หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาษีมรดก : กระจายความมั่งคั่งในสังคมได้จริงหรือ

มติชนรายวัน  วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10786

หมายเหตุ - รายงานชิ้นนี้มาจากผลงานวิจัยของนายนรินทร กลันทกพันธุ์ เศรษฐกร 5 สำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่เผยแพร่ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เคยนำเสนอนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว แต่นายฉลองภพเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมีผลกระทบกับคนวงกว้าง สมควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการจะเหมาะสมกว่า สำหรับเนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้

ในปัจจุบัน สังคมไทยเผชิญปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียม ในการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง จะเห็นได้จาก

1.มีการกระจุกตัวของรายได้ค่อนข้างสูง โดยในปี 2547 กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุด มีสัดส่วนการถือครองรายได้เกินครึ่งหนึ่ง ของรายได้ของประชากรทั้งประเทศ (ร้อยละ 55.2) ในขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่ยากจนที่สุด มีสัดส่วนการถือครองรายได้เพียงร้อยละ 4.3 เท่านั้น

2.หากเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา พบว่าประเทศไทยมีความแตกต่างรายได้ระหว่างกลุ่มรายได้สูงสุดกับกลุ่มรายได้ต่ำสุดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ จากปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ จึงเป็นแรงผลักดันให้มีมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว และมาตรการที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดมาตรการหนึ่ง คือ มาตรการจัดเก็บภาษีมรดก เพราะมีความเชื่อว่ามาตรการดังกล่าว จะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมในการกระจายความมั่งคั่งได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาวิจัยในเชิงลึกว่าการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาการกระจายความมั่งคั่งได้จริงหรือไม่ และหากสามารถแก้ไขได้ การจัดเก็บภาษีมรดกรูปแบบใด จะสามารถแก้ไขปัญหากระจายความมั่งคั่งที่ไม่เป็นธรรมได้ดีที่สุด จึงเป็นที่มาของการศึกษาในครั้งนี้

โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมรดกต่อการกระจาย ความมั่งคั่งในสังคม หรือไม่ อย่างไร โดยได้มีการตั้งสมมติฐานตามสถานการณ์ 4 ข้อ คือ

สถานการณ์ที่ 1 มีการตายเกิดขึ้น แต่ไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก

สถานการณ์ที่ 2 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีกองมรดก (เจ้ามรดก

ยกทรัพย์มรดกให้บุตรเพียงคนเดียว)

สถานการณ์ที่ 3 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีการรับมรดก (เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้บุตรเพียงคนเดียว)

สถานการณ์ที่ 4 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีการรับมรดก (เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้ผู้รับมรดกหลายคน)

จากการศึกษาพบว่าการจัดเก็บภาษีมรดก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบภาษีกองมรดกหรือภาษีการรับมรดก มีผลทำให้การกระจายความมั่งคั่งในสังคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก นอกจากนี้ หากเจ้ามรดกกระจายทรัพย์มรดกของตนให้กับผู้รับมรดกหลายคน จะทำให้การกระจายความมั่งคั่งในสังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้น กว่ากรณีที่เจ้ามรดกกระจายทรัพย์มรดกของตน ให้กับผู้รับมรดกเพียงคนเดียวหรือน้อยราย

ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย ดังนี้

1.จำเป็นต้องมีการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย เนื่องจากหากไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก จะทำให้ช่องว่างในการกระจายความมั่งคั่งระหว่างผู้ที่มีความมั่งคั่งมากและผู้มีความมั่งคั่งน้อยกว้างขึ้นเรื่อยๆ และรวดเร็ว

2.ควรจัดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบภาษีการรับมรดก เนื่องจากมีโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาการกระจายความมั่งคั่งที่ไม่เป็นธรรม ได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษีกองมรดก เพราะรูปแบบการจัดเก็บภาษีการรับมรดกสามารถจูงใจให้เกิดกระจายทรัพย์มรดก โดยหากกระจายทรัพย์มรดกให้กับผู้รับมรดกหลายคน จะทำให้มีมูลค่าทรัพย์มรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี มากกว่ากรณีจัดเก็บภาษีกองมรดก

3.ควรกำหนดรูปแบบภาษีการรับมรดกที่จูงใจให้เกิดการกระจายทรัพย์มรดกมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งจูงใจที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีที่เหมาะสม การกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม และควรเป็นอัตราก้าวหน้าตามขนาดมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ และกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีสำหรับทรัพย์มรดก ที่ใช้ทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม เช่น การยกทรัพย์มรดกให้องค์กรสาธารณกุศล โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

4.ควรจัดเก็บภาษีการให้ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีมรดก เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีมรดก โดยการยกทรัพย์สินให้แก่กันก่อนตาย

5.รัฐจะต้องมีมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยลดช่องว่างการกระจายความมั่งคั่งควบคู่กับมาตรการจัดเก็บภาษีมรดกด้วย เช่น มาตรการปรับปรุงแก้ไขการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกในประมวลรัษฎากรที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการขายทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก และการให้โดยเสน่หา และมาตรการทางการคลังทางด้านรายจ่าย เช่น มาตรการให้ทุนแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อนำไปประกอบการผลิตต่างๆ ซึ่งมาตรการดังกล่าว จะเพิ่มความมั่งคั่งให้กับผู้ที่มีความมั่งคั่งน้อยเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบการให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น

นักวิชาการหนุนถึงเวลาเอาจริง

ช่วยกระจายรายได้เป็นธรรม

- นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

"เห็นด้วยกับงานวิจัยของ สศค.ที่เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีมรดก เนื่องจากจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรม ในการกระจายรายได้ในสังคม แต่การศึกษายังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องของอัตราในการจัดเก็บที่เหมาะสม ว่าควรจะจัดเก็บในอัตราใด และในแง่วงเงินขั้นต่ำที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก ว่าควรจะมีจำนวนเท่าใด ถึงจะไม่เป็นจำนวนที่มากหรือน้อยจนเกินไป เช่น มูลค่ามรดกจำนวนต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อให้การศึกษามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น"

- น.ส.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"เห็นด้วยกับแนวคิดที่ประเทศไทยควรจะมีการจัดเก็บภาษีมรดก แต่ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยบางส่วนที่แย้งว่า การจัดเก็บภาษีมรดกอาจจะเป็นการทำลายการออม ซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการออมมากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะออมไว้ใช้เมื่อวัยชรา แต่กรณีของมรดกนั้นเป็นการโอนทรัพยสินให้ผู้อื่นเมื่อเสียชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้กระทบกับผู้ให้มากนัก

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจัดเก็บภาษีมรดกไม่น่าจะทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้น การเก็บภาษีมรดก ไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น แต่ในสังคมไทยก็ถึงเวลาที่ควรจะมีการสนใจ และถกเถียงกันเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมรดก ว่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ และควรเริ่มต้นที่จะมีการศึกษากันอย่างจริงจัง

หน้า 20