หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3934 (3134)

"โลกนี้ไม่มีของเปล่า" เป็น สัจธรรม มิใช่คำพูดลอยๆ หรือ คำที่จำกัดอยู่ในหมู่ ของ ผู้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านการอุตสาหกรรมในช่วงเวลาราว 250 ปีที่ผ่านมาจึงมีต้นทุน ซึ่งส่วนหนึ่ง คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายในรูปของการหายใจอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์นั้น ส่วนมากเกิดจากฝุ่นละออง ควันและสารเคมี ที่เราปล่อยออกไปในอากาศ สิ่งเหล่านั้น ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาสาหัสจนกระทั่งเมื่อราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะ โดยธรรมชาติแสงอาทิตย์จะสามารถปรับเปลี่ยนและทำลายฝุ่นละออง ควัน สารเคมีและจุลินทรีย์ในอากาศได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกไปมากจน เกิดความสามารถของแสงอาทิตย์จะ ปรับเปลี่ยนและทำลายได้ ภาวะมลพิษซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงก็เกิดขึ้น ประเทศที่ก้าวหน้าพยายามกำจัดมลพิษด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งการย้ายโรงงานไปตั้งใน ประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งยินดีอ้าแขนรับความก้าวหน้าโดยไม่ค่อยนึกถึงของเสียที่ติดมาด้วย ในปัจจุบันนี้ปัญหามลพิษในอากาศจึงแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตามนั่นมักเป็นปัญหาเกี่ยวกับอากาศทั่วๆ ไปที่อยู่ภายนอกอาคารและ บ้านเรือน ยังมีปัญหาอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ค่อย ถูกกล่าวถึงในประเทศด้อยพัฒนา นั่นคือ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศภายในอาคารและ บ้านเรือนสกปรก ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งการลอกเลียนวิถีชีวิตของประชาชน ในประเทศที่ก้าวหน้ากว่า เช่น การปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนาเพื่อปรับอากาศให้เย็นสบายตามใจชอบ การสร้างบ้านที่มีห้องใต้ดิน และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ เช่น เครื่องสำอาง ยาฆ่าแมลง และยาปรับแต่งกลิ่น ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ในอาคารเป็นอันตรายไม่ค่อยได้รับความสนใจนักเพราะสารที่เป็นอันตรายมักมองไม่เห็น และไม่มีกลิ่น นอกจากนั้นผลกระทบของมัน มักเป็นปัญหาในระยะยาว ในประเทศก้าวหน้า เช่น สหรัฐอเมริกา ปัญหานี้มักเป็นที่รู้กันอย่าง กว้างขวางจากการติดตามข่าวสารและจาก การอ่านหนังสือ เมื่อปีที่แล้ว นายแพทย์ Allan Somersall พิมพ์หนังสือเรื่อง Fresh Air for Life : How to Win Your Unseen War Against Indoor Air Pollution ออกมาสำหรับชาวอเมริกาเหนือ แต่เนื้อหาของหนังสือขนาด 300 หน้าเล่มนี้มีเรื่องควรรู้สำหรับคนไทย เนื่องจากเราได้พยายามเดินตามชาวอเมริกาเหนือ มาเป็นเวลานาน จนตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองเช่นเดียวกับเขา และเริ่มมีปัญหาอากาศภายในอาคารและบ้านเรือนคล้ายของเขาด้วย

ผู้เขียนแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ภาคด้วยกัน คือ ภาคแรกเกี่ยวกับปัญหา ภาคสองเกี่ยวกับวิธีแก้ไข และภาคสามเกี่ยวกับการนำไปสู่การปฏิบัติ

ภาคแรกแบ่งออกเป็น 5 บท เริ่มด้วย การนำเข้าสู่ประเด็นว่าเรามักไม่ได้นึกถึง อากาศทั้งที่หากเราไม่มีอากาศเพียงไม่กี่นาที เราก็ตาย ทุกๆ นาทีเราต้องหายใจหลายครั้งและสูดทุกอย่างที่มีในอากาศเข้าไปในปอด ในโลกปัจจุบันเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร ความสะอาดของอากาศภายในจึงสำคัญ กว่าอากาศภายนอก ข้อมูลบ่งว่าประชาชน ในอเมริกาเหนือใช้เวลาสูงถึงราว 91% อยู่ภายในอาคารโดยแบ่งออกเป็น 63% ในบ้านและ 28% ในสำนักงาน นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังใช้เวลาอยู่ในที่จำกัด เช่น รถยนต์ อีกส่วนหนึ่งด้วย ในยุคนี้มีการออกแบบตึก ให้มิดชิดยิ่งขึ้นเพื่อประหยัดพลังงานในการ ปรับอากาศ ฝุ่นละออง สารเคมีและจุลินทรีย์จึงไม่มีที่ไปยกเว้นในปอดของเราเท่านั้น

สิ่งที่น่าวิตกก็คือ การศึกษาขององค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาพบว่า อากาศภายในอาคาร มีมลพิษมากกว่าอากาศภายนอกราว 2-10 เท่าและมลพิษภายในอาคารเป็น 1 ใน 5 ของบรรดาสิ่งแวดล้อม ที่มีอันตรายสูงสุดสำหรับชาวอเมริกัน ในระดับโลกองค์การอนามัยโลกประเมินว่าเกือบ 1 ใน 3 ของตึกมีปัญหามลพิษ นั่นหมายความว่าตึกในประเทศด้อยพัฒนาก็มีปัญหาเช่นเดียวกับตึกในอเมริกาเหนือ สมาคมแพทย์โรคภูมิแพ้ของสหรัฐอเมริกาชี้ว่าราว 50% ของ ความเจ็บป่วยในอเมริกามีสาเหตุมาจากมลพิษภายในอาคาร ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่า อัตราการตายจากโรคนี้เพิ่มขึ้น กว่าสามเท่าและราว 6% ของชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืด ซึ่งเป็นโรคใหม่ที่มากับ ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่ทำให้อากาศเป็นพิษ โดยเฉพาะเด็กจะได้รับผลกระทบสูงกว่าผู้ใหญ่เพราะเด็กใช้พลังงานมากว่าและเซลล์ของพวกเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กจะอยู่ใกล้พื้นซึ่งมีมลพิษหนาแน่นกว่าในอากาศทั่วไป แต่ละปีความเจ็บป่วยนี้นำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ยิ่งกว่านั้นยังมีความสูญเสียที่วัดไม่ได้ เพราะความเจ็บป่วยทำให้คุณภาพของชีวิตลดลง

เนื่องจากคุณภาพของอากาศทั่วไป มีผลต่ออากาศภายในอาคาร ผู้เขียนจึง กล่าวถึงเรื่องมลพิษในอากาศภายนอก อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะเล่าถึงอากาศภายในอาคารอย่างละเอียดต่อไป เขากล่าวว่า เมื่อราว 40-50 ปีที่แล้วอากาศสกปรกมาก เพราะโรงงานและรถยนต์ปล่อยควันกัน อย่างอิสระ อากาศเต็มไปด้วยหมอกควัน อันประกอบด้วยขี้เถ้า ฝุ่นละอองและสารต่างๆ จนบางครั้งฝนที่ตกลงมามีสภาพเป็น กรด บางครั้งอากาศเสียมากจนทำให้คนตายเพียงเมื่อหายใจเอาอากาศเสียเข้าไปเท่านั้น เช่น เมื่อวันขอบคุณพระเจ้าปี 2509 ชาวอเมริกันกว่า 150 คนในเมืองเจอร์ซี่ซิตี้เสียชีวิตเพราะหายใจเอา "หมอกมรณะ" เข้าไป เหตุการณ์เช่นนั้นนำไปสู่การออกกฎหมายในปีต่อมาเพื่อแก้ปัญหาอากาศ เป็นพิษ โรงงานและรถยนต์ถูกบังคับให้ติดตั้งเครื่องฟอกควันที่มีสารพิษผสมอยู่

ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา การใช้กฎหมายแนวนั้นทำให้อากาศสะอาดขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเก่าๆ อีกจำนวนมากที่เผาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและปล่อยควันออกไป ในอากาศได้อย่างอิสระ การศึกษาในปี 2547 พบว่าควันที่โรงผลิตไฟฟ้าเหล่านั้นปล่อยออกไปทำให้คนเป็นหืดมากกว่า 5 แสนครั้ง ปัญหาโรคหัวใจเกือบ 4 หมื่นครั้งและตายราว 24,000 คน ทั้งที่ปัญหาดังกล่าว มีให้เห็นอย่างแจ้งชัด แต่สหรัฐอเมริกา ยังไม่ยอมทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ร่างขึ้น ณ เมืองเกียวโตและมอนทรีออล ซึ่งจะลดการเผาผลาญพลังงานที่ปล่อย ควันพิษออกไปในอากาศ

สมาคมปอดของสหรัฐอเมริกา รายงานเกี่ยวกับคุณภาพของอากาศเป็นระยะๆ ผู้เขียนอ้างถึงรายงานล่าสุด ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2548 สมาคมนี้มองว่าสหรัฐอเมริกา ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของอากาศโดยเฉพาะจากมลพิษที่เกิดจากปัจจัย 2 อย่าง นั่นคือ ฝุ่นละอองและหมอกควันเพราะ กว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในเขต ที่มีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ ฝุ่นละอองมีอันตรายมากเนื่องจากส่วนที่ละเอียดที่สุดของมันสามารถแทรกเข้าไปในปอดและไหลเวียนเข้าไปในกระแสเลือดได้ ฝุ่นละอองชนิดนี้เกิดจากกระบวนการทางเคมีในอากาศและอาจก่อให้เกิดมะเร็งในปอด โรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินลมหายใจ ส่วนหมอกควันประกอบด้วยโอโซน ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถันและสารอื่นๆ ซึ่งรวมกันเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ปนเหลืองลอยอยู่ทั่วในอากาศเหนือเมืองต่างๆ สิ่งเหล่านั้นถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์ โรงงานเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และโรงงานอื่นๆ และเป็น อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพเช่นกัน

ทั้งที่อากาศเสียเช่นนี้มีอันตรายมากพอแล้ว แต่มันกลับถูกทำให้เสียยิ่งขึ้นจากสารต่างๆ ที่อยู่ภายในอาคารและบ้านเรือน ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงอย่างละเอียดในบทต่อๆ ไป สำหรับในตอนนี้เขานำเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศด้อยพัฒนามาเล่าว่า ที่มาของ อากาศเสียภายในอาคารส่วนใหญ่มาจาก การใช้เตาที่เผาไม้ ถ่านและมูลสัตว์เป็นพลังงาน และการสูบบุหรี่ในสถานที่ ซึ่งมีการถ่ายเทของอากาศไม่เพียงพอ องค์การอนามัยโลกจึงประเมินว่าใน ประเทศด้อยพัฒนามลพิษจากอากาศ ภายในอาคารเป็นต้นเหตุของโรคทางเดิน ลมหายใจ โรคปอดและมะเร็ง ซึ่งทำให้ คนตายรวมกัน ปีละประมาณ 2 ล้านคน

หน้า 50


Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3935 (3135)

เนื้อหาของบทที่ 3-5 เกี่ยวกับสิ่งเจือปนที่เป็นต้นตอของอากาศเสียในอาคาร ผลกระทบของมันและเรื่องโอโซนซึ่ง มีทั้งประโยชน์และโทษมหันต์ ผู้เขียนแยกสิ่งเจือปนในอากาศออกเป็น 10 ประเภทด้วยกัน ซึ่งบางอย่างเรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่บางอย่างเรามองไม่เห็น เขากล่าวถึงเรื่องอาคาร ในสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เขากล่าวถึงส่วนใหญ่มีอยู่ในอาคารของประเทศด้อยพัฒนาด้วย

อันดับแรก ได้แก่ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นที่ ยอมรับกันแล้วว่าเป็นอันตรายทั้งแก่ผู้ที่สูบบุหรี่เอง และผู้ที่ต้องสูดควันของมันเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเซลล์ในร่างกายกำลังแบ่งตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมี การถกเถียงกันว่าควันบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งกับ คนทั่วไปหรือไม่ แต่ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา บ่งว่าผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่แต่หายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปตายเพราะควันนั้นปีละประมาณ 46,000 คน ซึ่งแยกเป็นการตายจากโรคมะเร็ง 12,400 คน และโรคหัวใจ 32,000 คน

อันดับสอง ได้แก่สารเคมีที่มาจากของใช้ภายในอาคาร เช่น สี น้ำหอม เครื่องสำอาง ยาดับกลิ่น ยาฆ่าแมลง สบู่ และของใช้อื่นๆ ข้อมูลบ่งว่าในสหรัฐอเมริกา สารเคมีที่มีการผลิตเกินปีละ 1 ล้านปอนด์ 3,000 ชนิด ราว 500 ชนิดเป็นส่วนประกอบของเครื่องอุปโภค และหลายชนิดเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น เบนซิน และไวนิลคลอไรด์

อันดับสาม ได้แก่สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมสัตว์ที่สร้างปัญหา เช่น ยาฆ่าแมลง และยาเบื่อหนู สารเคมีจำพวกนี้ส่วนหนึ่งถูกประเมินโดยองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วว่าเป็นตัวก่อมะเร็ง

อันดับสี่ ได้แก่เกสรดอกไม้ ซึ่งพากัน บานสะพรั่งออกมาในเวลาเดียวกันในฤด ูใบไม้ผลิ แม้ดอกไม้จะประดับทัศนียภาพให้งามตา ทว่าคนส่วนหนึ่งแพ้เกสรของมันและ มีอาการหอบหืด คันตา คันคอ คันจมูกจนน้ำมูกไหล ไอและจาม

อันดับห้า ได้แก่ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสัตว์ตัว ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่มีจำนวนมากมายภายในบ้าน อาหารของมันคือเซลล์ ผิวหนังของเราที่ตายและร่วงลงไป ตามพื้น และของอื่นๆ ที่อยู่ในบ้าน พวกมันอาศัยอยู่ ในพรม ฝ้าปูที่นอน และผ้าม่าน และถ่ายไว้ ทั่วบ้านจนทำให้บางคนแพ้และมีอาการเช่นเดียวกับการแพ้เกสรดอกไม้

อันดับที่หก ได้แก่ควันและสารที่เกิดจากการใช้เตาเผาเชื้อเพลิงในสถานที่ซึ่งมีการถ่ายเทอากาศไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่ใช้เตาเผาไม้ ถ่าน และมูลสัตว์ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจำพวกนี้มีสารตกค้าง เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถัน และสารอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายเมื่อหายใจ เข้าไปในปอด

อันดับที่เจ็ด ได้แก่ก๊าซเรดอน ซึ่งเกิดในดินและเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง ในสหรัฐอเมริการาวหนึ่งในสาม ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งในปอด อาศัยอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีสารนี้เกินระดับปลอดภัย บ้านและอาคารที่มีห้องใต้ดินเสี่ยงต่อการมีก๊าซนี้มากที่สุดเพราะมันสามารถซึมผ่านผนังที่มีรอยร้าวได้

อันดับที่แปด ได้แก่สัตว์เลี้ยง เช่น หมา และแมว ซึ่งมีขน เซลล์ผิวหนังที่ตาย น้ำลาย และสิ่งที่มันขับถ่ายออกมา สิ่งเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิดความแพ้แก่ผู้อยู่ในบ้าน

อันดับที่เก้า ได้แก่ละอองจากเส้นใยที่ใช้ ในการก่อสร้าง กั้นห้อง บุฝ้า พันท่อ และอื่นๆ ซึ่งอาจทำด้วยไม้ ใยแก้ว แอสเบสตอส และกระดาษ สิ่งเหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็ง แม้สหรัฐอเมริกาจะห้ามใช้แอสเบสตอสมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ตึกเก่าๆ ยังมีสารนี้อยู่

อันดับที่สิบ ได้แก่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อเห็ดราต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของโรคร้ายหลายอย่าง จากไข้หวัดใหญ่ไปจนถึงวัณโรค

สำหรับด้านผลกระทบจากอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ผู้เขียนแยกไว้เป็น 10 ชนิดเช่นกัน เริ่มด้วยความเจ็บป่วยซึ่งแสดงอาการ ออกมาโดยทันทีทันใด เช่น ไอ จาม และ แน่นหน้าอก หรืออาการที่มีติดต่อกันยืดเยื้อ เช่น ปวดหัว แต่หาต้นตอไม่ได้ ผู้เขียนอ้างว่าอาคารบางหลังอาจมีสารต่างๆ ในอากาศที่ ก่อให้เกิดอาการเช่นนั้นต่อบางคน โรคนี้ไม่มีชื่อ แต่มักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า โรคเกี่ยวกับ ตัวอาคาร (building-related illnesses) อากาศภายในอาคารอาจมีเชื้อโรคหวัด และไข้หวัดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปโดยไม่มีใครรู้ ผู้เขียนคาดว่าอีกไม่ช้าโลกจะประสบกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง เพราะเชื้อโรคจำพวกนี้ มีความสามารถในการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และนานๆ มันจะสามารถเอาชนะภูมิต้านทานของเราได้ ไข้หวัดนกอาจเป็นเชื้อตัวนั้น

โรคที่ 4 ที่เขากล่าวถึง ได้แก่โรคปอดชื้นชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในสหรัฐอเมริกาหลักจากมันคร่าชีวิตทหารผ่านศึกที่เข้าประชุมเมื่อปี 2519 ไปหลายสิบคน หลังจากค้นหากันอยู่นานองค์การควบคุมโรคพบว่าเป็นแบคทีเรียที่ชอบอาศัยอยู่ในที่ชื้นภายในอาคาร

โรคที่มีเชื้อลอยอยู่ในอากาศ โรคที่ 5 ได้แก่ วัณโรค ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ฆ่าผู้ใหญ่มากที่สุดในโลก ยุคนี้การขนส่งสะดวกและคนเดินทางกันมากขึ้นทุกวันทำให้การแพร่ของโรคนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนโรคที่ 6 เป็นโรคใหม่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ความร้ายแรงสูง และแพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ โรคทางเดินลมหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเรารู้จักกันในนามของ "ซาร์ส" (SARS = severe acute respiratory syndrome)

โรคที่ 7-9 คล้ายโรคที่ผู้เขียนกล่าวถึง ว่าหาต้นตอไม่พบ โรคเหล่านี้อาจมีอาการออกมาในรูปของการหอบหืด และปวดจมูกพร้อมกับมีน้ำมูกไหล คันตา คันจมูก คันตามผิวหนัง ปวดหัว อ่อนเพลีย ไอ เวียนหัว ความเจ็บป่วยพวกนี้บางทีเรียกกันว่า "โรคอาคารป่วย" (sick building syndrome) ในบางกรณีผู้ป่วยแพ้สารเคมีที่มีอยู่ในอากาศหลายอย่าง และมี อาการอ่อนเพลียมาก ปวดหัวอย่างหนัก ปวดกล้ามเนื้อ ลืมง่าย ใจลอย คันตามผิวหนัง หายใจไม่คล่องและท้องเดิน โรคที่มีอาการเหล่านี้บางทีเรียกว่า "การแพ้แก่สารเคมี หลายชนิด" (multiple chemical sensitivity)

ส่วนโรคสุดท้ายได้แก่มะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่าสารเคมีหลายอย่าง ในอาคารอาจทำให้เกิดได้

สำหรับก๊าซที่มีชื่อว่า "โอโซน" ซึ่งมีทั้งโทษมหันต์และคุณอนันต์นั้นเป็นออกซิเจนชนิดหนึ่งซึ่งมี 3 อะตอมในแต่ละโมเลกุล แทนที่จะมีเพียง 2 อะตอมดังออกซิเจนทั่วไป ก๊าซนี้เมื่อ มีอยู่อย่างหนาแน่นจะปรากฏเป็นสีฟ้าดังเช่นเราเห็นท้องฟ้า เนื่องจากในชั้นบรรยากาศมีโอโซนอยู่ในปริมาณสูง แต่ที่แท้จริงแล้วก๊าซนี้ไม่มี สีและถ้ามีในปริมาณมากรอบๆ ร่างกาย และเราหายใจเข้าไปจะเกิดอันตรายร้ายแรง โอโซนอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากปฏิกิริยาที่แสงอัลตราไวโอเลตมีต่อสารต่างๆ และจากพายุฝนที่มีฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือจากการเผาผลาญพลังงานของเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์และเครื่องตัดหญ้า สหรัฐอเมริกาจึงตั้งเกณฑ์ว่า อากาศจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพถ้ามันมีโอโซนปนอยู่เกิน 0.105 ส่วนในล้านส่วน

อย่างไรก็ตาม โอโซนมีประโยชน์มาก เช่นกัน เพราะมันมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่า เชื้อโรค ชาวยุโรปเริ่มใช้โอโซน ฆ่าเชื้อโรคในน้ำมาเป็นเวลากว่าร้อยปีในขณะที่สหรัฐอเมริกานิยมใช้สารคลอรีน ผู้เขียนเดาเอาว่าทั้งนี้เพราะอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ผลิตสารคลอรีน ทั้งที่เมื่อมันทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์บางอย่าง ผลที่ได้อาจเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งก็ตาม ฉะนั้นเขาแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ควรใช้โอโซนแทนคลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เนื่องจาก โอโซนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในอาหาร เช่น อี.โคไล และซัลโมเนลลา ได้อย่างดี องค์การอาหารและยาและองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้ใช้มันฆ่าเชื้อโรคในอาหารทั่วไป และใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง เช่น เขียง

หน้า 46


Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3936 (3136)

ภาค 2 เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่งผู้เขียนแนะนำว่ามีอยู่ ด้วยกัน 5 วิธีด้วยกัน วิธีแรกเป็นการกำจัดที่มาของสิ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ เนื่องจากเขาเห็นว่าในปัจจุบันควันบุหรี่เป็น สารพิษที่ก่อให้เกิดผลร้ายสูงสุด ฉะนั้นการ เลิกสูบบุหรี่ย่อมจะมีผลดีที่สุด นอกจากนั้น ผู้เขียนแนะนำให้เลิกใช้เตาผิงภายในบ้าน ใช้ไม้และกระเบื้องปูพื้นแทนพรม แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ต้องทำความสะอาดพรมบ่อยๆ เลิกเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน หรือถ้าเลี้ยงต้องห้ามมิให้มันเขาไปในห้องนอน ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้านมักมี สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายสารพัดชนิดรวมอยู่ จากสบู่ต่างๆ เครื่องสำอาง ของเล่นไปจนถึง ยาฆ่าแมลง ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ต้องเลิกใช้ หรือไม่ก็จำกัดปริมาณการใช้ให้เหลือน้อยที่สุด วิธีที่สอง เป็นการถ่ายเทของอากาศ ในปัจจุบันเนื่องจากบ้านและสำนักงานมีการปรับอากาศมากขึ้น การเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทจึงลดลง ผู้เขียนอ้างถึงการศึกษาที่พบว่าปัญหาเกี่ยวกับอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ราว 60% เกิดจากอากาศถ่ายเทไม่พอ อย่างไรก็ตามการเปิดหน้าต่าง ประตู หรือบานเกล็ดอย่างเดียวก็อาจทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่เพียงพอ ฉะนั้นนอกจากการออกแบบอาคารจะต้องคิดถึงเรื่องการถ่ายเทของอากาศตามธรรมชาติแล้ว อาจจะต้องเพิ่มเครื่องช่วยถ่ายเทอากาศ เช่น พัดลม เข้าไปอีกด้วย ยิ่งอาคารหรือบ้าน ที่อยู่ในย่านที่มีการลักขโมยสูงจนต้องจำกัด การเปิดหน้าต่างด้วยแล้ว การใช้เครื่องช่วยมีความจำเป็นยิ่งขึ้น

