|
||||||||||||||
|
โลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน
อนาคตและนัยต่อประเทศไทย
ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550 กระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน (Globalization of Capital หรือ Financial globalization มีความหมายอย่างกว้างๆ ว่า เป็นกระบวนการในการเชื่อมโยง และรวมตัวทางการเงินของโลกโดยมีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ หรือ International Capital Flows เป็นส่วนประกอบและเครื่องชี้อย่างหนึ่งถึงระดับการเชื่อมโยงหรือรวมตัวทางการเงินของโลก) ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจมาก ช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุน พัฒนาตลาดทุน ตลอดจนทำให้เศรษฐกิจ ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามกระแสโลกาภิวัตน์ก็ส่งผลกระทบในทางลบด้วยเช่นกัน ดังเช่นวิกฤติเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในกรณีของประเทศไทยที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 10.5 ในปี 2541 ส่งผลให้เกิดคนยากจน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากจำนวนผู้ยากจน 6.8 ล้านคน ในปี 2539 เป็น 9.9 ล้านคน ในปี 2541 เพิ่มขึ้นกว่า 3.3 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 46 โลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญ และประเมินว่าจะทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า จากบรรยากาศที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทั้งข้อตกลงและความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกรรมใหม่ๆ ทางการเงิน ทั้งนี้แนวโน้มดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับโลก ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนลงไปถึงระดับครัวเรือนไทย ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุนโลก พัฒนาตลาดทุนในประเทศต่างๆ เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในตลาดทุน ตลอดจนเพิ่มวินัยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และยังส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจ และลดความผันผวนของการบริโภค ตลอดจนลดโอกาสในการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สำหรับโทษที่สำคัญคือ การผันผวนและวิกฤติเศรษฐกิจ แนวโน้มโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนที่สำคัญ คือ 1) โลกมีบรรยากาศที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนให้เป็นไปอย่างเสรี และขยายตัวในอัตราสูง โดยการเชื่อมโยงทางการเงินที่สูงขึ้นของประเทศต่างๆ การลดลงของกฎ ระเบียบและข้อจำกัด การสื่อสารที่รวดเร็ว นวัตกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนความต้องการลงทุนที่สูงขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าที่ดี การขยายตัวของทรัพย์สินของภาคเอกชนและภาครัฐ ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการค้าโลกมาก 2) บทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก และจากการประเมินโดยธนาคารโลก กลุ่มเศรษฐกิจนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องในอีกระยะ 25 ปีข้างหน้า 3) การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของทรัพย์สินและเงินทุนเอกชน โดยการสะสมทรัพย์สินของเอกชน และความต้องการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ตลอดจนกระจายความเสี่ยง ทำให้การลงทุนในหลักทรัพย์ขยายตัวสูงขึ้น นำการขยายตัวของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศประเภทอื่น นอกจากนี้กระแสที่สำคัญอีกประการคือ การบริหารความเสี่ยง และการคิดค้นอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินใหม่ (Financial Engineering) 4) กระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลก ลักษณะที่สำคัญคือ การระดมทุนเปลี่ยนจากการกู้ยืมเงิน จากธนาคารเป็นการระดมทุนผ่านตลาดทุนมากขึ้น และการที่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ มีการใช้วิธีบริหารความเสี่ยง มีการเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์ ทำการควบรวมและซื้อกิจการ เพื่อการขยายกิจการในต่างประเทศ ขนาดธนาคารใหญ่ขึ้นมีการลงทุนหลากหลาย และสัดส่วนรายได้จากการให้กู้ยืมลดลงมาก 5) รูปแบบที่เปลี่ยนไปของการลงทุนโดยตรง โดยกองทุนต่างๆ มีบทบาทมากขึ้นและเป็นผู้นำ การลงทุนโดยตรงมีลักษณะเก็งกำไรระยะสั้นมากขึ้นและส่วนใหญ่เป็นการควบรวมและการซื้อกิจการ (M&A) ฉะนั้นผลกระทบต่อประเทศไทย และการรองรับที่เหมาะสมย่อมเปลี่ยนไป และ 6) การผันผวนของเงินทุน และวิกฤติเศรษฐกิจยังคงอยู่ โดยการผันผวนของเงินทุนโลกยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จากการเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศที่มากขึ้น ส่งให้ผลกระทบทางปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆ (Economic shocks) ของต่างประเทศสามารถส่งผลถึงกันได้รวดเร็วผ่านตลาดการเงิน ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และเพิ่มโอกาสในการเกิดวิกฤติสูงขึ้น เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลให้ตลาดทุนโลกมีแนวโน้มมีความผันผวนในระยะปานกลางคือ ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance) ปัญหาสภาวะสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ระดับสูง (Excessive Global Liquidity) หรือสภาวะสภาพคล่องล้นโลก และเหตุการณ์อื่นๆ ที่สำคัญรองมา เช่น ปัญหาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยความน่าเชื่อถือต่ำ (Sub-prime) ปัญหาการกู้ยืมเพื่อการซื้อและควบรวมกิจการ (Leveraged Buyout or LBO) และปัญหาความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) สถานะและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน คือ 1) ระดับการเปิดประเทศต่อการค้า และเงินทุนโลกสูงขึ้น ทั้งการวัดจากสัดส่วนการค้าและการลงทุนต่อขนาดเศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ของตลาดทุน และค่าเงินบาทกับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออก 2) เงินทุนต่างชาติช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจไทย สำหรับประเทศไทยนั้นได้รับประโยชน์จากเงินทุน ที่ช่วยเพิ่มระดับการลงทุนของไทยทั้งในช่วงก่อนวิกฤติ และหลังวิกฤติที่มีระดับการลงทุนที่ต่ำลงมาก และจากการวิเคราะห์พบว่าชาวต่างชาติมีส่วนสำคัญ ในการช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งเศรษฐกิจจริงโดยรวมและตลาดทุนไทย 3) ความจำเป็นในการพึ่งพาเงินทุนโลกลดลง โดยระดับ ส่วนต่างการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้น (Saving-Investment GAP) จากอดีต การเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนถึงความจำเป็นของการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศที่ลดลง ถึงแม้ว่าเงินทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย แต่ระดับความจำเป็นในการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ มีน้อยลง เมื่อเทียบกับอดีต นโยบายที่ส่งเสริมการนำเข้าเงินทุนโดยจำกัดการส่งออกเงินทุน ต้องมีการทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต 4) ความไม่สมดุลของการนำเข้าเงินทุนและส่งออกเงินทุน จากนโยบายและมาตรการ การส่งเสริมการส่งออกและลดการนำเข้า ในขณะเดียวกันนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แต่มีการควบคุมและขาดการผลักดันการส่งออกเงินทุนเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดการนำเข้าเงินทุนสุทธิ สูงกว่าการส่งออกสุทธิมาก ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนไม่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน และส่งผลกดดันต่อค่าเช่น ในช่วงที่ผ่านมาทำให้เงินบาทแข็งเกินควร 5) ค่าเงินบาทผันผวนและเบี่ยงเบนจากกระแสหลัก เมื่อพิจารณาจากทิศทางค่าเงินบาท จะพบว่าหลังจากช่วงวิกฤติ ทิศทางค่าเงินบาทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ค่าเงินที่ยืดหยุ่นนี้ทำให้มีความเชื่อมโยงของค่าเงินบาทกับค่าเงินประเทศคู่ค้าสกุลอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงปัจจุบันค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐกลับมีทิศทางแข็งค่าขึ้นกว่าเงินสกุลอื่นๆ มาก เห็นได้ว่านับจากต้นปี 2006 ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดถึงประมาณร้อยละ18 ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ มาก 6) ตลาดทุนไทยมีขนาดเล็กและราคาถูก ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นตลาดหลักทรัพย์ขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยพิจารณาจากมูลค่ารวมของตลาด (Market Capitalisation) จะพบว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่ารวมของตลาดน้อยกว่าตลาดอื่นๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทย มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าตลาดต่างชาติ และตลาดทุนไทยได้รับการลงทุนจากต่างชาติไม่สูง ถึงแม้จะมีมูลค่าถูกมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาค่า P/E และ dividend yield และถูกมากเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค โดยถูกกว่าของประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่มีระดับการพัฒนาของประเทศที่น้อยกว่าไทย 7) ประสิทธิภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงลดลง ระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ โดยจากข้อมูล UNCTAD พบว่า เมื่อจัดอันดับเปรียบเทียบระหว่างระดับ FDI กับศักยภาพ พบว่า ระดับ FDI ของไทยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ศักยภาพที่จะสามารถดึงดูด FDI นั้นมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 1990-2004 ระดับการจัดอันดับ FDI Performance ของไทยมีต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดย มีระดับที่ 17 ในปี 1990 และอยู่อันดับที่ 107 ในปี 2005 สำหรับ FDI Potential ของไทยมีต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับที่ 40 ในปี 1990 และอยู่อันดับที่ 59 ในปี 2005 และ 8) ความผันผวนและความเสี่ยงจากเงินทุนเพิ่มขึ้นที่ตลาดทุน หลังวิกฤติเศรษฐกิจมีการคืนเงินกู้ยืมต่างประเทศ ผ่านธนาคารในระดับสูง ทั้งเกิดจากการครบกำหนดสัญญา การสนับสนุนของภาครัฐในการชำระหนี้ต่างประเทศ ทำให้มีการไหลออกของการกู้ยืมสุทธิต่อเนื่อง นอกจากนี้ หนี้ต่างประเทศระยะสั้นลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ระยะยาว และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันเงินทุนไหลเข้าเพิ่มสูงขึ้นในตลาดทุน โดยตั้งแต่ปี 1997 นักลงทุนต่างชาติ การซื้อสุทธิเป็นยอดสะสม 328.5 พันล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยกลับเป็นยอดขายสุทธิสะสมเท่ากับ 48.2 และ 253.9 พันล้านบาท ตามลำดับ บทความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของ 3 บทความวิชาการที่จะนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการประจำปี ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ ที่ 17 ก.ย. 50 เวลา 08.30-16.30 น. ณ สโมสรกองทัพบก
|