|
||||||||||||||
|
ข้อมูลจากพื้นที่สีแดงและไม่แดง
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550 เมื่อสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสย่างกรายเข้าไปในพื้นที่สีแดง และมีโอกาสไต่ถามความเห็นของผู้ที่ไปร่วมลงประชามติ เพื่อรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จากรายงานการออกเสียง ย่านที่ผมเข้าไปและย่านที่ได้ไต่ถามจากผู้ไปออกเสียง เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นสีแดงเข้มที่สุด นั่นคือ มีอัตราส่วนของเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงที่สุด ในหน่วยออกเสียงหนึ่ง ซึ่งมีผู้ไปออกเสียงเกินกว่า 500 คน จำนวนเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงถึงราว 25 เท่าของเสียงที่รับ ข้อมูลประกอบที่น่าสนใจ ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างจากบรรดาผู้ออกเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพบว่า ไม่มีใครเคยได้อ่านร่างดังกล่าวเลย เหตุผลที่พวกเขาให้ว่าทำไมพวกเขาไม่รับ ได้แก่ พวกเขาได้รับการบอกเล่าให้เข้าใจว่า ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับ กลุ่มอำนาจเก่าจะไม่สามารถกลับมาสมัครรับเลือกตั้ง และมีอำนาจอีกได้ส่งผลให้พวกเขาหมดโอกาสได้เงิน การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ข้อมูลประกอบนั้นทำให้เสียความรู้สึกไปบ้าง ผมจึงเลิกไต่ถามถึงความเป็นไปในด้านการเมือง และหันไปสนใจในเรื่องอื่นโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ในการบรรยายในโรงเรียนสองแห่งในพื้นที่สีแดงนั้น ผู้ร่วมบรรยายและผมเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ใหญ่ที่ไปเข้าร่วมฟังตั้งคำถาม เฉกเช่นนักเรียนไทยในพื้นที่อื่น ที่ผมได้มีโอกาสบรรยายเรื่องต่างๆ ให้ฟัง นักเรียนในพื้นที่สีแดงโดยทั่วไปไม่สนใจตั้งคำถาม ผู้ร่วมบรรยายกล่าวว่า ถ้าเป็นในอเมริกาซึ่งเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน นักเรียนจะแย่งกันถาม จนไม่รู้จะตอบใครก่อน เขาถามผู้ใหญ่ที่อยู่ในสถานที่นั้นว่า เพราะอะไรนักเรียนไทย จึงไม่สนใจที่จะถาม ไม่มีใครให้คำตอบ เมื่อนักเรียนไม่สนใจที่จะตั้งคำถาม ผู้บรรยายจึงเปลี่ยนไปเป็นผู้ตั้งคำถามเสียเอง ในบรรดาคำถามทั้งหลาย ข้อที่สร้างความสนใจให้นักเรียนอย่างทั่วถึง และพวกเขาพากันชูมือเต็มห้องประชุม ได้แก่ คำถามที่ว่า "ใครอยากมีสามีเป็นฝรั่งบ้าง ?" การซักถามในโอกาสต่อมาได้ข้อมูลว่า สตรีในพื้นที่สีแดงนิยมแต่งงานกับฝรั่ง เพราะพวกเขาเชื่อว่า ถ้าได้แต่งงานกับฝรั่ง ชีวิตจะสะดวกสบาย เนื่องจากฝรั่งมีเงินให้ใช้แทบไม่อั้น ฐานของการแต่งงานจึงเปลี่ยนจากเพื่อเจริญพันธุ์และการช่วยกันก่อร่างสร้างตัวเพราะความรัก ไปเป็นการแสวงหาแหล่งพึ่งพาอาศัย ในตอนนี้หนุ่มไทยในชนบทของพื้นที่สีแดง จึงมีคู่แข่งที่พวกเขาแทบไม่มีทางสู้เพิ่มขึ้น นอกจากหนุ่มในเมืองกรุงแล้ว พวกเขายังต้องแข่งกับฝรั่งทั้งที่ยังหนุ่มแน่นและสูงวัยอีกด้วย หนุ่มชนบทในพื้นที่สีแดง จึงพากันดิ้นรนและกระเสือกกระสนไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อส่งเงินมาเลี้ยงภรรยาในเมืองไทย แต่พวกเขาก็ยังไม่วายที่จะถูกค่อนแคะด้วยคำพูดลอยๆ ที่ว่า "ชู้เป็นอาเสี่ย เมียเป็นคุณนาย ผัวเป็นควายอยู่ไต้หวัน" จากบรรดาผู้ใหญ่ในห้องประชุมในวันนั้น มีคำถามเรื่องความเหมาะสมของการแบ่งเขตการศึกษา และการย้ายโรงเรียนไปสังกัดกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เราไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะผู้ถามยอมรับโดยปริยายว่า การแบ่งเขตการศึกษาและการย้ายโรงเรียนไปอยู่ในความดูแลของท้องถิ่น วางอยู่บนฐานของการช่วงชิงอำนาจ และผลประโยชน์ระหว่างผู้ใหญ่ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการจัดการศึกษา มากกว่าเพื่อให้เยาวชนสัมฤทธิผลสูงสุด กระบวนการปฏิรูปการศึกษา จึงมีค่าไม่ต่างกับการแสดงจำอวด หลังกลับจากพื้นที่สีแดงและได้ฟังการบรรยายในการประชุมครั้งสำคัญขององค์กรเกี่ยวกับการศึกษานอกโรงเรียน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจึงพอเดาได้ว่าเพราะอะไรนักเรียนไทยจึงไม่ตั้งคำถามเช่นนักเรียนอเมริกัน รัฐมนตรีซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในด้านการศึกษาพูดว่า เราเคยจัดการศึกษาตามหลัก "ความรู้คู่คุณธรรม" แต่เนื่องจากสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไป สังคมไทยจะต้องจัดการศึกษาตามหลัก "คุณธรรมนำความรู้" หลังจากนั้น ไม่กี่วันท่านก็แสดงความชื่นชมโรงเรียนกวดวิชา แนวคิดที่แสดงออกมาเป็นคำขวัญอันเพราะพริ้ง และความเห็นของรัฐมนตรีสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการศึกษาของเรายังวางอยู่บนฐานของการมุ่งอัดความรู้ เข้าไปในหัวสมองของเด็ก ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ไม่ฝึกให้พวกเขารู้จักคิดเชิงวิเคราะห์ ซึ่งสำคัญกว่าการเรียนรู้สิ่งที่ครูพยายามยัดเยียดให้ การศึกษาไทยในยุคนี้ จึงไม่ต่างกับเมื่อ 50 ปีก่อน ส่งผลให้เยาวชนไทยไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักสงสัย ซึ่งนำไปสู่การไม่รู้จักถาม การขาดทักษะในการคิดเชิงวิเคราะห์ของเยาวชนไทย ไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งยังคงไม่ทำอะไรในด้านการฝึกฝนให้เยาวชนรู้จักคิดเชิงวิเคราะห์อย่างจริงจัง ผมต้องทนฟังฝรั่งพูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า โดยทั่วไปบัณฑิตไทยไม่สามารถคิดเชิงวิเคราะห์ได้เท่ากับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมของเขา ครูบาอาจารย์จำนวนมากของเราก็ยอมรับว่า เรามุ่งผลิตผู้มีใบปริญญามากกว่าการผลิตบัณฑิตผู้มีความคิดเชิงวิเคราะห์ การผลิตผู้มีปริญญากลายเป็นกิจการหารายได้ของมหาวิทยาลัย และคนในระดับอาจารย์ จนเกิดคำที่พูดกันติดปากว่า "จ่ายครบ จบทันที" ในสภาพเช่นนี้ใบปริญญาจึงมีค่าใกล้แผ่นกระดาษเปล่าเข้าไปทุกวัน ข้อมูลจากพื้นที่สีแดงเสริมด้วยข้อมูลจากพื้นที่สีไม่แดงบ่งอย่างแจ้งชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการได้เงินและผลประโยชน์ที่จับต้องได้จากการไปออกเสียงเลือกตั้ง ตอนนี้จึงเริ่มมีทีท่าของการตอบสนองด้วยวิธีให้ของเปล่าจากพรรคและนักการเมืองในรูปต่างๆ กัน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการขนส่ง ซึ่งเท่ากับการต่อยอดนโยบายประชานิยมที่มีอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นประชาชนมุ่งแสวงหาผู้อุปถัมภ์แทนที่จะพยายามพึ่งตัวเอง เงินซื้อได้ทุกอย่างรวมทั้งพรหมจารี ยังผลให้จิตวิญญาณโสเภณีแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง การจัดการศึกษาวางอยู่บนฐานของการแสวงหาผลประโยชน์ และแนวคิดที่ล้าสมัยของผู้ใหญ่ยังผลให้เยาวชนขาดทักษะในการคิดเชิงวิเคราะห์ ทั้งที่มีใบปริญญาแขวนอยู่ที่ฝาบ้านกันอย่างแพร่หลาย สภาพเช่นนี้ทำให้มีผู้ชี้ว่าสังคมไทยจะตกอยู่ในวังวนของการเดินย่ำเท้าอยู่กับที่ไปอีกนาน ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชี้ว่าในช่วงนี้สังคมไทยไม่ได้อยู่ในวังวนเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว หากเริ่มไหลไปตามทางลื่นลง ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิด ความเห็นของทั้งสองฝ่ายชวนให้คิดเชิงวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมด้วยกันทั้งคู่
|