วิธีที่สาม เป็นการกรองอากาศ การทำให้อากาศถ่ายเทเป็นการสับเปลี่ยนระหว่างอากาศภายในกับอากาศภายนอกอาคาร ถ้าอากาศภายนอกมีมลพิษมากอยู่แล้ว การถ่ายเท ย่อมไม่เกิดประโยชน์ ฉะนั้นในบางกรณีอาจมีความจำเป็น ที่จะต้องกรองอากาศพร้อมกันไปด้วย สำหรับอากาศที่มีฝุ่นละอองเจือปนอยู่มาก เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกแผงเส้นใยสำหรับให้อากาศไหลผ่าน หรือ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ฝุ่นมีประจุไฟฟ้าแล้วลอยไปเกาะติด ตามฝา พื้นและสิ่งอื่นซึ่งมีอยู่ในอาคารก็ได้ ส่วนสิ่งเจือปนที่อยู่ในรูปของไอน้ำ ก๊าซ และเชื้อจุลินทรีย์ เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกผงถ่าน ซึ่งผ่านกรรมวิธีให้มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่า "ถ่านกัมมันต์" (activated charcoal)

วิธีที่สี่ เป็นการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยเครื่องมือที่เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ การใช้โอโซน หรือ ออกซิเจนที่มีสามอะตอมซึ่งมีความสามารถ ในการทำความสะอาดสูงฟอกปฏิกูลในอากาศ กระบวนการนี้เรียกว่า ozonation อีกกระบวนการหนึ่งเป็นการทำให้เกิดประจุไฟฟ้าในฝุ่นละอองแล้วให้มันรวมกันเป็นสารอื่นที่ไม่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า ionization กระบวนการสุดท้ายได้แก่ การใช้แสงอัลตราไวโอเลตทำลายสิ่งต่างๆ ที่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า irradiation

วิธีสุดท้าย ได้แก่การใช้เทคโนโลยีที่ มนุษย์อวกาศใช้เมื่อเขาออกไปอยู่นอกโลก ซึ่งเขาจะต้องฟอกอากาศที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อนำมาใช้อีก กระบวนการฟอกด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้อาจทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ผู้เขียนเสนอว่าวิธีที่อาจนำมาใช้ได้ผลดีที่สุดในชีวิตประจำวัน ของเราได้แก่วิธีที่เรียกว่า radiant catalytic ionization

ภาค 3 เป็นแนวคิดสำหรับนำไปสู่การปฏิบัติ ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้เขียนแยกออกเป็น 5 อย่างด้วยกัน อันดับแรก เป็นการทำให้อากาศรอบๆ ตัวเราซึ่งเราต้องใช้หายใจเข้าไปสะอาดที่สุด วิธีหนึ่งได้แก่ การสวมหน้ากากที่มีแผ่นกรองอากาศปิดจมูก และปาก เมื่อมีความจำเป็น หน้ากากที่ดีจะช่วยกรองของเสียได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่า ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กได้แล้ว ผู้ใช้สามารถเอาเครื่อง ดังกล่าวห้อยคอไว้ได้ ฉะนั้นมันจึงมีประสิทธิภาพกว่าการใช้หน้ากากธรรมดา

อันดับสอง ได้แก่ การหาวิธีทำอากาศภายในบ้านให้สะอาดเนื่องจากการศึกษาขององค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา พบว่าโดยเฉลี่ยอากาศภายในบ้านเสียมากว่าอากาศภายนอก 2-5 เท่า ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีแก้ไขปัญหา 5 วิธีที่เขากล่าวถึงในภาค 2 ซ้ำอีกครั้งพร้อมกับให้รายละเอียดและตัวอย่างเพิ่มขึ้นด้วย นั่นคือ การจำกัดที่มาของมลพิษ การทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทดีขึ้น การกรอง และการฟอกด้วยเครื่องมือที่ทำด้วยทั้งเทคโนโลยีซึ่งมีมานานแล้ว และเทคโนโลยีใหม่ซึ่งใช้ในยานอวกาศ สิ่งที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นเป็นพิเศษคือ เราอาจจะต้องทดสอบดูว่าในบ้านมีสาร หรือก๊าซที่เป็นพิษปะปนอยู่มากเกินระดับปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ ก๊าซหุงต้มและปรับอากาศ

อาจต้องมีเครื่องเตือนภัยจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ หรือบ้านที่มีห้องใต้ดินอาจต้องวัดก๊าซเรดอนเป็นครั้งคราว

