|
||||||||||||||
|
วิกฤติสินเชื่อ
Subprime :
ปัญหาร้อนของตลาดการเงินโลก
พงศ์พัฒน์ คุโรวาท กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550 ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจโลกข่าวใดที่จะเป็นประเด็นร้อนเท่ากับข่าวภาวะวิกฤติ ในตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ประเภท Subprime ของสหรัฐ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นต้นเหตุที่ทำให้สถาบันการเงิน หรือธนาคารที่เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาอย่างหนักแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหา Subprime ซึ่งโยงไปถึงการทรุดตัวของราคาหุ้นทั่วโลกนั้น มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งผ่านของผลกระทบระหว่างทางจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ไปยังตลาดการเงินนั้น มีเรื่องของการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำ Securitization เพื่อออกตราสารที่หนุนหลังโดยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หรือสินทรัพย์ (Mortgage-Backed Securities: MBS และ Asset-Backed Securities: ABS) และทำการแปลงตราสารเหล่านั้นผ่านกระบวนการ Securitization อีกชั้นหนึ่งให้เป็นตราสารอนุพันธ์ที่เรียกว่า CDO (Collateralized Debt Obligation) ตลอดจนถึงการใช้ตราสารอนุพันธ์ในการป้องกันความเสี่ยง เช่น Credit Default Swaps (CDS) สำหรับ CDO บางประเภท แนวโน้มในอนาคต ในส่วนของตลาดสินเชื่อ Subprime มีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะทรุดตัวมากกว่าเดิมในปี 2551-2552 เนื่องจากผู้กู้ส่วนใหญ่ในตลาดนี้นิยมกู้แบบปรับอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะมีช่วงเวลาหนึ่งอาจจะ 2 หรือ 3 ปี ที่ผู้กู้มีภาระในการชำระเงินค่างวดที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วอัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับใหม่ และเนื่องจากการกู้ยืมในตลาด Subprime มีจำนวนมากในช่วงปี 2548-2549 ดังนั้น ในปี 2551- 2552 จึงน่าจะเป็นปีที่ผู้กู้ Subprime ส่วนใหญ่จะมีภาระในการผ่อนชำระมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือ การลุกลามขยายวงของปัญหาไปยังตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งประเภท Near-Prime และ Prime เนื่องจากมีนักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าปัญหาจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้กู้เป็น Subprime หรือ Prime แต่เป็นเรื่องของประเภท ของอัตราดอกเบี้ยระหว่างแบบที่ปรับตัวได้กับแบบคงที่ (Fixed-Rate Mortgage-FRM) กล่าวคือ ผู้ที่กู้แบบ ARM ไม่ว่าจะเป็น Prime หรือ Subprime ต่างก็จะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับตัวสูงขึ้น และราคาบ้านปรับตัวลดลง อัตราการผิดนัดชำระหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จนถึงปัจจุบัน ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยยังจำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดหุ้น และสถาบันการเงินที่มีการลงทุนในตราสาร CDO โดยในส่วนของตลาดหุ้นนั้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลงค่อนข้างรุนแรงถึง 15% ปัจจัยหลักมาจาก การถอนการลงทุน ของกองทุนของต่างชาติซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องถอนการลงทุนจากตลาดหุ้น ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นไปโดยทั่วถึงทั้งภูมิภาคตลอดจนตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายด้วย ในส่วนของผลกระทบต่อสถาบันการเงินนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่ามีอยู่ 4 แห่งที่มีการลงทุนในตลาดสาร CDO แต่มีวงเงินลงทุนไม่มากเพียงประมาณ 715 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.6% ของสินทรัพย์รวมของสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง โดยที่คาดว่าในตราสาร CDO เหล่านั้น มีส่วนที่หนุนหลังโดยสินทรัพย์ประเภท Subprime เพียงประมาณร้อยละ 0.1 ของสินทรัพย์รวมของทั้ง 4 แห่ง ดังนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยแล้ว ผลกระทบจากปัญหา Subprime ถือว่าไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลทำให้ความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ในรูปของพันธบัตร และตราสารอนุพันธ์ทั้งหมด ของสถาบันการเงินในประเทศไทย เพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งอาจเป็นภาระที่สถาบันการเงินเหล่านั้น จะต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงจากการด้อยค่า ของสินทรัพย์ดังกล่าว ผลกระทบที่มีต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น ในปัจจุบันอาจจะยังไม่เห็นอย่างเด่นชัด แต่หากปัญหายืดเยื้อ และขยายวงกว้างออกไปจนส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐ ชะลอตัวอย่างรุนแรง ก็จะส่งผลกระทบ ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จะฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆ ของโลกซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาสหรัฐ ในการส่งออกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นหรือจีน ให้ชะลอตัวลงตามไปด้วย ทำให้การส่งออกของไทยจะชะลอตัวลง นอกจากนั้น หากราคาหุ้นยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อไปอีกจะส่งผลกระทบต่อทั้งความมั่งคั่งของประชาชนบางส่วน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ลดต่ำลงไปอีก ซึ่งก็จะทำให้การบริโภคของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง ในระยะต่อไป ผลดีที่อาจมีต่อเศรษฐกิจไทยก็คือ การถอนการลงทุนของกองทุนต่างชาติในตลาดหุ้น และนำเงินออกไปเพื่อเสริมสภาพคล่องจะทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ของผู้ส่งออกที่กำลังประสบปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
|