

ความเชื่อตามแนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเพียง "มายาคติ" ที่ไม่เป็นจริง

เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ เงินซื้อความสุขไม่ได้ ซื้อความ ปลอดภัยไม่ได้ GDP วัดความสุขของประชาชนไม่ได้ ความมั่งคั่งของ คนจำนวนมาก มาจากมรดกหรือการเก็งกำไร ไม่ใช่การทำงานหนัก ประสิทธิภาพ อย่างเดียวไม่อาจทำให้เกิดความยุติธรรมในสังคม และมี แนวโน้มสูงที่จะเกิด "ทุนนิยมสามานย์" ที่มีลักษณะเป็นทุนนิยมผูกขาด และทุนนิยมพวกพ้อง หากรัฐไม่ควบคุมตลาดอย่างแข็งขันและเป็นอิสระ อย่างแท้จริงจากภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ แท้จริงแล้วคนจำนวนมากไม่ได้สร้างสรรค์เพื่อเงิน แต่เพื่อ แบ่งปันให้กับผู้อื่น ขณะที่ระบบลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดคุ้มครองผู้สร้างมากเกินไป และนำไปสู่การผูกขาดความรู้ ต่อยอดไม่ได้ และในหลายกรณีความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจหน้าเลือดและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ คือสาเหตุที่พื้นที่สาธารณะทรุดโทรม

และยังพบว่า "สังคมสงเคราะห์" ไม่สามารถใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีที่ดินทำกิน ไร้การศึกษา ฯลฯ

สฤณีชี้ให้เห็นว่า มายาคติของทุนนิยมกระแสหลัก ทำให้เห็นถึงความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน สะท้อนได้จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่ไม่เท่ากันของโลก และปัญหาโลกร้อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

แล้วระบบเศรษฐกิจแบบใดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยลง และทำให้เศรษฐกิจยั่งยืน โดยลักษณะของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สฤณีระบุว่า ต้องมี 3 ลักษณะที่สำคัญ คือ 1.เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรอย่าง "เป็นธรรม" มิฉะนั้นผู้ยากไร้ที่ปราศจากกำลังซื้อ และไม่มีสิทธิมีเสียงในระบอบการเมืองจะยิ่งเดือนร้อนขึ้นเรื่อยๆ

2.ต้องยอมรับว่าทรัพยากรมีวันหมด และปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจ เช่น ทุนธรรมชาติ คอร์รัปชั่น ฯลฯ ว่าเป็น "ต้นทุน" ราคาแพง มิฉะนั้นสมดุลสังคมจะเสื่อมลงเรื่อยๆ และในที่สุดโลกก็จะรองรับความต้องการ ของมนุษย์ไม่ได้

และ 3.ต้องเป็นระบบที่รองรับความหลากหลายของวัฒนธรรม ค่านิยม และวิถีชีวิตของคนในแต่ละท้องถิ่นได้ มิฉะนั้นความตึงเครียดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง

ลักษณะของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนดังกล่าว สฤณีฟันธงว่า ไม่ใช่ระบบทุนนิยมกระแสหลักในปัจจุบัน ดังนั้นจำเป็นต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่แห่งการร่วมมือกัน หรือ "ทุนนิยมที่มีหัวใจ" เป็นกระบวนการที่พัฒนาจากทุนนิยมเสรีเทียมสู่ "ทุนนิยมสร้างสรรค์" ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีความเป็นธรรมในสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การจะไปถึงกระบวนทัศน์ใหม่ หรือทุนนิยมที่มีหัวใจ เพื่อแก้ปัญหา ทางสังคมให้เกิดผลจริง จำเป็นต้องประสานจุดแข็งของทุกภาค ส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ ชุมชน เอ็นจีโอ และประชาชน โดยสฤณีให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจ ชุมชน เอ็นจีโอ และประชาชน จะต้องประสานกัน เพราะจะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ภาครัฐ ซึ่งเชื่อว่าปรับกระบวนทัศน์ใหม่ยากสุด เปลี่ยนตามเสียงส่วนใหญ่ ของภาคประชาสังคม