อันดับสาม ได้แก่วิธีที่ใช้ในการเดินทาง ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและโดยเครื่องบิน แต่ไม่ได้พูดถึงการเดินทางอย่างอื่น เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟ และการเดินด้วยเท้า เขาอ้างว่าการศึกษาพบว่า อากาศในรถยนต์มักมีสิ่งเจือปนสูงมากจนเป็นอันตราย สิ่งเจือปนนั้นอาจเป็นก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ เบนซิน ไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละออง รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลจะผลิตสิ่งเจือปนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ฉะนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการขับรถตามรถยนต์ชนิดนั้น ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศส่วนตัว หรือเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่พกพาไปได้ สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินเขาเสนอให้พกหน้ากากกรองอากาศขนาดเล็ก และเครื่องฟอกอากาศส่วนตัวไปด้วยและนำออกมาใช้ เมื่อยามจำเป็น

อันดับสี่และห้า เกี่ยวกับอาคารสาธารณะรวมทั้งสำนักงาน ร้านค้า โรงหนัง โรงเรียนและโรงแรม ซึ่งตามปกติเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของหรือผู้บริหารอาคารเหล่านั้นที่จะต้องทำให้มันมีอากาศที่สะอาดพอ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ใช้สถานที่เหล่านั้น หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เป็นพ่อแม่ ของเด็กนักเรียน สามารถรวมตัวกันสร้างความกดดันให้เจ้าของ หรือผู้บริหารทำอากาศดีขึ้นได้ ในปัจจุบันนี้จึงมีโรงแรมบางแห่งเสนอห้องที่มีการทำความสะอาดอากาศเป็นพิเศษเป็นจุดขายแล้ว แต่นั่นอาจจะยังไม่พอ ฉะนั้นผู้ที่มีอาการแพ้ง่ายอาจยังจำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยการใช้เครื่องฟอกอากาศส่วนตัวเป็นประจำ

ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้มีลักษณะ ของความเป็นคู่มือตามที่ชื่อของมันบ่งบอก โดยเฉพาะในภาค 2 และภาค 3 ซึ่งมีคำแนะนำหลากหลายว่าเราควรจะทำอย่างไรกับปัญหาอากาศภายในอาคารเป็นพิษ อย่างไรก็ตามค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่คำแนะนำต่างๆ เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การนำข้อมูลมาชี้ให้เห็น ถึงประเด็นปัญหาซึ่งอาจหนักหนาสาหัสแต่ คนทั่วไปมักไม่เคยใส่ใจหรือตระหนักถึงโดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่พยายาม เลียนแบบการดำเนินชีวิตตามประเทศที่ก้าวหน้าแล้วผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งมีความแออัดสูง เช่น กรุงเทพฯ น่าจะศึกษาและหาทางนำคำ เสนอแนะของเขาไปใช้โดยเฉพาะผู้ที่มี ความรับผิดชอบต่อชีวิตของเด็ก ซึ่งได้รับผลกระทบสูงกว่าผู้ใหญ่ ทุกคนอาจไม่สามารถ ซื้อหาเครื่องฟอกอากาศที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ได้ แต่ควรรู้ว่าถ้าอากาศรอบตัวดูจะมีอันตรายแฝงอยู่ ต้องไม่ดูดายและหาทาง แก้ไขไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สำหรับเครื่องฟอกอากาศซึ่งใช้เทคโนโลยี ที่เรียกว่า radiant catalytic ionization ขณะนี้ยังไม่มีขายในตลาดทั่วไป ในสหรัฐอเมริกา มีบริษัทขายตรงเท่านั้นที่ผลิตขายในราคาสูง ฉะนั้นเรายังไม่ควรรีบไปซื้อหามาใช้ ต้องรอจนกว่ามันจะได้ผ่านกระบวนการทดสอบ จากผู้ใช้ในประเทศนั้นอย่างกว้างขวางเสียก่อน หากมันมีประสิทธิภาพสูงจริง อีกไม่กี่ปีมันคงมีขายอย่างดาษดื่น

หน้า 46