หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประสิทธิภาพการดูด "FDI" ของไทย แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3934 (3134)

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนโดย ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ ผู้อำนวย การส่วนนโยบายการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง


กระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน (globalization of capital หรือ financial globalization มีความหมายอย่างกว้างๆ ว่า เป็นกระบวนการในการเชื่อมโยงและรวมตัวทางการเงินของโลกโดยมีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ หรือ international capital flows เป็นส่วนประกอบและเครื่องชี้อย่างหนึ่งถึงระดับการเชื่อมโยงหรือรวมตัวทางการเงินของโลก) ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจมาก ช่วยเพิ่มแหล่ง เงินทุน พัฒนาตลาดทุน ตลอดจนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม กระแสโลกาภิวัตน์ก็ส่งผลกระทบในทางลบด้วยเช่นกัน ดังเช่นวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในกรณีของประเทศไทยที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 10.5 ในปี 2541 ส่งผลให้เกิดคนยากจนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากจำนวนผู้ยากจน 6.8 ล้านคนในปี 2539 เป็น 9.9 ล้านคนใน ปี 2541 เพิ่มขึ้นกว่า 3.3 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 46

โลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญและประเมินว่า จะทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า จากบรรยากาศที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทั้งข้อตกลงและความร่วมมือทางการค้า และการลงทุน ตลอดจนแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกรรมใหม่ๆ ทางการเงิน ทั้งนี้แนวโน้มดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับโลก ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนลงไปถึงระดับครัวเรือนไทย

ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุนโลก พัฒนาตลาดทุนในประเทศต่างๆ เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในตลาดทุน ตลอดจนเพิ่มวินัยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และยังส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจ และลดความผันผวนของการบริโภค ตลอดจนลดโอกาสในการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สำหรับโทษที่สำคัญคือการผันผวนและวิกฤตเศรษฐกิจ

แนวโน้มโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนที่สำคัญ คือ

1) โลกมีบรรยากาศที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนให้เป็นไปอย่างเสรี และขยายตัวในอัตราสูง โดยการเชื่อมโยงทางการเงินที่สูงขึ้นของประเทศต่างๆ การลดลงของกฎระเบียบ และข้อจำกัด การสื่อสารที่รวดเร็ว นวัตกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนความต้องการลงทุนที่สูงขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าที่ดี การขยายตัวของทรัพย์สินภาคเอกชนและภาครัฐ ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกมาก

2) บทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก และจากการประเมินโดยธนาคารโลก กลุ่มเศรษฐกิจนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องในอีกระยะ 25 ปีข้างหน้า

3) การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของทรัพย์สินและเงินทุนเอกชน โดยการสะสมทรัพย์สินของเอกชน และความต้องการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ตลอดจนกระจายความเสี่ยง ทำให้การลงทุนในหลักทรัพย์ขยายตัวสูงขึ้น นำการขยายตัวของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศประเภทอื่น นอกจากนี้กระแสที่สำคัญอีกประการคือ การบริหารความเสี่ยง การคิดค้นอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินใหม่ (financial engineering)

4) กระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลก ลักษณะที่สำคัญคือ การระดมทุนเปลี่ยนจากการกู้ยืมเงินจากธนาคาร เป็นการระดมทุนผ่านตลาดทุนมากขึ้น และการที่สถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีการใช้วิธีบริหารความเสี่ยง มีการเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์ ควบรวมและซื้อกิจการเพื่อการขยายกิจการในต่างประเทศ ขนาดธนาคารใหญ่ขึ้น มีการลงทุนหลากหลายและสัดส่วนรายได้จากการให้กู้ยืมลดลงมาก

5) รูปแบบที่เปลี่ยนไปของการลงทุนโดยตรง โดยกองทุนต่างๆ มีบทบาทมากขึ้นและเป็นผู้นำ การลงทุนโดยตรงมีลักษณะเก็งกำไรระยะสั้นมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการควบรวมและการซื้อกิจการ (M&A) ฉะนั้นผลกระทบต่อประเทศไทยและการรองรับที่เหมาะสมย่อมเปลี่ยนไป

และ 6) การผันผวนของเงินทุนและวิกฤตเศรษฐกิจยังคงอยู่ โดยการผันผวนของเงินทุนโลกยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จากการเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศที่มากขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบทางปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆ (economic shocks) ของต่างประเทศสามารถส่งผลถึงกันได้รวดเร็วผ่านตลาดการเงิน ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และเพิ่มโอกาสในการเกิดวิกฤตสูงขึ้นสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลให้ตลาดทุนโลกมีแนวโน้มความผันผวนในระยะปานกลาง คือ ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (global imbalance) ปัญหาสภาวะสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ระดับสูง (excessive global liquidity) หรือสภาวะสภาพคล่องล้นโลก และเหตุการณ์อื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา เช่น ปัญหาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยความน่าเชื่อถือต่ำ (subprime) ปัญหาการกู้ยืมเพื่อการซื้อ และควบรวมกิจการ (leveraged buyout or LBO) และปัญหาความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (merging markets)

สถานะและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์ ด้านเงินทุน คือ

1) ระดับการเปิดประเทศต่อการค้าและเงินทุนโลกสูงขึ้น ทั้งการวัด จากสัดส่วนการค้าและการลงทุนต่อขนาดเศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ของตลาดทุนและค่าเงินบาทกับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ตะวันออก

2) เงินทุนต่างชาติช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจไทย สำหรับประเทศไทยนั้นได้รับประโยชน์จากเงินทุน ที่ช่วยเพิ่มระดับการลงทุนของไทย ทั้งในช่วงก่อนวิกฤต และหลังวิกฤตที่มีระดับการลงทุนที่ต่ำลงมาก จากการวิเคราะห์พบว่าชาวต่างชาติมีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งเศรษฐกิจจริงโดยรวมและตลาดทุนไทย

3) ความจำเป็นในการพึ่งพาเงินทุนโลกลดลงโดยระดับ ส่วนต่างการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้น (saving-investment GAP) จากอดีตการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความจำเป็นของการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศที่ลดลง ถึงแม้ว่าเงินทุนจากต่างประเทศ สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย แต่ระดับความจำเป็นในการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมีน้อยลง เมื่อเทียบกับอดีต นโยบายที่ส่งเสริมการนำเข้าเงินทุน โดยจำกัดการส่งออกเงินทุน ต้องมีการทบทวนใหม่เพื่อให้สอดคล้อง กับภาวะปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

4) ความไม่สมดุลของการนำเข้าเงินทุนและส่งออกเงินทุน จากนโยบายและมาตรการการส่งเสริมการส่งออกและลดการนำเข้า ในขณะเดียวกันนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แต่มีการควบคุมและขาดการผลักดันการส่งออกเงินทุนเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดการนำเข้าเงินทุนสุทธิสูงกว่าการส่งออกสุทธิมาก ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน และส่งผลกดดันต่อค่าเงินเช่นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เงินบาทแข็งเกินควร 5) ค่าเงินบาทผันผวนและเบี่ยงเบนจากกระแสหลัก เมื่อพิจารณาจากทิศทางค่าเงินบาท

จะพบว่าหลังจากช่วงวิกฤต ทิศทางค่าเงินบาทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ค่าเงินที่ยืดหยุ่นนี้ทำให้มีความเชื่อมโยงของค่าเงินบาทกับค่าเงินประเทศคู่ค้าสกุลอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงปัจจุบันค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐกลับมีทิศทางแข็งค่าขึ้นกว่าเงินสกุลอื่นๆ มาก เห็นได้ว่านับจากต้นปี 2549 ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดถึงประมาณร้อยละ 18 ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ มาก

6) ตลาดทุนไทยมีขนาดเล็กและราคาถูก ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นตลาดหลักทรัพย์ขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเมื่อพิจารณาจากมูลค่ารวมของตลาด (market capitalisation) จะพบว่าตลาดหลักทรัพย์ไทย มีมูลค่ารวมของตลาดน้อยกว่าตลาดอื่นๆ อันบ่งชี้ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทย มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าตลาดต่างชาติ และตลาดทุนไทยได้รับการลงทุนจากต่างชาติไม่สูง ถึงแม้จะมีมูลค่าถูกมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาค่า P/E และ dividend yield และถูกมากเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค โดยถูกกว่าของประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่มีระดับการพัฒนาของประเทศที่น้อยกว่าไทย

7) ประสิทธิภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงลดลง ระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment) ที่ต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ โดยจากข้อมูล UNCTAD พบว่า เมื่อจัดอันดับเปรียบเทียบระหว่างระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับศักยภาพ พบว่าระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ศักยภาพที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนั้นมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ ปี 2533-2547 ระดับการจัดอันดับ FDI Performance ของไทยมีต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับที่ 17 ในปี 2533 และอยู่อันดับที่ 107 ในปี 2548 สำหรับ FDI Potential ของไทยมีต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับที่ 40 ในปี 2533 และอยู่อันดับที่ 59 ในปี 2548

และ 8) ความผันผวนและความเสี่ยงจากเงินทุนเพิ่มขึ้นที่ตลาดทุน หลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีการคืนเงินกู้ยืมต่างประเทศผ่านธนาคารในระดับสูง ทั้งเกิดจากการครบกำหนดสัญญา การสนับสนุนของภาครัฐในการชำระหนี้ต่างประเทศ ทำให้มีการไหลออกของการกู้ยืมสุทธิต่อเนื่อง นอกจากนี้หนี้ต่างประเทศระยะสั้นลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ระยะยาว และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันเงินทุนไหลเข้าเพิ่มสูงขึ้นในตลาดทุน โดยตั้งแต่ปี 2540 นักลงทุนต่างชาติ การซื้อสุทธิเป็นยอดสะสม 328.5 พันล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยกลับเป็นยอดขายสุทธิสะสมเท่ากับ 48.2 และ 253.9 พันล้านบาทตามลำดับ

จากการวิเคราะห์แนวโน้มโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน และการวิเคราะห์สถานะและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นและข้อเสนอแนะเพื่อการพิจารณา 6 เรื่อง คือ

1) การเพิ่มความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของเงินทุนและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

2) การเสริมสร้างเสถียรภาพของค่าเงินและตลาดการเงิน

3) การเพิ่มความร่วมมือกับภูมิภาคในการบริหารจัดการเงินทุนโลก

4) การรองรับกระแสการแข่งขันที่สูงขึ้นจากเงินทุนต่างชาติในภาคบริการโดยเฉพาะภาคการเงิน

5) การเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว

6) การส่งเสริมการบริหารเงินออม การลงทุนในต่างประเทศและทรัพย์สินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

หน้า 2