หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คลอง จักรยาน กัญชา กาสิโน โสเภณี (1)

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550

หลังจากเขียนบทความเรื่อง "สงครามชิงน้ำ" ซึ่งปรากฏในคอลัมน์นี้เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมฉวยโอกาสซึ่งรอมาเป็นเวลาแรมปี บินไปดูการทำสงครามต่อสู้กับน้ำของชาวเนเธอร์แลนด์ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พื้นที่จำนวนมากของประเทศเนเธอร์แลนด์ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และบางส่วนอยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะถูกน้ำท่วมทันทีเมื่อฝนตกหนัก หรือน้ำทะเลขึ้นถ้าไม่มีระบบคูคลอง ทำนบและพนังกั้นน้ำอย่างดีปกป้องพื้นที่เหล่านี้อยู่ ชาวเนเธอร์แลนด์มีความเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โครงการใหญ่อันเป็นเป้าหมายหลักของผมมีศูนย์กลางอยู่ที่ประตูกั้นน้ำชื่อ Maeslant Storm Surge Barrier ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการน้ำที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2540 ประตูกั้นน้ำขนาดมหึมาแห่งนี้ที่มีความสลับซับซ้อนสูงยิ่ง ถึงขั้นได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของโลก เนื่องจากเนเธอร์แลนด์มีสิ่งที่น่าสนใจเป็นจำนวนมากจึงยากแก่ผู้ไปเยือนที่จะไม่ถือโอกาสสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะในด้านความคล้ายและความต่างระหว่างบ้านเขากับเมืองเรา

กรุงเทพฯ ได้สมญาว่าเป็น "เวนิซตะวันออก" เพราะมีคูคลองจำนวนมากคล้ายเมืองเวนิซของอิตาลี แต่หากมองจากด้านการขุดคูคลองไว้สำหรับระบายน้ำและการคมนาคมกันแล้ว กรุงเทพฯ มีส่วนคล้ายกับอัมสเตอร์ดัมซึ่งเป็นเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์มากกว่าเวนิซ อย่างไรก็ตามในระยะหลังๆ ความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่องการใช้คูคลองของสองเมืองนี้เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัด นั่นคือ

ทุกครั้งที่มีการขยายเมืองเนื่องจากการขยายตัวของประชากร ชาวอัมสเตอร์ดัมยังขุดคลองเพิ่มขึ้นเป็นวงแหวนรอบเมือง และเป็นโครงข่ายเพื่อการระบายน้ำและการคมนาคม ส่วนชาวกรุงเทพฯ ดูจะละทิ้งภูมิปัญญาเก่าแก่อันสำคัญยิ่งนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันนี้อัมสเตอร์ดัมจึงมีคูคลองมากกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่าและไม่มีปัญหาน้ำท่วมหนักหนาสาหัสบ่อยๆ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ แม้จะตั้งอยู่บนพื้นที่ปริ่มน้ำเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ก็ตาม

สิ่งหนึ่งซึ่งชาวโลกยุคนี้แทบจะไม่มีใช้กันแล้ว แต่ชาวอัมสเตอร์ดัมและชาวเนเธอร์แลนด์โดยทั่วไปยังใช้กันอย่างกว้างขวางได้แก่ การขี่จักรยานเพื่อการเดินทางไปทำกิจประจำวัน ฉะนั้นทางจักรยานและที่จอดจักรยาน จึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่น้อยกว่าถนน และที่จอดรถยนต์สาธารณะ ในตัวเมืองอัมสเตอร์ดัมเองแม้จะดึกดื่นค่อนคืนก็ยังมีคนขี่จักรยานอยู่ทั่วไป ทำให้รถมอเตอร์ไซค์และรถแท็กซี่มีน้อยจนชนิดที่เรียกว่าหาทำยายากเลยทีเดียว

หากถามว่าชาวเนเธอร์แลนด์หลงยุคหรืออย่างไร จึงยังตั้งหน้าตั้งตาใช้จักรยานกันอย่างจริงจังทั้งที่ผู้คนในประเทศที่ยากจนกว่า เช่น เมืองไทย เปลี่ยนไปใช้มอเตอร์ไซค์และรถยนต์กันอย่างกว้างขวางแล้ว คงต้องตอบแบบฟันธงลงไปว่า ชาวเนเธอร์แลนด์มีความคิดก้าวหน้ากว่าชาวโลกเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม

จากมุมมองของการใช้ทรัพยากรจนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน การใช้จักรยานเป็นการประหยัดทรัพยากร พร้อมกับช่วยป้องกันภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ตอนนี้จึงมีการรณรงค์ในหลายส่วนของโลกให้นำจักรยานกลับมาใช้กันอีก นอกจากนั้นการใช้จักรยานยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว จริงอยู่การใช้จักรยานกันอย่างกว้างขวาง อาจทำให้รายได้ประชาชาติต่ำกว่าในกรณีที่มีการใช้มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ แต่รายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นในกรณีหลังนี้ ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขจอมปลอม เพราะมันไม่ชี้วัดคุณภาพของชีวิตที่ดีที่มันควรจะชี้วัด ขออธิบายสั้นๆ ดังนี้

ผู้ที่ใช้มอเตอร์ไซค์และรถยนต์แทนจักรยานเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น แต่พวกเขาขาดโอกาสออกกำลังกายทำให้มีปัญหาที่มากับความอ้วน จนเป็นอันตรายกันในอัตราสูง เช่นเดียวกับผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแนวอเมริกันกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ นั่นคือ โรคหัวใจ เบาหวานและความดันสูง

ยิ่งไปกว่านั้นการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงก่อให้เกิดควันพิษซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วไปในระยะยาว เมื่อการเจ็บไข้ได้ป่วยนำไปสู่การรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้นแทนที่จะถูกนำไปหักออกจากรายได้ประชาชาติ กลับนำไปเพิ่มทั้งที่มันเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับความเป็นทุกข์ ไม่ใช่เกี่ยวกับความสุข

ฉะนั้นการขี่จักรยานไปทำงานและกิจประจำวันแทนการขี่มอเตอร์ไซค์และการใช้รถยนต์จึงเป็นความก้าวหน้า ไม่ใช่ความล้าหลัง ยิ่งกว่านั้นขอฟันธงด้วยว่า การใช้จักรยานดังกล่าวอยู่ในกรอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่จะพาโลกไปสู่ยุคหลังวัตถุนิยมอันเป็นยุคที่สังคมจะมีความยั่งยืน

นอกจากจักรยานแล้ว ชาวเนเธอร์แลนด์ในเมืองต่างๆ ยังนิยมใช้รถรางกันอย่างทั่วถึง นอกเขตรถรางออกไป ก็มีรถไฟให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถรางและรถไฟมีคนใช้กันมาก เนื่องจากการบริการทันสมัย และมีเครือข่ายครอบคลุมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะรถไฟมีเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับชุมชนขนาดเล็กไปจนถึงกับประเทศต่างๆ ทั่วทั้งทวีปยุโรป ฉะนั้นการใช้รถยนต์ในเนเธอร์แลนด์จึงอยู่ในอัตราต่ำเมื่อเทียบกันตามระดับรายได้ของประเทศ

หากถามว่าการใช้รถรางและรถไฟแทนการใช้รถยนต์เป็นการตกยุคหรือไม่ คงตอบแบบฟันธงได้เช่นเดียวกับการใช้จักรยาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากเมืองไทยเลิกใช้รถรางมานานแล้ว คนไทยในยุคนี้จึงไม่มีโอกาสนั่งรถราง นอกจากจะไปนั่งในต่างประเทศเท่านั้น สำหรับผู้ที่เคยใช้รถไฟในเมืองไทย แต่ไม่เคยใช้ในเนเธอร์แลนด์ อาจไม่คิดว่าการใช้รถไฟเป็นความก้าวหน้า เพราะโดยทั่วไปรถไฟไทยอยู่ในสภาพที่ไม่ชวนใช้มากนัก ทั้งที่มีการพัฒนามากว่า 110 ปี ปัจจัยที่ทำให้การรถไฟไทยอยู่ในสภาพเช่นนั้นคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

จากปัจจัยหลายๆ ด้าน แนวคิดเรื่องการใช้คูคลอง จักรยาน รถรางและรถไฟเป็นความก้าวหน้า มิใช่ความล้าสมัยเช่นคนไทยส่วนใหญ่ดูจะคิดกัน แต่ตามโบราณว่า กบในกะลาย่อมมองว่าบ้านของมันทันสมัย (มีต่อวันศุกร์หน้า)


คลอง จักรยาน กัญชา กาสิโน โสเภณี (จบ)

