หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความเสี่ยงในระบบการเงิน ยุคโลกาภิวัตน์

คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์  โดย สฤณี อาชวานันทกุล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3934 (3134)

แม้ว่ากระแสโลกาภิวัตน์ด้านการเงินกำลังเอื้ออำนวยให้ผู้คนจำนวนมากกว่าที่เคยในอดีตสามารถเข้าถึง แหล่งทุนราคาถูกที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการยกระดับฐานะหรือคุณภาพชีวิต และนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ก็ช่วยให้สถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจสามารถรองรับและกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าเดิม ก็ยังมีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยในโลก การเงินที่ทำให้เราสงสัยว่า ระบบการเงินโลก ในปัจจุบันนั้นมีระดับความเสี่ยง "น้อย" กว่าเดิมจริงหรือ และ "ผู้จัดการการลงทุน" ยุคใหม่ โดยเฉพาะผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรระยะสั้น (hedge fund) นั้นมีพฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงหรือเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบการเงินกันแน่

ปรากฏการณ์ในโลกการเงินมักเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในทางที่เราอาจคาดเดาผลกระทบไม่ได้ตั้งแต่แรก ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2549 และต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันคือ ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ของลูกหนี้สินเชื่อบ้านราคาถูกในอเมริกา ส่งผลให้มูลค่าของ collateralized debit obligations (CDO) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ทางการเงิน ที่อ้างอิงกับความสามารถในการชำระหนี้ของ ลูกหนี้เหล่านั้นลดลงอย่างฮวบฮาบ ทำให้กองทุนจำนวนมากที่ลงทุน CDO เหล่านี้ต้องขายเงินลงทุนในตลาดอื่นๆ เช่นตลาดหุ้นไทย เพื่อหาเงินไป "โปะ" ผลขาดทุนจาก CDO และในเมื่อ นักลงทุนเหล่านี้จำนวนมากเป็นสถาบันการเงินตัวกลางเสียเองก็ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาด สินเชื่อตกวูบ เพราะในกรณีอย่างนี้นักลงทุนรายอื่นๆ ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสถาบันการเงินเหล่านี้ จะขาดทุนจากธุรกรรมดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ความไม่มั่นใจนี้ส่งผลให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงน้อยกว่าเดิม เลือกเก็บเงินไว้กับตัว (หรือในบัญชีเงินฝากธนาคาร) สบายใจกว่า ทำให้สภาพคล่องในระบบลดลง อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสูงขึ้น ภาวะที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "เงินกู้ฝืด" (credit crunch) ทำความลำบากให้กับบริษัท และบุคคลธรรมดาที่ต้องการใช้เงินกู้โดยสุจริต เช่น เพื่อขยายธุรกิจ ผ่อนบ้าน ส่งลูกเรียนสูงๆ ฯลฯ

ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์การเงินที่ติดตามพฤติกรรมของผู้จัดการกองทุนควบคู่ไปกับ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ผู้เขียนคิดว่ามีน้อยคนที่มีความคิดแหลมคมและมีวิสัยทัศน์ดีเท่ากับ รากุราม ราจัน (Raghuram Rajan) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้เขียนบทความชิ้นเอกเรื่อง "พัฒนาการด้านการเงินทำให้โลกเสี่ยงกว่าเดิมหรือไม่ ?" (Has Financial Development Made the World Riskier ?) ในปี พ.ศ.2548 ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในบทความชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ก่อนเกิดปัญหาซีดีโอ นานนับปี ราจันชี้ให้เราเห็นความเสี่ยงของระบบการเงินโลกที่มีรากมาจากแรงจูงใจของสถาบันการเงินตัวกลาง ที่ไม่ตรงกับความต้องการของเจ้าของเงินที่พวกเขาเก็บรักษาให้หรือลงทุนแทน ทำให้ธนาคาร "เคยตัว" กว่าเดิมจนปล่อยกู้แบบ "หละหลวม" มากขึ้น ส่วนด้านผู้จัดการกองทุนเองก็มีแรงจูงใจที่จะแบกรับเสี่ยงมากกว่าเดิม เพื่อตามล่าหาผลตอบแทนสูงๆ ให้กับเจ้าของเงิน ในภาวะที่ระบบการเงินโลกมีสภาพคล่องสูงมาก (ซึ่งถ้าอธิบายแบบภาษาชาวบ้านก็คงแปลได้ว่า เป็นภาวะที่คนมี "เงิน" มากกว่ามี "ของ" ให้ซื้อ ก็เลยต้องไปซื้อ "กระดาษ" ที่ไม่ใช่ "ของ" จริงๆ เช่น ตราสารอนุพันธ์ที่มีมูลค่าอ้างอิงกับมูลค่าที่ดิน)

เนื่องจากบทความของราจันช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของระบบการเงินโลกที่ "เปราะบาง" กว่าที่เราคาดคิด และทำให้เข้าใจพฤติกรรมของสถาบันการเงินตัวกลางสมัยใหม่ที่ "เสี่ยง" กว่าที่เราคาดหวัง ผู้เขียนจึงขอแปล และเรียบเรียงบางตอน จากบทความของราจันลงคอลัมน์ในวันนี้

ที่ผ่านมาความเปลี่ยนแปลงหลายประการช่วยพลิกโฉมหน้าของโลกการเงิน และทำให้ตลาด การเงินมีทั้งความลึกและความกว้างมากขึ้นกว่าเดิม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นโยบายเปิดเสรีทางการเงิน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสถาบันที่ก่อให้เกิดสถาบันการเงินใหม่ๆ เช่น กองทุนร่วมลงทุน (private equity) และกองทุนเก็งกำไรระยะสั้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทน้อยลงในฐานะผู้จัดสรรทุน จนทำให้หลายคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "การปลดล็อกสถาบันตัวกลาง" (disintermediation) แต่ชื่อนี้ไม่ค่อยถูกต้องทีเดียวนัก เพราะถึงแม้ว่าคนจำนวนมากจะไม่เก็บเงินส่วนใหญ่ไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารอีกต่อไป พวกเขาก็ยังลงทุนทางอ้อมในตลาดทุน ผ่านกองทุนรวม บริษัทประกัน และกองทุนบำนาญ และลงทุนทางอ้อมในบริษัทเอกชนผ่านกองทุนเก็งกำไรระยะสั้น กองทุน ร่วมลงทุน และกองทุนประเภทอื่นๆ ผู้จัดการสถาบันการเงินเหล่านี้ ซึ่งรวมกันเรียกว่า "ผู้จัดการการลงทุน" ได้เข้ามาแทนที่ธนาคารพาณิชย์ กลายเป็นสถาบันตัวกลางประเภทใหม่ ที่คั่นกลางระหว่างบุคคลธรรมดากับตลาด

ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ โดยเฉพาะกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ "ขาย" ความเสี่ยงส่วนใหญ่ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์สินเชื่อ "พื้นฐาน" ทั้งหลายของพวกเขาออกไปนอกงบดุลได้ (เช่น ด้วยการแปลงสินเชื่อบ้านเป็นหลักทรัพย์เพื่อขายต่อให้กับนักลงทุน) ทำให้ได้เงินสดและบันทึกกำไรจากการขายได้ทันที ประโยชน์ข้อนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์นิยมทำธุรกรรมนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่อย่างไรก็ตามการที่ธนาคารยังต้องแบกก้อนที่เป็น "ความเสี่ยงสูงสุด" ของสินเชื่อซึ่งเป็นส่วนที่นักลงทุนไม่ต้องการไว้ในงบดุล ทำให้สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง และสภาพคล่องต่ำของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ

ในอดีตค่าตอบแทนของผู้จัดการธนาคาร (สถาบันการเงินตัวกลางแบบดั้งเดิม) อยู่ในรูป เงินเดือนเป็นหลัก ผู้ถือหุ้นธนาคารไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะเสนอค่าตอบแทนสูงลิบลิ่วให้กับ ผู้จัดการ เพราะการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของภาครัฐทำให้การแข่งขันระหว่างธนาคารในสมัยนั้นไม่ค่อยรุนแรง และการเสนอค่าตอบแทนสูงๆ ก็อาจบิดเบือนแรงจูงใจของผู้จัดการให้วิ่งเข้าหาความเสี่ยงมากกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้โครงสร้างเงินทุนของธนาคารที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพตลาดและความเชื่อมั่นของประชาชน (เช่น ถ้าประชาชนขาดความมั่นใจในธนาคาร จนแห่ถอนเงินฝาก ธนาคารก็จะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า bank run) เปรียบเสมือนกลไกควบคุมผู้จัดการไม่ให้เสี่ยงมากเกินไป ทั้งหมดนี้แปลว่าผู้จัดการธนาคารมีแรงจูงใจที่จะทำงานแบบอนุรักษนิยมค่อนข้างมาก ผู้ฝากเงินก็สบายใจที่ธนาคารไม่เอาเงินฝากไปเสี่ยง ผู้ถือหุ้นธนาคารก็ไม่เดือดร้อนเพราะธนาคารจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ ในภาวะที่การ แข่งขันยังไม่รุนแรงมาก ธนาคารมีบทบาทสูง ในการจัดสรรทุน ไม่ต้องแย่งลูกค้ากับตลาดทุนและตลาดเงินดังเช่นในปัจจุบัน

แต่ในโลกการเงินสมัยใหม่ ผู้จัดการการลงทุน (สถาบันการเงินตัวกลางแบบใหม่) ไม่สามารถ รับเงินเดือนแบบ "น้อยแต่มั่นคง" เหมือนผู้จัดการธนาคารได้ เพราะพวกเขามีหน้าที่แสวงหาแหล่งลงทุนที่ได้กำไรสูงสุดสำหรับเจ้าของเงิน ทำให้ต้อง "ผูก" ค่าตอบแทนของพวกเขาเข้ากับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ทำได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง (กองทุนรายอื่น) แรงจูงใจดังกล่าวประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าของเงินสามารถโยกย้ายเงินลงทุนไปให้กองทุนรายอื่นบริหารแทน ได้อย่างง่ายดาย ทำให้อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุน (เจ้าของเงิน) ได้รับยิ่ง เกี่ยวโยงกับระดับค่าตอบแทนของผู้จัดการการลงทุนมากขึ้นไปอีก

ลักษณะแรงจูงใจของผู้จัดการการลงทุน แตกต่างจากแรงจูงใจของผู้จัดการธนาคารใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ประเด็นแรก เนื่องจาก ผู้จัดการการลงทุนจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าเดิมถ้าทำกำไรได้สูงๆ ผู้จัดการการลงทุน จึงมีแรงจูงใจที่จะเสี่ยงมากกว่าปกติ (เพราะหลักการพื้นฐานในโลกการเงิน คือ ยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งมีแนวโน้มจะได้กำไรมาก) ประเด็นที่ 2 ผลการดำเนินงานเชิงเปรียบเทียบของผู้จัดการการลงทุน (คือเปรียบเทียบกับผลงานของกองทุนอื่นๆ) เป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนของ ผู้จัดการการลงทุน ดังนั้นจึงอาจทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ที่อาจประสบผลขาดทุนร้ายแรง แต่ความเป็นไปได้ (probability) ของกรณีร้ายแรงนั้นอยู่ในระดับต่ำ (ในสายตาของผู้จัดการการลงทุน) ในขณะที่หลักทรัพย์นั้นให้อัตราผลตอบแทนงามๆ ในกรณีส่วนใหญ่ที่มีแนวโน้มว่า จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่า นอกจากนี้ผู้จัดการการลงทุนจำนวนมากก็เลือกลงทุนแบบ "แห่ตาม" (herd mentality) คู่แข่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการ "ซื้อประกัน" ว่าผลการดำเนินงานของพวกเขาอย่างน้อยจะไม่ด้อยไปกว่าคู่แข่ง (เพราะถ้าด้อยกว่าก็หมายความว่า จะได้รับค่าตอบแทนส่วนตัวน้อยลง) พฤติกรรมลงทุนแบบ "แห่ตามกัน" แบบนี้อาจทำให้ราคาสินทรัพย์ที่ไปลงทุน ปรับตัวสูงขึ้นกว่ามูลค่าที่แท้จริง (fundamental value) ค่อนข้างมากและอย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมทั้ง 2 ประเภทของผู้จัดการการลงทุน (เสี่ยงมากกว่าปกติ และลงทุนแบบแห่ตาม) อาจส่งผลกระตุ้นซึ่งกันและกันในช่วงที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น (asset price boom) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้จัดการการลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขา "รับได้" กับความเสี่ยงผลกระทบสูงที่มีความเป็นไปได้ต่ำ (low probability "tail" risk) ว่า ราคาสินทรัพย์อาจตกวูบลงสู่ระดับที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างเฉียบพลัน และการที่พวกเขาเห็นคู่แข่งจำนวนมากลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจว่า อย่างน้อยผลดำเนินงานของพวกเขาก็คงไม่ย่ำแย่ไปกว่า คู่แข่ง (underperform) ในช่วงที่ภาวะตลาดขาขึ้นกลับกลายเป็นขาลง

แรงจูงใจทำนองนี้ของผู้จัดการการลงทุนจะพุ่งสูงกว่าเดิมในภาวะดอกเบี้ยต่ำ เพราะสถานการณ์แบบนั้นทำให้พวกเขายิ่งต้อง "วิ่งหาผลตอบแทน" สูงๆ ในตลาด และก็สามารถกู้เงินไป "ต่อยอด" กำไรได้ด้วยต้นทุนต่ำ แปลว่าสถานการณ์แบบนี้ยิ่งเอื้อต่อการเกิดภาวะ "ฟองสบู่" (ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหลายเท่า) มากกว่าเดิม

