หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
FIDF กรรมเก่าที่ยังใช้ไม่หมด กับ พ.ร.บ. เงินตราใหม่

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรถการ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3935 (3135)

ครั้งก่อนผมเขียนในหัวข้อ ธปท. กับการพยุงค่าเงินบาท และ FIDF กับกรรมเก่าที่ยังใช้ไม่หมด (ภาค 1) วันนี้ก็เป็นภาค 2 ของหัวข้อดังกล่าว นะครับ เพียงแต่ผมขออนุญาตเปลี่ยนชื่อเรื่อง นิดหน่อย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คราวก่อนเราคุยกันถึงเรื่องโครงสร้างระบบบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เข้าไปอุ้ม 56 สถาบันการเงิน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ กันแล้ว ที่ผมติดท่านผู้อ่านไว้ครั้งก่อนก็คือ ในอดีต (ปี 2545) เราได้แก้ไขปัญหา FIDF กันไว้อย่างไร และกรรมเก่า ดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทในปัจจุบันอย่างไร รวมถึงการแก้ไขปัญหา FIDF ดังกล่าวเกี่ยวโยงอย่างไรกับ พ.ร.บ. เงินตราฯ ที่ ครม.มีมติเห็นชอบไป เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 50 ที่ผ่านมา และสิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อไปในอนาคตคืออะไรนะครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาต่อกันเลย ดีกว่านะครับ ก่อนการออกพระราชกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน FIDF 3 ฉบับ ในปี 2545 ระบบบัญชีในฝ่ายออกบัตรนี้ มีการทำงานเชื่อมโยงกันโดยพอจะสรุป โดยสังเขปดังนี้

1.บัญชีทุนสำรองเงินตรา มีไว้เพื่อหนุนหลัง (backup) ธนบัตรที่ ธปท. พิมพ์ออกมาใช้ในแต่ละปี โดย ธปท.พิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนเท่าใด ธปท. ก็จำเป็นต้องรักษาสินทรัพย์ ให้คงอยู่ในบัญชีจำนวนเท่ากัน ห้ามขาด ห้ามเกิน ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวส่วนหนึ่งต้อง เป็นสินทรัพย์ต่างประเทศหรือโลหะทรงมูลค่า (ทอง) โดยในทางปฏิบัติแล้วสินทรัพย์เหล่านี้ได้นำไป ฝากหาผลประโยชน์อยู่ในต่างประเทศบ้าง ในบางส่วน

2.บัญชีผลประโยชน์ประจำปี เป็นบัญชี ที่เปิดไว้เพื่อรองรับผลประโยชน์ที่ ธปท. นำสินทรัพย์ของตนไปลงทุนยังต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ผลประโยชน์ที่ได้จะอยู่ในรูปของ เงินตราต่างประเทศโดยมีกระแสรายรับอยู่ประมาณปีละ 1 พันล้านดอลลาร์ สรอ.

3.บัญชีทุนสำรองพิเศษ (คลังหลวง) ทุกวันที่ 31 ธ.ค. ของทุกปีเงินที่อยู่ในบัญชีผลประโยชน์ประจำปี จะถูกโอนเข้ามาสะสมในบัญชีนี้ และ ห้ามนำออกไปใช้อีก บัญชีนี้จึงมีสินทรัพย์สะสม อยู่จำนวนมหาศาล

อย่างที่เกริ่นไว้หล่ะครับ ธปท. พิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนเท่าใด ธปท. ก็จำเป็นต้องรักษาสินทรัพย์ให้คงอยู่ในบัญชีจำนวนเท่ากัน ห้ามขาด ห้ามเกิน ซึ่งเดิม (ก่อนปี 2545) ได้มีการกำหนดไว้ว่าหากสินทรัพย์ในบัญชีทุนสำรองเงินตรามีการด้อยค่าลง ก็ให้ดึงเงิน ในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีมาใช้หนุนหลังได้ ในกรณีส่วนขาดหากเงินในบัญชีนี้มีไม่พอ ก็ให้ดึงเงินในคลังหลวงมาใช้หนุนหลังได้

(ดูตาราง) จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ เลย หนี้ FIDF เดิมที่กำหนดให้ชดเชยความเสียหาย ลอตแรกจำนวน 5 แสนล้านบาท โดยใช้กำไร 90% ของ ธปท. (จากบัญชีฝ่ายการธนาคาร) แทบจะไม่มีทางได้รับการ ชดใช้ในทางปฏิบัติเนื่องจากฝ่ายการธนาคารมีขาดทุนสะสมอยู่ มากถึง 1.31 แสนล้านบาท ณ พ.ค. 2545 อันนี้ยังไม่รวมความเสียหายส่วนที่เหลืออีกประมาณ 9 แสนล้านบาทก็ยังไม่มีแนวรองรับ แต่อย่างใดนะครับ

