|
||||||||||||||
|
ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า
แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ ยังคงไม่ทราบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 3 จะเป็นเท่าใด แต่เชื่อว่าคงจะขยายตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ที่ขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 4.3 และหากดูจากเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนตุลาคม ที่แบงก์ชาติแถลงเมื่อวันก่อน ก็พอสรุปได้ว่าเศรษฐกิจปีนี้ น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าร้อยละ 4.3 แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีเพียงใด ตอนนี้หลายสำนักได้เผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้า โดยมองในทิศทางเดียวกันว่า ปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ ถึงแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก - ราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้น และจะทรงตัวในระดับสูงต่อไป - ปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยให้กับผู้กู้ที่ด้อยคุณภาพ (sub prime) ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงกว่าปีนี้ เเละส่งผลต่อการส่งออกในปีหน้าที่จะไม่ดีเท่าปีนี้ด้วย นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ได้ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนของตัวเองมากขึ้น จากทั้งการลงทุนการบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ เหตุผลหลักที่ใช้สนับสนุนการคาดการณ์ดังกล่าวคือ การคาดหมายถึงผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และน่าจะส่งผลถึงแนวนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน การลงทุนขนาดใหญ่ที่จะขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น จะเป็นตัวจักรสำคัญให้เอกชนลงทุนตามโดยอาศัยปัจจัยเอื้อด้านลงทุนที่มีอยู่เดิมแล้ว อาทิเช่น ดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักรโรงงานที่ใช้งานเกือบเต็มกำลัง และวัฏจักรของเครื่องจักรส่วนใหญ่ที่ลงทุนไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 น่าจะถึงคราวได้ลงทุนเปลี่ยนกันใหม่ และโดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ซึ่งทำให้การนำเข้าสินค้าทุนราคาถูกลงมาก หากเงื่อนไขเหล่านี้เป็นไปในทิศทางดังกล่าวก็น่าเชื่อได้ว่า การคาดการณ์ดังกล่าวน่าจะถูกต้อง กระนั้นก็ตามวันนี้ผมขอทำตัวเป็นนักการธนาคารกลางที่ดีคือ ต้องมองโลกในแง่ดีและตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ข้อสงสัยที่อาจทำให้เศรษฐกิจในปีหน้า ไม่สามารถขยายตัวดังคาดที่สำคัญ เเละควรกล่าวถึง ได้แก่ (1) หากรัฐบาลใหม่ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ จนทำให้คาดว่าอาจอยู่บริหารประเทศเพียงระยะสั้นประเภท 6 เดือน หรือ 1 ปีแล้ว การคาดการณ์เรื่องความแน่นอนของนโยบายจากภาคเอกชนก็จะหมดไป เอกชนส่วนหนึ่งที่สามารถชะลอการลงทุนได้ ก็จะไม่กล้าลงทุนเพิ่มมากดังคาด ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวไม่ได้ดังคาดแล้ว ยังส่งผลต่อศักยภาพในการการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต และความสามารถในการแข่งขันด้วย (2) ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกมีมาก และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอมากกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าดูการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะของ IMF และ Consensus Forecast ซึ่งสำนักต่างๆ ใช้ในการประมาณการส่งออกในปีหน้าจะเห็นได้ว่า ยังมองเศรษฐกิจโลกไปในทางที่ดีโดยขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 4.8 ชะลอลงเล็กน้อยจากร้อยละ 5.2 ในปีนี้ ซึ่งอัตราดังกล่าวถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี และเป็นการขยายตัวที่ต่อเนื่องยาวนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐที่หลายฝ่ายคาดว่า จะมีปัญหานั้น IMF ก็ยังคาดการณ์ไว้ค่อนข้างดี โดยจะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.2 ในปีนี้ โดยกลุ่มยุโรป (EU) จะชะลอลงจากปีนี้เพียงเล็กน้อย ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีนจะยังเป็นพระเอกต่อไป เราเองอาจ ตั้งข้อสงสัยต่อการคาดการณ์เหล่านี้ว่าน่าเชื่อเพียงใด โดยเฉพาะภายใต้ราคาน้ำมันที่ยังทะยานสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ น่าจะสร้างแรงกดดันให้กับประเทศสหรัฐ ทำให้ไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้อีกมากนัก ขณะที่ปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำก็ยังมีเเนวโน้มยืดเยื้อ เเละไม่เเน่ว่าอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิต และสินเชื่อภาคอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่าค่อนข้างมาก และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน เเละทำให้ EU เสียดุลการค้ากับจีนเเละเอเชียอื่นๆ ซึ่งหากยืดเยื้อต่อไป จะสร้างเเรงกดดันเศรษฐกิจของ EU มากขึ้น ซึ่งที่เหลือพอที่จะพึ่งพิงได้คือ ภูมิภาคเอเชียด้วยกันเองซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะฝากผีฝากไข้ได้แค่ไหน เนื่องจากเอเชียเองก็ยังไม่มีโครงสร้างที่เข้มเเข็ง เเละพัฒนาพอที่จะรองรับการไหล่บ่าของเงินทุนเเละมรสุมจากความยุ่งเหยิงของตลาดการเงินโลก ที่คาดว่าจะยังคงหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ ประเด็นสำคัญคือ เราจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความไม่เเน่นอนดังกล่าวหากจะต้องเกิดขึ้นได้อย่างไร ความเสี่ยงข้อแรกเราอาจร่วมแรงร่วมใจกันขจัดให้น้อยลงได้ ถ้าเราได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพียงพอ เเละยิ่งได้รัฐบาลที่พร้อมที่จะทำความเข้าใจเเละยอมรับอิทธิพลของเศรษฐกิจเเละการเงินโลก เเละมุ่งเสริมสร้างให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น เเละมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีความเข้มเเข็งความเสี่ยงในข้อ 2 ก็น่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ ผมเองเชื่อว่า ปีหน้าเราคงยังมีหวัง แต่อยากให้มีความหวังแบบระมัดระวังไว้ด้วยครับ ** บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **
|