หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความเสี่ยงทางการคลัง และนัยเชิงนโยบาย

บทความ : ทรงธรรม ปิ่นโต,บุณยวรรณ หมั่นวิชาชัย, ฐิติมา ชูเชิด  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risks) ได้กลายเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ผู้วางนโยบายหันมาให้ความสนใจกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในองค์กรที่กำกับดูแลด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการเงินของโลก เนื่องจากการไม่ทันระวัง และไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงทางการคลัง ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการคลัง ที่ขยายตัวเกินไป (Over-expansionary Fiscal Policy) หรือการที่รัฐไม่ทันรับมือกับภาระทางการคลัง

ทั้งในรูปภาระชัดเจนและภาระผูกพันที่ซ่อนเร้นอยู่ ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤติการคลัง (สภาพที่รัฐบาลถูกตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถในการจ่ายคืนหนี้สาธารณะ) ขึ้นในหลายประเทศ และนำมาซึ่งการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ในที่สุด เช่น วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเม็กซิโก (ปี 1994-1995) อาร์เจนตินา (ปี 1995) สาธารณรัฐเช็ก (ปี 1997) บราซิล (ปี 1998-1999) และเอกวาดอร์ (ปี 1999)

สำหรับประเทศไทยนั้น วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ไม่ได้ก่อตัวขึ้นจากความอ่อนแอของภาคการคลังแต่อย่างใด แต่กลายเป็นว่าความอ่อนแอของภาคการเงิน และภาคธุรกิจที่เกิดขึ้น เป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคการคลัง เกิดความเสี่ยงขึ้นในเวลาต่อมา เพราะเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย รัฐบาลจำต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหลายปี เห็นได้จากขนาดการขาดดุลงบประมาณในเวลานั้นที่อยู่ในช่วงร้อยละ 0.9 - 2.9 ต่อ GDP นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาคการเงินตั้งแต่ปี 2541 ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดวิกฤติที่ร้อยละ 11.9 ในปี 2539 เป็นร้อยละ 57.2 ในปี 2544 ในจำนวนนี้มีภาระของกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินที่เพิ่มเข้ามาคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 13.6 ของ GDP

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2545 ธปท. จึงได้ทำการศึกษาถึงความยั่งยืนทางการคลัง และการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) เพื่อตรวจสอบว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มไปจนถึงระดับวิกฤติหรือไม่ และจะทำอย่างไรจึงจะผสมผสานนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อฟื้นฟูฐานะทางการคลังที่อ่อนแอจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการชดใช้ความเสียหายภาคสถาบันการเงินได้

ในช่วงเวลา 5 ปีต่อมา ที่สภาพแวดล้อมทางการคลังได้เปลี่ยนไปนับจากที่ได้มีการศึกษาความยั่งยืนทางการคลังไว้นั้น นอกเหนือจากการรวบรวมความเสี่ยงจากภาระทางการคลังเช่นเดียวกับงานศึกษาที่ผ่านมา

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอประเด็นความเสี่ยงทางการคลังในอีกแง่มุมหนึ่ง ด้วยการประเมินความอ่อนแอทางการคลังที่ครอบคลุมการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านโครงสร้างทางการคลัง ซึ่งนับว่าเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต

โดยจะวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการคลังจากโครงสร้างรายได้ที่มีแนวโน้มว่าจะจัดเก็บภาษีได้ลดลง ด้วยผลของการทำข้อตกลงการค้าเสรี การพึ่งพาภาษีที่มีความผันผวนต่อเศรษฐกิจสูง และการลดหย่อนภาษีในรูปแบบต่างๆ ทำให้องค์ประกอบของโครงสร้างรายได้ไม่เอื้อต่อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐ ที่มีความเสี่ยงว่าจะต้องขยายขึ้นอีก ตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับรายจ่าย เพื่อการบริการสังคม และเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้บนข้อบัญญัติด้านกฎหมายต่างๆ ที่เปิดช่องให้

สำหรับในส่วนสุดท้ายของบทความ จะนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการคลัง เพื่อให้รัฐสามารถปรับตัวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเงินและการคลังในอนาคต ด้วยบทบาทของภาคการคลังที่ช่วยรักษาเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงให้เศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากความเปราะบางของภาครัฐลงได้ และพร้อมที่จะเผชิญต่อกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกด้านต่างๆ ที่จะมากระทบได้ในอนาคต


บทวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2550 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะจัดขึ้นที่ โรงแรมแชงกรี-ลา, กรุงเทพฯ ในวันที่ 3-4 ตุลาคม 2550 ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ของคณะผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย