หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Long หรือ Short เมื่อใด?

FUTURE WORLD BY TFEX : เกศรา มัญชุศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550

สวัสดีค่ะ SET50 Index Options น้องใหม่ของวงการที่รออวดโฉมในวันที่ 29 ต.ค.นี้ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของการบริหารความเสี่ยง และเพื่อสร้างโอกาสการทำกำไรให้กับท่านได้เป็นอย่างดี options ที่จะนำมาซื้อขายนั้นมี 4 อายุ สิ้นสุดทุกไตรมาส แต่ละอายุ มี call และ put ที่มี strike price 11 ราคา แต่ละราคาคือ ดัชนี SET50 ที่มีระยะห่างกัน 10 จุดของดัชนี

การตัดสินใจซื้อ (long)หรือ ขาย (short) call หรือ put นั้น ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และคาดการณ์ว่าดัชนี SET50 นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด และราคาที่เสนอซื้อเสนอขายของ call และ put ในตลาดอนุพันธ์นั้น ถูกหรือแพงอย่างไร หลักการทำกำไรนั้น ยังคงใช้หลักสากลที่ซื้อถูกขายแพง หรือขายแพงแล้วมาซื้อที่ถูกกว่า options นี้ยังสามารถใช้เทคนิคและกลยุทธ์การซื้อขายประเภทต่างๆ มาทำงานให้ได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการได้มากยิ่งขึ้น

ผู้ซื้อ ที่เรียกว่า long call หรือ long put จ่ายเงินค่าซื้อ ที่เรียกว่า ค่าพรีเมียม ผู้ขาย ที่เรียกว่า short call หรือ short put จะได้รับเงินค่าขาย หรือค่าพรีเมียม แล้วท่านผู้อ่านคิดว่าในสถานการณ์ใดถึงจะซื้อ หรือจะขาย ?

เมื่อท่านสามารถซื้อขาย SET50 Options ได้ตั้งแต่ปลายเดือนต.ค.ลองสมมติว่าท่านคาดการณ์ว่าการเลือกตั้ง ในเดือนธ.ค.ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นปัจจัยบวกต่อสภาวะเศรษฐกิจ ความชัดเจนทางการเมืองน่าจะดีขึ้น ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงซื้อ call และประเมินว่าระดับดัชนี SET50 นั้นจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะเลือกซื้อ call ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price) ใดดี เช่น ในปัจจุบัน SET50 อยู่ที่ระดับ 590 จุด ผู้ซื้อ call อาจซื้อ call ที่ ราคาใช้สิทธิ 600 เนื่องจากคาดว่าตลาดจะดีขึ้น หลังจากนั้นจึงไปต่อรอง ราคาที่เสนอซื้อ เสนอขาย (ค่าพรีเมียม) ในตลาดอนุพันธ์ ในช่วงที่คาดว่าดัชนีจะขึ้น ให้ใช้กลยุทธ์ LONG CALL

ผู้ขาย ที่เรียกว่า short call เป็นผู้ที่คิดตรงข้ามกับผู้ซื้อ คาดว่าดัชนี SET50 ไม่น่าขึ้นโดยอาจคาดว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาหลังการเลือกตั้งนั้น มีเสถียรภาพหรือไม่ เนื่องจากมีการรวมตัวจากหลายพรรค ดังนั้น จึงเป็นผู้ขาย call และได้รับเงินค่าขาย (ค่าพรีเมียม) หรือฝ่ายขายนี้อาจมีพอร์ตหุ้นที่ราคาถูกมากอยู่ ทำให้เลือกที่จะขาย call ที่ strike price ที่มีกำไรเมื่อเทียบกับต้นทุนในพอร์ตของตน บทสรุปของผู้ SHORT CALL คือเมื่อคาดว่าตลาดหุ้นลง หรือไม่ขึ้น

ทั้งสองฝ่ายเมื่อซื้อขายแล้วเกิดอะไรขึ้นก่อนที่ options จะสิ้นสุดอายุในเดือนธ.ค. ผู้ long call เดือนธ.ค. ที่ strike price 600 สมมติว่าจ่ายเงินค่าพรีเมียมไป 15 จุด เป็นเงิน 15 x 200 บาท เท่ากับ 3,000 บาท ถ้าดัชนี SET50 เพิ่มสูงขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือก 1) ถือไปจนสิ้นอายุเดือนธ.ค. โดยจะได้กำไรเมื่อดัชนีเพิ่มไปมากกว่าต้นทุนพรีเมียมที่จ่ายไปแล้ว เช่น ดัชนีสูงขึ้นเป็น 620 จะได้กำไร 20 (620-600)จุด หรือ 4,000 บาท เมื่อหักค่าพรีเมียม คงเหลือกำไร 1,000 (4,000-3,000) บาท หรือเลือก 2) ขาย call ออกไปก่อนสิ้นอายุ เนื่องจากค่าพรีเมียมในตลาดเพิ่มสูงขึ้น และมากกว่า 15 จุด (บวกด้วยต้นทุนค่า คอมมิชชั่นที่จ่ายแก่โบรกเกอร์) ผู้ซื้อนี้อาจขาย call รุ่นนี้ หรือ ซีรีส์นี้ออกไป เพื่อทำกำไร

ในทางตรงข้าม ดัชนีตลาดกลับอยู่นิ่งหรือลดลง ค่าพรีเมียมในตลาดอนุพันธ์ก็อาจจะเท่าเดิม หรือลดต่ำลง ผู้ซื้อไม่สามารถทำกำไรได้ ยังคงมีสถานะถือ call นี้ไว้ โดยเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงสิ้นเดือนธ.ค.มูลค่าของ call นี้จะเป็นศูนย์ ผู้ซื้อจึงมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งจำนวนที่เป็นค่าซื้อหรือค่าพรีเมียม เช่น 3,000 บาท ข้างต้น ทั้งนี้ ผู้ซื้อ options ด้าน call หรือ put ไม่ต้องวางเงินประกันที่โบรกเกอร์ และไม่ต้อง mark to market สถานะของเขา เพราะโอกาสการขาดทุนที่จะเกิดขึ้นสูงสุดนั้น เท่ากับมูลค่าพรีเมียมที่จ่ายไปตั้งแต่การซื้อวันแรกแล้ว ผู้ซื้อ call หรือ put มีโอกาสกำไรไม่จำกัด ขณะที่จำนวนขาดทุนสูงสุดเท่ากับค่าพรีเมียมที่จ่ายออกไปแล้ว

ผู้ short call ที่ strike price ที่ดัชนี 600 จุด นี้ เป็นผู้อยู่ด้านตรงข้าม เมื่อผู้ซื้อได้กำไร คือ ดัชนีเพิ่มสูงขึ้นตามคาด ผู้ขายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ได้รับผลขาดทุนจากการใช้สิทธิจากผู้ซื้อเมื่อครบกำหนดอายุ หรือขาดทุนจากการ mark to market เนื่องจากราคาพรีเมียมในตลาดสูงขึ้น และสูงกว่าค่าพรีเมียมที่เป็นค่าขายที่ได้รับมา ผู้ขายก็จะขาดทุนและอาจต้องนำเงินประกันมาวางเพิ่มเติมที่โบรกเกอร์ แต่ถ้าดัชนี SET50 ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามคาด เงินที่ผู้ขายได้รับสูงสุดคือ ค่าพรีเมียมนั่นเอง ดังนั้น ผู้ขาย call หรือ put อาจมีผลขาดทุนมากกว่าเงินค่าขาย หรือพรีเมียมที่ได้รับมา จึงต้องมีการวางเงินประกัน ที่โบรกเกอร์และ mark to market เพื่อคำนวณกำไรขาดทุนทุกวัน

ดิฉันหวังว่า ท่านผู้อ่านได้เริ่มคุ้นเคยกับ SET50Options กันพอสมควรทีเดียว ท่านที่สนใจรับฟังวิธีการ และกลยุทธ์ที่ใช้อยู่ในประเทศอื่นๆ นั้น ขอประชาสัมพันธ์ให้เข้าร่วมสัมมนา เรื่อง SET50 Options: Strategies & Applications โดยวิทยากรต่างประเทศจากบริษัทหลักรัพย์ UBS ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ S-E-T CallCenter 02-229-2222 หรือ www.tfex.co.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย