|
||||||||||||||
|
นโยบายการคลังภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550 เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้รับเชิญให้ไปวิจารณ์บทความในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง นโยบายการคลังและการกระจายอำนาจทางการคลังภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ผมจึงขอนำสิ่งที่ได้ให้ความเห็นไปบางส่วนมานำเสนอในวันนี้ ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์ ที่นับวันประเทศต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกันง่ายและรวดเร็วขึ้น ผ่านการเคลื่อนย้ายของคน ทุน และสินค้า จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนเรามากขึ้น เช่น การที่คนสามารถเดินทางข้ามประเทศไปๆ มาๆ ได้โดยง่าย จะทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือการเคลื่อนย้ายของทุนข้ามชาติอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบให้ตลาดเงินและตลาดทุนระหว่างประเทศผันผวนมากขึ้น ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศ จะช่วยทั้งเปิดโอกาสในการหาตลาดใหม่ๆ แต่ก็นำมาซึ่งการทำลายกิจการการค้าดั้งเดิมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น นโยบายการคลัง ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลจึงต้องปรับเปลี่ยนไป เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกดังกล่าว โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังมาเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในกรณีที่โลกาภิวัตน์ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนได้ง่ายขึ้น และทำให้คนตกงานมากขึ้น และในกรณีที่กระแสโลกาภิวัตน์สามารถทำให้สังคมการดำรงอยู่ของคนแบบเดิมเปลี่ยนไป และมีการทำลายสิ่งแวดล้อมข้ามชาติมากขึ้น นโยบายการคลังจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งต้องเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการกระจายรายได้ของคนจนกับคนรวย จากผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่ยิ่งทำให้ความแตกต่างรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ ประการแรก ในด้านรายได้ กระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมีการเชื่อมโยงมากขึ้น จะทำให้ประเทศต่างๆ แข่งกันลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีศุลกากร เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี หรือขยายฐานภาษีเดิมให้ใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องพยายามหาภาษีประเภทใหม่ๆ เพื่อเข้ามาทดแทนรายได้ที่สูญเสียไป ตัวอย่างฐานภาษีใหม่ๆ ที่น่าจะนำมาใช้ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์ ได้แก่ ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีการบริโภคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือต่อสังคม ที่เรียกกันว่า ภาษีบาป (sin tax) และภาษีมรดก เพราะนอกจากภาษีประเภทใหม่ๆ นี้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลแล้ว ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ประการที่สอง ด้านรายจ่าย ในอนาคตภาครัฐควรจะต้องให้ความสำคัญกับการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้คนยากคนจนมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น และต้องสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ เช่น การตกงาน ในขณะที่ภารกิจของรัฐแบบเดิมๆ เช่น การจัดโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น ถนนหนทาง ก็ยังคงต้องดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รัฐบาลมีเงินเหลือ (fiscal space) มาดูแลคนยากคนจนและสังคมมากขึ้น รัฐบาลควรจะให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนภาครัฐ ในการลงทุน และดำเนินการด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคมากขึ้น (public-private partnership) ประการที่สาม ในเรื่องการบริหารหนี้สินทรัพย์สินของภาครัฐ คงจะมีความยากลำบากมากขึ้นในยุคที่ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน เนื่องจากต้นทุนในการกู้เงินจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามตลาดการเงินโลกที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitization) และการใช้ option น่าจะสามารถนำมาใช้จัดการบริหารทรัพย์สินหนี้สินของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าบทบาทของนโยบายการคลังจะเพิ่มขึ้นท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์นี้ แต่ภาครัฐโดยรวมไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเสมอไป เพราะรัฐบาลส่วนกลางสามารถกระจายอำนาจบางส่วน ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะรู้ความต้องการของคนในท้องถิ่นได้ดีกว่า นอกจากนั้น ท้องถิ่นควรจะต้องมีบทบาทในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของคนในกระแสโลกาภิวัตน์ในอนาคต จะทำให้เกิดชุมชนเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความแออัด ปัญหาสลัม ปัญหาสังคมในแต่ละท้องถิ่น ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปนโยบายการคลังท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและมีธรรมาภิบาลที่ดี กล่าวคือ จะต้องมีกฎเกณฑ์ กฎหมาย ที่ชัดเจน และเป็นธรรม (rule of law) มีการเปิดเผยข้อมูลการคลังที่โปร่งใส (transparency) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการคลังได้สะดวกขึ้น ทำให้เกิดความรับผิดรับชอบที่ชัดเจน (accountability) และจะต้องให้ประชาชนมีช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วม (participation) เช่น การเสนอความเห็น ไต่สวน โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
|