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมเล่าถึงการนิยมใช้จักรยาน รถราง และรถไฟของชาวเนเธอร์แลนด์ ผมใช้รถรางและรถไฟหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ได้ใช้จักรยานหากใช้การเดินแทน เพราะตามธรรมดาผมหาโอกาสเดินทุกครั้งที่ไปในต่างเมือง เนื่องจากการเดินช่วยให้มองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ละเอียดขึ้น ในช่วงเวลาหลายวันที่ผมเดินไปชมพิพิธภัณฑ์และตลาดต่างๆ รวมทั้งตลาดสด ตลาดนัด ตลาดดอกไม้และร้านค้าทั่วไป ผมผ่านร้านกาแฟ กาสิโน และย่านการค้าประเวณีอันมีชื่อเสียงโด่งดังของอัมสเตอร์ดัม

ร้านกาแฟในอัมสเตอร์ดัมมีความแตกต่างจากร้านกาแฟโดยทั่วไป เพราะมีกัญชาขายด้วย กัญชาเป็นยาเสพติดไม่ผิดกฎหมายในเนเธอร์แลนด์ แต่จะไม่มีวางขายหรือสูบกันในที่สาธารณะเช่นบุหรี่ หากมีในร้านกาแฟที่มีป้ายติดไว้ว่า Coffee Shop ไม่ใช่ในร้านที่มีชื่อว่า Caf? ผมไม่ได้เข้าไปซื้อหรือสูบด้วยตัวเอง แต่รู้ว่าสามารถซื้อและสูบในร้านชนิดนั้นได้ตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ซึ่งได้รับการยืนยันทุกครั้งที่เดินผ่านร้านกาแฟ เพราะมีกลิ่นกัญชาลอยอ้อยอิ่งออกมาจากในร้าน

ผมคุ้นเคยกับกลิ่นกัญชาดีเพราะในสมัยที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้มีโอกาสอยู่กับผู้ใหญ่ซึ่งใช้กัญชาเป็นยาแก้อ่อนเพลีย นอกจากนั้น ระหว่างที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐเป็นช่วงที่พวก "ฮิปปี้" มีความเคลื่อนไหว และการสูบกัญชาในมหาวิทยาลัยไม่ใช่ของแปลก

นอกจากร้านกาแฟแล้ว อัมสเตอร์ดัมมี กาสิโน หรือบ่อนการพนัน กระจัดกระจายกันอยู่ตามถนนสายต่างๆ เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้า ผมไม่ได้เข้าไปสำรวจอย่างถี่ถ้วนว่า บ่อนเหล่านั้นมีการพนันชนิดไหนและกฎข้อบังคับอย่างไร จึงไม่สามารถแนะนำคอการพนันได้ว่าน่าจะบินไปลองเสี่ยงโชคดูหรือไม่ แต่ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่เรื่องนี้ หากอยู่ที่บ่อนการพนันเป็นธุรกิจไม่ผิดกฎหมายในเนเธอร์แลนด์

ธุรกิจไม่ผิดกฎหมายในเนเธอร์แลนด์อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การค้าประเวณีและสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการร่วมประเวณี หรือวิดีทัศน์ ซึ่งมีวางขายในย่านต่างๆ อย่างดาษดื่น โดยเฉพาะในย่านการค้าประเวณี เช่นเดียวกับบ่อนการพนัน ผมไม่สามารถให้คำแนะนำอะไรได้ เพราะไม่เคยเข้าไปใช้บริการ

ความประทับใจที่ได้จากการเดินผ่านย่านนั้น และเห็นหญิงให้บริการแต่งตัวด้วยชุดนุ่งน้อยห่มน้อย ออกมานั่งตามหน้าต่างของสถานบริการแล้วคือ เกิดความสังเวชใจมากกว่าความอยากใช้บริการ ขอสารภาพว่าความรู้สึกเช่นนี้อาจมีรากฐานมาจากการเป็นผู้สูงวัย มันจึงอาจไม่ใช่ความเห็นที่เป็นกลาง

หากถามว่าการทำให้กัญชา กาสิโน และโสเภณีถูกกฎหมาย มีข้อดีข้อเสียมากน้อยเพียงไร และเมืองไทยควรทำตามเนเธอร์แลนด์หรือไม่ ผมคงตอบว่ากิจการเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เมืองไทยยังไม่ควรทำให้ถูกกฎหมาย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางสังคมเช่นเดียวกับชาวเนเธอร์แลนด์

เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่องการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรานำมาใช้ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีวุฒิภาวะทางประชาธิปไตยสูงพอ ผลลัพธ์คือมีการซื้อสิทธิขายเสียงและการใช้วิชามารกันอย่างกว้างขวาง จนทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบบนักเลือกตั้งดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ขอย้อนกลับไปยังเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นจุดหมายใหญ่ในการไปเนเธอร์แลนด์ของผม ประเทศนั้นมีโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง โครงการที่ผมตั้งใจไปดูอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โครงการนั้นเกิดขึ้นหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2496 เมื่อพายุร้ายแรงและภาวะน้ำทะเลหนุน ทำให้ระบบทำนบกั้นน้ำที่มีอยู่พังทลาย ยังผลให้น้ำท่วมไร่นาราว 1 ล้านไร่ คนตาย 1,835 คน และวัวตายราว 47,000 ตัว

โครงการประกอบด้วย การสร้างเขื่อนและทางระบายน้ำจำนวนมาก เพื่อควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำต่างๆ พร้อมกับการปิดอ่าวบางแห่ง แต่การจะสร้างเขื่อนปิดอ่าวชื่อ The Eastern Scheldt ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักอนุรักษนิยมและผู้มีอาชีพเก็บหอยนางรมและหอยแมลงภู่ รัฐบาลหาทางออกด้วยการสร้างประตูขนาดยักษ์กั้นปากอ่าว ซึ่งสามารถปิดได้เมื่อน้ำทะเลหนุน

ประตูนั้นมีผู้ไปดูกันมากเพราะมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ การไปดูไปได้หลายทาง ผมเลือกไปทางรถไฟโดยไปลงที่สถานีเล็กๆ ชื่อ Hoek van Halland Haven ตามข้อมูลที่ผมมีอยู่ในมือ ณ สถานีนี้ผู้ไปเยือนอาจเดินไปยังจุดหมาย หรือจะเช่าจักรยานหรือแท็กซี่ไปก็ได้ ผมเลือกเดินไป ซึ่งใช้เวลาราว 45 นาที

เมื่อไปถึงจึงรู้ว่า ประตูนั้นมีขนาดใหญ่เสียจนสายตาไม่สามารถมองภาพทั้งหมดได้ เพราะประตูแต่ละด้าน มีความยาวเท่ากับหอไอเฟลในกรุงปารีสและหนักราว 4 เท่าของหอนั้น การทำงานของประตูมีความสลับซับซ้อนสูงยิ่ง แต่นั่นยังไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับการออกแบบ และการก่อสร้างซึ่งต้องเล่ากันเป็นวันจึงจะจบ

เจ้าหน้าที่ของโครงการบอกว่า ประตูนั้นจะสามารถป้องกันน้ำทะเลหนุนได้สูงถึง 5 เมตรซึ่งอาจเกิดขึ้น 1 ครั้งใน 10,000 ปี แต่ด้วยความไม่ประมาทตอนนี้ ชาวเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสินใจคืนแผ่นดินส่วนหนึ่งให้ทะเลไปแล้ว เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า พวกเขาจะไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ตลอดไปด้วยการใช้วิศวกรรมศาสตร์แบบหักดิบ เช่น การสร้างระบบทำนบและประตูกั้นน้ำเช่นที่ได้ทำไปแล้ว

ตอนนี้จึงมีการสร้างบ้านสะเทินน้ำสะเทินบกขึ้นในประเทศนั้น ชาวเนเธอร์แลนด์คาดว่าวิธีอยู่กับธรรมชาติแบบไม่หักดิบ จะแก้ปัญหาได้อย่างถาวรโดยเฉพาะในภาวะที่โลกร้อนขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้มีข่าวว่าชาวกรุงเทพฯ คิดจะแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการสร้างระบบทำนบและประตูกั้นน้ำจำนวนมาก วิธีนี้วางอยู่บนฐานของการใช้วิศวกรรมศาสตร์แบบหักดิบ ซึ่งผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านบริหารจัดการน้ำสูงยิ่ง เช่นชาวเนเธอร์แลนด์ตระหนักดีว่า ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถาวรโดยเฉพาะในภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น

ฉะนั้นจึงหวังว่าผู้มีอำนาจจะไม่รีบตัดสินใจ เพื่อละลายเงินก้อนใหญ่ระดับล้านล้านบาท เพราะมันอาจแก้ปัญหาไม่ได้อย่างถาวร นอกเสียจากพวกท่านต้องการโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อจะได้มีโอกาสสร้างความร่ำรวยด้วยการกินเปอร์เซ็นต์