|
||||||||||||||
|
นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐใหม่
เน้นขับเคลื่อนการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
หนึ่งหทัย อินทขันตี กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2550 หลังจากประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 มาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจไทย กลายเป็นปัญหาที่ตามหลอกหลอนคนไทยไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะหลังจากที่ประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้คนไทยทุกคนเฝ้าจับตาทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป อย่างใกล้ชิดว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" ได้โอกาสสัมภาษณ์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในทีมบริหารนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาก่อน ถึงทรรศนะต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไป รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ดร.กอบศักดิ์ เล่าว่า ปัจจัยสำคัญของภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไป มีเงื่อนไขหลัก คือ ปัจจัยการเมือง ที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าหลังการเลือกตั้งในสิ้นปีนี้แล้ว สถานการณ์การเมืองไทยจะนิ่งขึ้นหรือไม่ "เพราะหัวใจหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ที่การลงทุน ซึ่งรัฐบาลควรเร่งให้เกิดการลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา หากรัฐบาลไม่สามารถตกลงแนวนโยบายได้ หรือเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศ" การเร่งให้เกิดการลงทุนของรัฐบาล และเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า และเป็นปีที่รัฐบาลจะเริ่มต้นบริหารเศรษฐกิจด้วยความยากลำบาก เนื่องจากภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งในที่สุดจะกระทบกับการส่งออกของไทย ทำให้การส่งออก ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีผลกระทบทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าออกเร็ว กลายเป็นแรงกดดันค่าเงินบาท และกระทบกับการส่งออกด้วย ขณะเดียวกัน ปัญหาราคาน้ำมันก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะปรับราคาสูงขึ้นเป็นระยะเวลานานเท่าใด เพราะสาเหตุการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้ นอกจากจะมาจากอากาศหนาวในช่วงปลายปีแล้ว ยังมาจากการเก็งกำไรน้ำมัน ซึ่งมีสาเหตุจากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัญหาความขัดแย้ง ในประเทศที่มีแหล่งน้ำมัน ซึ่งหากมีความตึงเครียดมากขึ้น จะทำให้ปัญหาราคาน้ำมันสูงกลายเป็นปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้น แม้ราคาน้ำมันจะไม่ปรับขึ้นเป็นเวลานาน แต่การปรับขึ้นราคาสินค้าประเภทอื่นๆ ก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการเพิ่มต้นทุนสินค้า ทำให้การอุปโภคบริโภคในประเทศชะลอตัวไปอีก 1 ปี ซึ่งต้นทุนสินค้าที่เพิ่มนี้ มีผลทำให้คนในประเทศรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจแย่ขึ้น เพราะดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือ จำนวนเงินในกระเป๋าของคน ซึ่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งทำให้คนรู้สึกว่ามีเงินใช้น้อยลง "ต่อให้ราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นอีก ต้นทุนสินค้าอื่นก็ยังเพิ่มขึ้นทำให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะทำให้การอุปโภคบริโภคในปีหน้า ชะลอตัวไปอีกหนึ่งปี ทำให้ทั้งการส่งออก การบริโภคก็ไปไม่ได้ ส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐก็ลงไปเยอะแล้ว ทำให้ขยายเพิ่มได้ยากแล้ว สุดท้ายก็เลยเหลือแค่การลงทุนที่จะเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ" ดร.กอบศักดิ์ กล่าว จากปัญหาและความท้าทายของเศรษฐกิจตั้งท่ารออยู่มากมายในปีหน้า ทำให้ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในระยะต่อไป ซึ่งสัญญาจะดำเนินโครงการต่างๆ ไว้หลายโครงการในขณะนี้ จึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่า จะเร่งลงทุนในโครงการไหนก่อน เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ของภาครัฐก็มีหลายโครงการ ขณะที่เม็ดเงินที่จะใช้ในการดำเนินโครงการต่างๆ มีอยู่อย่างจำกัด ดร.กอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลมีสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวหลายโครงการ แต่หากพิจารณาจากความเป็นไปได้ ที่อายุของรัฐบาล อาจจะอยู่ไม่นานมากนัก และความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มีอยู่เยอะ ทำให้รัฐบาลหน้าต้องรีบแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นให้ได้ก่อน "เพราะถ้าแก้ไขปัญหาระยะสั้นยังไม่ได้ จะทำให้คนซึ่งมีความคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ไว้สูง จะรู้สึกแย่และรู้สึกว่ารัฐบาลสอบตก" การผลักดันให้เกิดการลงทุนนั้น ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน และนักลงทุนให้ได้ก่อน เนื่องจากปีที่ผ่านมา แม้ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง และมีการตัดสินที่จะดำเนินโครงการภาครัฐต่างๆ แต่การลงทุนกลับเดินไม่ได้ เพราะคนขาดความเชื่อมั่น ดังนั้นการเร่งลงทุนของรัฐบาลหน้า ต้องทำให้คนมีความเชื่อถือว่า รัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่สำคัญได้จริง นอกจากนี้หลังจากที่เริ่มขับเคลื่อนการลงทุนแล้ว รัฐบาลหน้าต้องสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการลงทุน และไม่สร้างปัญหาที่จะทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นอีก เช่น กรณีการออกพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจต่างด้าว จะต้องพิจารณาว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเร่งออกกฎหมายดังกล่าว ในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ส่วนการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ท้าทายที่ภาครัฐ ต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะเป็นมาตรการที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการดูแลค่าเงินกับผลกระทบข้างเคียงอื่นหากยกเลิกมาตรการ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน และมีปัญหาซับไพร์ม จนเกิดปัญหาที่คนเอาเงินทุนออกจากสหรัฐ ไปลงทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ไทยต้องพิจารณาว่าจะอยู่อย่างไรภายใต้เศรษฐกิจผันผวน ดร.กอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การมีมาตรการกันสำรอง 30% ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทย ในแง่ที่การส่งออกอ่อนไหวต่อค่าเงินมากทำให้รัฐบาลควรคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าของไทย มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินมากขึ้น หากรัฐบาลสามารถทำให้ภาคส่งออก มีความยืดหยุ่นกับค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น จะทำให้ความจำเป็นของมาตรการกันสำรอง 30% มีน้อยลง ขณะเดียวกัน การดูแลธุรกิจการค้าของไทย รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ด้วยการลดภาระการออกไปลงทุน และต้องเข้าใจการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ถูกต้องว่า จะต้องเลิกแข่งขันด้วยค่าแรงถูก และกระจายการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเป็นหลักในการผลิตไปให้ประเทศอื่นที่มีต้นทุนต่ำให้มากขึ้น และอุตสาหกรรมไทย ต้องให้ความสำคัญกับการผลิตที่สำคัญต่อธุรกิจไทยอย่างฮาร์ดดิสก์ หรือยานยนต์ ซึ่งขณะนี้ยังขาดแรงงานให้มากขึ้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่เอื้อให้ธุรกิจมีการปรับตัว นอกจากทิศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรคิดเรื่องการศึกษา การกระจายรายได้และการสร้างสาธารณูปโภค ให้มีสภาพแวดล้อมในการลงทุน ของเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม เพราะหากไม่มีการปูพื้นฐานสาธารณูปโภคที่ดี ก็จะทำให้มีข้อจำกัดในการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ดร.กอบศักดิ์ ยังกล่าวถึงทิศทางของตลาดทุนด้วยว่า ในภาวะที่การแข่งขันในตลาดเงินโลก มีความรุนแรงมากขึ้น มีการแย่งชิงบริษัทจดทะเบียน และมีการควบรวมตลาดหลักๆ ของโลก ตลาดทุนไทยต้องปรับตัว เพื่อให้มีความน่าสนใจที่จะทำให้บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น นอกเหนือจากการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนแล้ว ขณะนี้ยังหารือกันถึงทางออกที่เหมาะสมในการแปรรูปตลาดทุน และการรวมกลุ่มตลาดทุนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ไทย มีความน่าสนใจ และมีผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ มากขึ้น
|