ตัวอย่างของการนำกระบวนทัศน์ใหม่เข้ามาดำเนินการ ในธุรกิจ เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ corporate social responsibility (CSR) และการเติบโตของการลงทุนเพื่อสังคม (socially responsible investion : SRI)

แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการลงทุนทางสังคม เช่น กรณี SRI ในต่างประเทศเริ่มมีแนวคิดจัดตั้งกองทุนการลงทุนเพื่อสังคม โดยจะกำหนดกรอบว่าจะลงทุนในธุรกิจใดที่ ส่งเสริมหรือสนับสนุนสังคม และจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม เช่น ไม่ลงทุนในธุรกิจแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ เริ่มมีแนวคิดจัดตั้งกองทุน "Patien Capital" ซึ่งสฤณี เรียกว่า กองทุนอดทน เพราะการลงทุนในสังคมช่วงแรก อาจต้องยอม ขาดทุน 50% และยอมรับผลตอบแทน 10% จากกองทุนปกติ อาจยอมรับขาดทุนช่วงแรกเพียง 10% และยอมรับผลตอบแทน 30% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนทัศน์ใหม่เพื่อนำไปสู่ทุนนิยมที่มีหัวใจ สฤณีเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวแม้จะดูยากลำบาก สำหรับภาคธุรกิจ แต่ก็เกิดขึ้นได้จริง และแนวคิดดังกล่าวเริ่มมีการดำเนินการในสหรัฐ และยุโรปบ้างแล้ว เพราะแนวทางดังกล่าวอยู่ในเงื่อนไขที่ธุรกิจอยู่ได้ ก่อนแล้วมอบคุณค่าให้กับสังคมตอบแทนกลับคืนด้วย จะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน

"ทุนนิยมที่มีหัวใจจะเอาความยั่งยืนเป็นตัวตั้ง ซึ่งจะไม่ขัดกับทุนนิยม ที่คุ้นเคย คือได้ทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน"

สำหรับกรณีของประเทศไทย สฤณียอมรับว่า ทุนนิยมที่มีหัวใจเกิดขึ้นยาก เพราะแม้แต่เรื่อง CSR บริษัทส่วนใหญ่ของไทยที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะคิดทำเมื่อมีกำไร และเน้นประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ไม่ได้นำไปเป็น ส่วนหนึ่งของการทำแผนธุรกิจตั้งแต่ต้นเพื่อดูแลสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีการดำเนินการเช่นกัน

ที่สำคัญทุนนิยมในไทยยังไม่ก้าวไปถึงทุนนิยมเสรีตามแนวคิดกระแสหลักด้วยซ้ำไป ยังเป็น "ทุนนิยมสามานย์" อยู่ สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจการเมืองยังเฟื่องฟู โครงสร้างศักดินาหรืออำนาจนิยมยังอยู่ กฎหมายป้องกันการผูกขาดไม่มีผล และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค สังคมยังใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ

ท้ายที่สุดทุนนิยมที่มีหัวใจจะเป็นทางเลือกในการพัฒนาได้จริงหรือไม่ อุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ไข คือ "วิธีคิด" เพราะธุรกิจส่วนใหญ่จะคิดถึงการแสวงหากำไรสูงสุด และก่อนการทำอะไรเพื่อสังคมมักจะกลัวว่าผลตอบแทน หรือกำไรจะแย่ลง เพราะการสร้างมูลค่าให้สังคม หรือช่วยเหลือสังคมไม่สามารถประเมิน หรือตีค่าเป็นตัวเลข ให้ธุรกิจคิดคำนวณรายได้ ค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดหนึ่งที่มีความพยายามประเมินมูลค่าทางสังคมเป็นตัวเลขที่วัดได้

แม้ทุนนิยมที่มีหัวใจจะมีข้อจำกัดและอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สฤณีมั่นใจว่าเมื่อมีแนวคิดใหม่ๆ ที่สร้างแรงจูงใจ มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้แรงจูงใจเป็นได้จริง และมีสถาบันใหม่ๆ ที่ใช้แนวคิดและเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ หรือทุนนิยมที่มีหัวใจได้

หน้า 2