หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สงครามชิงน้ำ

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

ในช่วงนี้มีรายงานเกี่ยวกับฝนตกหนักจนน้ำฝนท่วมบางส่วนของประเทศเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน ก็มีรายงานเกี่ยวกับนักการเมืองปะทะกันทางคารม จนสังคมไทยตกอยู่ในภาวะน้ำลายท่วมอย่างต่อเนื่อง สภาพเช่นนี้ไม่เอื้อให้มีการนึกถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสจนรัฐบาลประกาศให้น้ำเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่การขาดแคลนน้ำมิได้หมดไป มันยังคงเป็นปัญหาใหญ่หลวงทั้งของคนไทยและของชาวโลก โดยเฉพาะเกี่ยวกับน้ำสะอาดที่สามารถนำมาบริโภคได้

ปัญหาการขาดแคลนน้ำนั้นหนักหนาสาหัสถึงขนาดเกิดสงครามชิงน้ำกันแทบไม่ขาดสาย สงครามชิงน้ำมีหลายรูปแบบ จากการทะเลาะวิวาทกันในชุมชนไปจนถึงการใช้กองทัพ

จากมุมมองของปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก การขาดแคลนน้ำมีความสำคัญเร่งด่วนยิ่งถึงขนาดปราชญ์สองคน เขียนหนังสือ โดยใช้ชื่อเดียวกันว่า "สงครามชิงน้ำ" ซึ่งพิมพ์ออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เล่มแรกชื่อ Water Wars : Privatization, Pollution, and Profits เขียนโดย Vandana Shiva เล่มที่สองชื่อ Water Wars : Drought, Flood, Folly, and the Politics of Thirst เขียนโดย Diane Raines Ward

หนังสือสองเล่มนี้มีขอบเขตต่างกัน แต่เนื้อหาสาระของทั้งสองเล่มให้ความกระจ่างแก่ประเด็นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนเล่มแรกเป็นชาวอินเดีย เขาเล่าเรื่องการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในอินเดียละเอียดกว่าเล่มที่สอง โดยเฉพาะเกี่ยวกับบทบาทและกลวิธีขององค์กรเอกชนในรัฐราชาสถานซึ่งแห้งแล้งสูงมาก จนเป็นทะเลทรายในหลายส่วน

ในความเห็นของเขา การขาดแคลนหรือไม่ขาดแคลนน้ำไม่ได้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ หากกำหนดโดยวัฒนธรรม เกี่ยวกับการเก็บกักรักษา และใช้น้ำของชุมชน วัฒนธรรมที่ใช้น้ำอย่างสุรุ่ยสุร่ายและทำลายแหล่งน้ำย่อมขาดแคลนน้ำ ส่วนวัฒนธรรมที่รู้จักประหยัดย่อมไม่ขาดแคลน เขาอ้างว่ารัฐราชาสถานโดยทั่วไปไม่ขาดแคลนน้ำ แม้จะมีสภาพเป็นทะเลทรายเพราะประชาชนส่วนใหญ่ใช้น้ำทุกหยดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาปีละเพียงเล็กน้อย

ชุมชนในรัฐราชาสถานมีกลวิธีหลากหลายสำหรับกักเก็บและใช้น้ำอย่างประหยัดมาเป็นเวลานาน วิธีหนึ่งได้รับการรื้อฟื้นอย่างจริงจังหลังเกิดความแห้งแล้งครั้งใหญ่ในช่วงปี 2528-2529 หัวหอกในการรื้อฟื้น ได้แก่ องค์กรเอกชนชื่อ "ตารุน ภะรัต สังข์" (Tarun Bharat Sangh) ซึ่งระดมพลังประชาชนในท้องถิ่น เพื่อขุดลอกสระน้ำจำนวนมาก

สระน้ำเหล่านั้นรวมกันเป็นระบบกักเก็บน้ำที่ขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน ชาวบ้านเรี่ยไรเงินกันได้ 2.2 ล้านดอลลาร์ แล้วนำไปใช้ในการขุดลอกและปรับปรุงสระน้ำ 2,500 ลูกในหมู่บ้าน 500 แห่ง ชาวบ้านตกลงกันว่า จะใช้น้ำในสระเพื่อทำอะไรได้บ้าง และจะดูแลระบบกักเก็บและจ่ายน้ำนั้นอย่างไร

ความสำเร็จในรัฐราชาสถานนำไปสู่การแพร่ขยายของการใช้ระบบขุดสระน้ำในชุมชนจำนวนมาก น้ำที่สระนั้นกักเก็บไว้นอกจากจะใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านแล้ว มันยังซึมลงไปเสริมแหล่งน้ำใต้ดิน และทำให้ลำน้ำที่เหือดแห้งไปกลับมามีน้ำไหลอีกด้วย ผู้เขียนยกตัวอย่างลำน้ำสองสาย ซึ่งฟื้นคืนชีพกลับมาชื่อ "อาร์วารี" และ "ฤภาเรล"

สายแรกกลับมามีน้ำไหลอีกครั้งหลังชาวบ้านขุดสระได้ 500 ลูก สายหลังคืนชีพขึ้นมาเมื่อชาวบ้านขุดสระได้ 250 ลูก ทั้งน้ำที่กักเก็บไว้ในสระ ที่ซึมลงไปอยู่ในดินและที่ไหลไปตามสายน้ำดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นความชุ่มชื้น และระบบนิเวศรอบๆ ชุมชน องค์กรเอกชน "ตารุน ภะรัต สังข์" มีบทบาทสูงมาก ในการทำให้ชุมชนในพื้นที่แห้งแล้ง มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ คณะกรรมการรางวัลแมกไซไซ จึงมอบรางวัลให้องค์กรนั้นเมื่อปี 2544

การขุดสระน้ำจำนวนมากเป็นหนึ่งในหลายกลวิธีที่ชาวอินเดียใช้ในการกักเก็บน้ำฝน แต่การกักเก็บน้ำเป็นเพียงหนึ่งในสองของหน้าเหรียญแห่งความสำเร็จเท่านั้น อีกหน้าหนึ่งได้แก่ การใช้น้ำอย่างประหยัดด้วยมาตรการต่างๆ รวมทั้งการพร้อมใจกันของชาวบ้านในการจำกัดพื้นที่ชลประทาน และการหยุดปลูกพืชที่กินน้ำมาก เช่น อ้อย

เรื่องราวของชาวราชาสถานน่าจะให้ข้อคิดสำหรับชาวโลกโดยทั่วไปที่อยู่ในเขตกันดารน้ำ สำหรับเมืองไทย ซึ่งมีฝนตกมากกว่ารัฐราชาสถานหลายเท่า การขาดแคลนน้ำจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ตามทฤษฎีการขุดสระน้ำจำนวนมาก น่าจะทำได้หากชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ในกรณีที่เกษตรกรต่างขุดสระน้ำตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สระน้ำจำนวนมากน่าจะเกิดขึ้น จนพอที่จะก่อให้เกิดแหล่งน้ำใต้ดิน ที่สามารถนำมาใช้ในยามจำเป็นได้

อย่างไรก็ตาม การกักเก็บน้ำดังกล่าวจะต้องทำไปพร้อมกับการใช้น้ำที่เหมาะสม ในบางกรณีเกษตรกรไทย อาจต้องหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าว เพราะการปลูกข้าวใช้น้ำสูงถึงราว 2 เท่าของการปลูกข้าวสาลี และราว 10 เท่าของการปลูกมันฝรั่ง ข้อมูลการใช้น้ำของการทำเกษตรกรรมชนิดต่างๆ อาจหาได้ในหนังสือชื่อ When the Rivers Run Dry ของ Fred Pearce

องค์กรเอกชนและการร่วมมือกันของชาวบ้านมีความสำคัญยิ่งในความสำเร็จของชาวราชาสถาน คงกันได้ว่าบทบาทขององค์กรเอกชนในกระบวนการพัฒนาได้รับการเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ บรมครูผู้สอนวิชาบริหารจัดการ ความจริงข้อนี้อาจชี้ให้เห็นทั้งทางออกและอุปสรรคของสังคมไทย นั่นคือ การขุดสระน้ำจำนวนมากน่าจะแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของย่านกันดารน้ำได้เป็นอย่างดี

แต่อุปสรรคอยู่ที่คนไทยร่วมมือกันได้ยาก ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาการสหกรณ์ ซึ่งยังต้วมเตี้ยมทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในรัชสมัยของร.6 นอกจากนั้น บทบาทขององค์กรเอกชนถูกจำกัด เพราะผู้นำการเคลื่อนไหวในด้านต่างๆ มักสร้างอันตรายให้แก่ตัวเอง