เพื่อให้การชดเชยความเสียหาย FIDF มีความชัดเจน และมีแหล่งเงินทุนที่เป็นไปได้ อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด 3 ฉบับ ในปี 2545 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว โดยพระราชกำหนดฯ มีสาระสำคัญย่อๆ ให้ท่าน ผู้อ่านได้เข้าใจคือ

1.เพื่อออกพันธบัตร FIDF 3 และเพื่อระบุ การคืนเงินต้น FIDF 2 และ FIDF 3 (พันธบัตร FIDF 2 และ FIDF 3 ออกเพื่อชดเชยความเสียหายส่วนที่ FIDF 1 จำนวน 5 แสนล้านบาทแรกมิได้ครอบคลุมไว้) จากบัญชีผลประโยชน์ ธปท. โดย พรก. นี้จะอนุญาตให้นำเงินจากบัญชี ผลประโยชน์มาใช้หนี้ส่วนที่เหลือของ FIDF ดังกล่าว

2.เพื่อให้สามารถนำเงินจากบัญชีสำรองพิเศษ 165,000 ล้านบาทมาใช้ล้างการขาดทุนสะสม ของ ธปท. (137,047 ล้านบาท) ทำให้ ธปท. อยู่ในฐานะทำกำไร และมีความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ FIDF 1 จำนวน 5 แสนล้านบาท ที่เดิมกำหนดให้ใช้ร้อยละ 90 ของกำไร ธปท. เป็นแหล่งชำระคืนต้น

3.เพื่อให้ฝ่ายการธนาคารของ ธปท. มีเงินตราต่างประเทศพอเพียงที่จะทำกำไร ต่อเนื่อง โดยเมื่อบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ต้องใช้ไปในการใช้หนี้ FIDF 2 กับ FIDF 3 แล้วจึงอนุญาตให้ใช้สินทรัพย์ในคลังหลวง (บัญชีสำรองพิเศษ) มาหนุนหลังการออกใช้ธนบัตรได้

การชดเชยความเสียหาย FIDF ตามแผนปี พ.ศ. 2545 นี้ คาดว่า ธปท. จะใช้คืนต้นเงินกู้ FIDF 2-FIDF 3 จากบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ซึ่งมีรายเป็นเงินสกุลต่างประเทศและคำนวณ รายได้ภายใต้ข้อสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน ที่ระดับ 42.5 บาท/ดอลลาร์ สรอ. หมดภายใน 19 ปี และใช้คืนต้นเงินกู้ FIDF1 จากบัญชีฝ่ายการธนาคารหมดในระยะเวลา 30 ปี โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยไว้ โดยใช้รายจ่ายงบประมาณ

เอาหล่ะครับ ผมเขียนเรื่องนี้คอลัมน์นี้ เป็นคอลัมน์ที่ 2 ต่อจากเดือนก่อน ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ต้องใช้พื้นที่ในการอธิบายมาก แม้จะได้เขียนไปแล้วในเดือนก่อนบ้าง แต่เดือนนี้ก็เหลือพื้นที่ให้ผมสรุปในวันนี้ไม่มาก เท่าไหร่ วันนี้เลยขอใช้พื้นที่เหลือสรุปใน 2 เรื่องสั้นๆ นะครับ คือ

(1) เรื่องภาระ FIDF กับความสามารถ ในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทของ ธปท. ที่น้อยลง

และ (2) เรื่องของ พ.ร.บ.เงินตรา ที่เพิ่ง ผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2550 และกำลังจะนำเข้า สนช. ในเร็วๆ นี้

(1) FIDF : ปีที่ป่านมา ธปท. ได้ดำเนินการพยุงค่าเงินดอลลาร์ สรอ. มิให้อ่อนตัวมาโดยตลอดโดยใช้นโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ ธปท. นอกจากจะมีหนี้สินจำนวนมหาศาลแล้ว ยังทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของ ธปท. ลดลง อย่างมาก (เพราะการทำ Sterilization ทำให้ ธปท. ต้องถือเงินดอลลาร์ สรอ. ที่อ่อนค่าลง มากขึ้น) จนล่าสุด ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2550 ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. อยู่ที่ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท จากเพดานเงินกู้ พันธบัตร ที่ได้ขอขยายแล้วอีก 4 แสนล้านบาท เป็น 1.4 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้สินในตลาดรองฯ (R/P) อีกจำนวนหนึ่ง

รัฐบาลมิอาจละเลยฐานะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ เนื่องจาก ธปท. มีภาระที่ต้องชดใช้คืนต้นเงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลจะต้องเป็น ผู้รับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ซึ่งประมาณการเดิม คาดว่าหนี้สินทั้งหมดจะชดใช้หมดภายใน ระยะเวลา 30 ปี แต่หาก

1) ธปท. จำเป็นต้อง รับภาระจ่ายดอกเบี้ย หนี้พันธบัตร ธปท. จำนวนมากถึงปีละประมาณ กว่า 4 หมื่นล้านบาท ในขณะที่กำไรของฝ่าย การธนาคาร ธปท. คาดว่าจะมีเพียงประมาณ 3-5 พันล้านบาท

2) รายได้จากฝ่ายออกบัตรของ ธปท. ประมาณปีละ 1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. จะต้องลดลงจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างมาก จากที่ ธปท. เคยประมาณการไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2545 ในขณะที่ดำเนินมาตรการ ชดเชยความเสียหาย FIDF ที่ระดับประมาณ 42.5 บาท/ดอลลาร์ สรอ. มาอยู่ที่ระดับ ประมาณ 34.5 บาท/ดอลลาร์ สรอ. ในปัจจุบัน (ซึ่งหมายความว่า ธปท. สามารถใช้คืนต้นเงินกู้ ในส่วนนี้ช้ากว่ากำหนดปีละประมาณ 8.5 พันล้านบาท)

และ 3) ธปท. เริ่มมีการสะสมขาดทุนจาก การพยุงค่าเงินบาท (sterilization) อีกจำนวนมากถึงระดับประมาณ 1.7 แสนล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับที่มากกว่าขาดทุนสะสมที่รัฐบาลเพิ่งชดเชยไปจากการออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ เมื่อปี 2545 เสียอีก จากเหตุผลทั้ง 3 ประการจึงทำให้การใช้คืนต้นภาระหนี้ของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำเป็นต้องล่าช้าออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณ เป็นการชำระดอกเบี้ยมากขึ้นอีกอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้เช่นกัน

(2) พ.ร.บ.เงินตราใหม่ : เนื่องจาก 1.พ.ร.บ.เงินตรา ใหม่ไม่อนุญาตให้นำเงิน ในคลังหลวงไปหนุนหลังการออกพันธบัตร 2.พ.ร.ก. ปี 2545 ได้กำหนดให้นำเงินในบัญชี ผลประโยชน์ประจำปีไปใช้หนี้ FIDF เสียแล้ว และ 3. ธปท. จำเป็นต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง การพิมพ์ธนบัตรเต็มจำนวน จากข้อจำกัดที่ไปผูกมัดตัวเองทั้ง 3 ประการนี้เอง หากมูลค่าสินทรัพย์ในบัญชีทุนสำรองเงินตราลดลง (เช่นค่าเงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลง) นอกจากจะทำให้การแก้ไขปัญหา FIDF เป็นไปได้ยากขึ้นแล้ว ก็ยังเลี่ยงไม่ได้ที่ ธปท. จะต้องนำ เงินจากฝ่ายการธนาคารมาหนุนหลังแทน (เพราะกฎหมายจะไม่เปิดช่องให้ ธปท. นำเงินจากบัญชีใดมาหนุนหลังได้อีกแล้ว) ซึ่งนั่นหมายความว่า สมมติหาก ธปท. พิมพ์ธนบัตรออกไป 1 ล้านบาทและมีสินทรัพย์หนุนหลัง 1 ล้านบาท และวันดีคืนดี สินทรัพย์ในบัญชีสำรองเงินตราด้อยค่าลง 10% เหลือ 9 แสนบาท ในกรณีนี้ ถ้า ธปท. ไม่ดูดเงินจากระบบกลับมา 1 แสนบาทผ่านฝ่ายการธนาคาร ฝ่ายการธนาคาร ก็ต้องส่งสินทรัพย์เข้าไปเพิ่มในบัญชีทุนสำรองเงินตรา ในส่วนที่ด้อยค่าลง ซึ่งผมก็ ไม่อยากคิดต่อโยงไปถึงความสามารถ ของ ธปท. ในการทำกรอบเงินเฟ้อ (inflation targeting) ต่อเลยนะครับ ว่ามันจะยุ่งเหยิงขนาดไหน

หน้า 45