ประเด็นที่น่าขบคิด คือ ในโลกแบบนี้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะสามารถทำหน้าที่เป็น "ผู้มอบ สภาพคล่อง" ให้กับระบบการเงินอย่างเพียงพอหรือไม่ ในกรณีที่ความเสี่ยงผลกระทบสูงที่มี ความเป็นไปได้ต่ำ ("tail" risk) นั้นเกิดปะทุขึ้นมาจริงๆ เพราะธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันได้ "ยกความเสี่ยง" บางส่วนออกไปนอกงบดุลของตัวเอง ด้วยการใช้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ดังที่ได้เกริ่น ไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาสภาพคล่องในตลาดเสียเอง เพื่อป้องกันหรือกำจัดความเสี่ยง (hedge) จากนวัตกรรมเหล่านั้นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แปลว่างบดุลของธนาคารมีความอ่อนไหวต่อตลาดมาก ซึ่งหมายความว่า ในช่วงวิกฤตที่สภาพคล่องในตลาดเหือดหาย ธนาคารพาณิชย์อาจไม่สามารถทำหน้าที่ เป็นผู้มอบสภาพคล่องได้อย่างที่เคยในอดีต เพราะเป็นผู้ต้องการสภาพคล่องไม่ต่างจากนักลงทุนรายอื่นๆ (นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารกลางอาจจำเป็น ต้องแทรกแซงตลาดยามวิกฤต ในฐานะผู้มอบสภาพคล่องขั้นสุดท้าย (liquidity provider of last resort) ให้กับระบบการเงิน)

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หมายความว่า ถึงแม้ว่าระบบการเงินปัจจุบันจะมีจำนวนผู้เล่นมากกว่าเดิมที่สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ความเสี่ยงโดยรวมของระบบกลับอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีต ตามทฤษฎีการเงิน ผู้เล่นในตลาดควรมีความหลากหลาย ทั้งด้านความเห็น (เช่น ระดับความเสี่ยงที่ "รับได้") และการกระทำ ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของระบบถูก "กระจาย" อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริงการแข่งขันระหว่างผู้จัดการการลงทุน และรูปแบบค่าตอบแทนที่อธิบายไปแล้วข้างต้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้จัดการการลงทุน มีความคล้ายคลึงกันมากกว่าที่ทฤษฎีพยากรณ์ไว้ ระบบการเงินอิงกับวัฏจักรธุรกิจ (procyclicality) มากกว่าในอดีต และทำให้เราไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินขึ้นรุนแรงได้ทั้งหมด (ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้ของกรณีนั้น อาจมีระดับต่ำมาก)

ราจันเสนอว่า วิธีหนึ่งที่ผู้กำกับดูแลภาครัฐควรใช้เพื่อลดระดับการบิดเบือนแรงจูงใจของผู้จัดการการลงทุน เพื่อพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาให้เป็นไปในทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น (ความเสี่ยงของระบบการเงินลดลง) คือให้ภาครัฐเริ่มกำกับดูแลวิธีการจ่ายค่าตอบแทนของผู้จัดการการลงทุน (compensation regulation) เช่น บังคับให้ค่าตอบแทนส่วนหนึ่งของพวกเขาอยู่ในรูปหุ้นของสถาบันที่พวกเขาทำงานให้ แล้วเก็บเงินนั้นไว้ในบัญชีธนาคาร (escrow account) และจ่ายให้ผู้จัดการการลงทุนหลังจากเวลาผ่านไป 3-4 ปี เพื่อพยายามกระตุ้นให้พวกเขาลงทุนแบบ "สายตายาว" มากกว่าเดิม ไม่ใช่พยายามวิ่งหาผลตอบแทนระยะสั้นด้วยการ "แห่ลงทุน" ในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นหลัก

ในเมื่อระบบการเงินโลกมีความเสี่ยงสูง ขนาดนี้ดังที่ราจันชี้ให้เราเห็น คำถามที่น่าคิดต่อไปคือ เหตุใดจึงยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรโลกบาลใดรับเป็น "เจ้าภาพ" ในการร่วมกันคิด หาทางออกจากภาวะล่อแหลมต่างๆ ในปัจจุบัน ที่อาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงินระดับโลกรอบใหม่ เช่นปัญหาขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลของ อเมริกา และความลักลั่นระหว่างตลาดทุนกับ ภาคเศรษฐกิจจริงในประเทศกำลังพัฒนามากมายที่ต้องพึ่งพา "เงินร้อน" ที่เคลื่อนไหวข้ามพรมแดนในชั่วพริบตา ?

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้า 49