|
||||||||||||||
|
ฤๅอีกหน่อยเมืองไทยจะไร้ผู้มาเยือน
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550 ผมเป็นแฟนประจำของ World Economic Forum เพราะองค์กรนี้เป็นองค์กรที่หันมาเอาดีด้านการจัดอันดับ โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการจัดอันดับของเขาค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ เนื่องจากวิธีการในการจัดอันดับอิงกับหลักวิชาการ มีแหล่งที่มาที่ไปชัดเจน ไม่มั่วยกเมฆเขียนเอาเอง หรือเอาแต่บวกลบคูณหารคะแนนจากแบบสอบถาม ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแค่หยิบมือเดียว เหมือนองค์กรจัดอันดับบางแห่ง การจัดอันดับที่นำมาเสนอในคราวนี้ เป็นการ จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 124 ประเทศ ประเทศที่ได้อันดับแรกคือสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรียได้อันดับสอง ส่วนอันดับสามตกเป็นของเยอรมนี ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับท็อปเทน คือสิงคโปร์ซึ่งได้อันดับ 8 ส่วนประเทศไทยของเราอยู่อันดับที่ 43 หากมองกันเฉพาะในกลุ่มอาเซียนตามที่ได้แสดงในตาราง จะเห็นว่าเราอยู่ในอันดับสามเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซีย ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา (พม่ากับลาวไม่ได้ถูกจัดอันดับ จึงไม่มีข้อมูล) คะแนนของแต่ละประเทศซึ่งใช้ในการจัดอันดับได้มาจากการวิเคราะห์ปัจจัยสามกลุ่มด้วยกัน ปัจจัยกลุ่มแรก คือ กฎระเบียบข้อบังคับในด้านการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย กฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสุขอนามัย ปัจจัยกลุ่มที่สอง ครอบคลุมมิติด้านการทำธุรกิจโดยปัจจัยที่มีผลต่อคะแนน ได้แก่ ระดับการให้ความสำคัญในการพัฒนา และส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความสะดวกสบายในการเดินทางโดยทางบกและอากาศ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางบกและทางอากาศ โครงสร้างพื้นฐานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ปัจจัยกลุ่มสุดท้าย เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในประเทศ ทั้งด้านทรัพยากรบุคคล ความหลากหลายและร่ำรวยทางวัฒนธรรม ทัศนคติของประชาชนในประเทศที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผมไม่ค่อยติดใจเท่าไรที่สิงคโปร์ได้อันดับหนึ่ง ที่ผมสนใจคือมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม เพราะถ้าเปรียบเป็นสินค้าแล้ว สามประเทศนี้ขายสินค้าคล้ายๆ กัน ไทยมีน้ำตก มาเลเซียมีน้ำตก เวียดนามมีน้ำตก ไทยมีป่า มาเลเซียมีป่า เวียดนามมีป่า ไทยมีทะเล มาเลเซียมีทะเล เวียดนามมีทะเล จะต่างกันบ้างก็ตรงรายละเอียดปลีกย่อยด้านอาหาร ภาษา วัฒนธรรม และปัจจัยอื่นๆ อีกนิดหน่อย คะแนนด้านความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ซึ่งแสดงไว้ในช่องสุดท้ายของตาราง จึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เมื่อธรรมชาติให้มาพอๆ กัน แล้วทำไมเราถึงปล่อยให้มาเลเซียแซงหน้าเราไปได้? ในสายตาของทีมจัดอันดับ พวกเขามองว่ามาเลเซียเหนือกว่าเราในด้านของกฎระเบียบข้อบังคับ การพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือถ้าพูดกันแบบรวมๆ คือ มีของคล้ายกัน แต่เขาขายเก่งกว่าเรา มองคนที่อยู่ข้างหน้ากันแล้ว ลองเหลียวหลังกลับไปมองก็จะเห็นเวียดนามวิ่งไล่กวดเรามาติดๆ จริงอยู่ตอนนี้เวียดนามยังไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ แต่อย่าลืมว่า เวียดนามเขาคล่องตัวในด้านการออกนโยบายมากกว่าเรา เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ยังผูกขาดอำนาจการบริหารประเทศอยู่ ที่ผ่านมา เวียดนามยังไม่ได้เริ่มวิ่งจริงๆ จังๆ เพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างลงตัวในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อปัดกวาดบ้านตัวเองเรียบร้อยก็ถึงเวลาจะเปิดประตูเชิญแขกเข้ามาเที่ยวที่บ้าน ถ้าเรามัวแต่ใจเย็นคอยให้ถึงตอนนั้น อีกไม่ถึงสิบปีเราร่วงลงมาอยู่อันดับสี่ก็ได้ ประเทศไทยของเรามีของดีมีจุดเด่นเยอะแยะมากมาย แต่เรายังขาดการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ คนที่เคยไปเกาะเสม็ดเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้ากลับไปอีกทีตอนนี้คงแทบจะจำไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยขยะและสิ่งปลูกสร้าง เกาะสมุยเดี๋ยวนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน กลายเป็นพัทยาแดนใต้ไปเรียบร้อย ไปเที่ยวน้ำตกเที่ยวอุทยานแห่งชาติบางแห่ง ถ้าไม่ระวังมีหวังได้แผลจากเศษขวดเหล้าขวดเบียร์กลับมาเป็นที่ระลึก ลำพังแค่การโฆษณาติดป้ายคำขวัญอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมควบคู่กันไปด้วยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ต้องไปกลัวว่า ไปจับเขาแล้วเขาจะไม่มาเที่ยวอีก เพราะการที่เขาทำลายสภาพแวดล้อม ก็ทำให้คนมาเที่ยวลดลงอยู่แล้ว การบริหารจัดการในระดับย่อยไม่สามารถทำโดดๆ ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือสนับสนุนทั้งด้านกำลังคน การฝึกอบรม เครื่องมืออุปกรณ์ และงบประมาณ นอกจากนี้แล้ว การบริหารจัดการการท่องเที่ยวในภาพรวมก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ผ่านมา เราเล่นเกมรุกบ้างรับบ้าง จากนี้ไปคงต้องเน้นบทรุกให้มากขึ้น อย่าหลงยึดติดกับความสำเร็จในอดีต มีการวางแผนระยะยาวร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในบ้านเรา ให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ขืนปล่อยให้คนอื่นเขาโกยเอาโกยเอาอีกหน่อยเมืองไทยจะไม่มีใครมาเที่ยวนะครับ
|