หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองญี่ปุ่นกับเศรษฐกิจ

พลวัตเศรษฐกิจ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาต่อสาธารณชน หลังจากมีข่าวอื้อฉาวภายในคณะรัฐมนตรีหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดอย่างย่อยยับ ความเคลื่อนไหวตรงนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นพอสมควร แต่การลาออกของเขาเท่ากับเป็นการเสียสละ เพื่อให้พรรคแอลดีพีอยู่ในอำนาจต่อไป

แม้จะมีความอื้อฉาวมากมาย กองทัพญี่ปุ่นก็ไม่เคยลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร เพราะไม่ใช่ธรรมเนียมประเพณีของการเมืองที่นี่ ขณะเดียวกัน ผู้นำก็มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ และเสียสละ ในการยอมสละจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

ชินโซ อาเบะ ระบุว่า เขาได้แนะให้พรรคแอลดีพี พรรครัฐบาลของเขาเลือกผู้นำมาแทนเขาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเขายืนยันว่า เขาตัดสินใจไม่เลื่อนการลาออกให้ยืดเยื้ออีกต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนวุ่นวายในรัฐสภา

ทั้งนี้ ชินโซ อาเบะ ผู้นำคนแรกของญี่ปุ่น ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด (52 ปี) ในเวลานี้ เพิ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 1 ปี โดยให้สัญญาว่าจะส่งเสริมความมั่นคงของโลก และติดตามการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต นโยบายบางเรื่องของเขาได้รับการต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้าน อันประกอบไปด้วย พรรคเดโมแครติก ปาร์ตี้ ออฟ เจแปน หรือดีพีเจ พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายปฏิรูปของอาเบะ เช่นเดียวกับการผ่านกฎหมายส่งทหารไปอัฟกานิสถานเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนกองกำลังของสหรัฐ

คะแนนความนิยมของเขาลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนมองว่าเขาขาดภาวะผู้นำ หลังจากข่าวอื้อฉาวหลายต่อหลายครั้งในคณะรัฐมนตรีของเขา รวมถึงการบริหารระบบเบี้ยบำนาญผิดพลาด ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในประเทศเก่าแก่ ที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การตัดสินใจลาออกที่สร้างความประหลาดใจครั้งนี้ เป็นเหตุให้ค่าเงินเยน และราคาหุ้นตลาดโตเกียวดิ่งลง และยังดำรงความผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีความมั่นใจว่า การเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ

พิจารณาดูแล้ว การเมืองญี่ปุ่นน่าจะกลับมาสู่ยุคไร้เสถียรภาพอีกครั้งหนึ่ง สิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เกิดความต่อเนื่อง ผลที่มีต่อเศรษฐกิจเอเชียอาจจะไม่มีอะไรมากมายนัก เพราะความสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อเอเชียและโลกค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ขณะที่จีนและอินเดีย มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ แต่ญี่ปุ่นยังมีความสำคัญต่อไทยมาก ทั้งในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่และคู่ค้ารายใหญ่

ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่น ไม่น่าจะส่งผลอะไรมากนักต่อสถานะของโครงการต่างๆ ของญี่ปุ่นในไทย หากปัจจัยภายในของไทยเองต่างหากที่จะมีผลต่อการเป็นแรงผลักหรือแรงดึงดูดต่อการลงทุนของญี่ปุ่น

ไล่เรียงตั้งแต่เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว

รูปแบบการผลิตและการจ้างงานอย่างหนึ่งที่นิยมกันในหมู่บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่น คือ การจ้างงานแบบเหมาช่วง หรือการจ้างหน่วยงานภายนอกผลิต (outsource) เพื่อเป็นการลดต้นทุน การผลิตแบบนี้จะมีความยืดหยุ่นอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้กิจการมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่จะมีผลทำให้ความมั่นคงในการทำงานของคนงานเปลี่ยนแปลงไปด้วย

เรื่องของโลกาภิวัตน์ทางการผลิตนี้ ย่อมมีคนได้คนเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่จุดไหนของกระบวนการผลิต และเรามีอำนาจต่อรองมากน้อยอย่างไร หากภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวลง บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย ก็จำเป็นต้องลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด การลดต้นทุนย่อมเข้มข้นขึ้น บรรดาโรงงานของไทยทั้งหลาย ที่อยู่ในกระบวนการการผลิตแบบเหมาช่วง คือ รับออเดอร์มาจากโรงงานแม่ก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เขาจะลดออเดอร์เราหรือไม่ จะได้เตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ

แล้วจะไม่ได้เกิดสภาวะเลิกจ้างฉับพลัน อันเป็นการซ้ำเติมปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นไปอีก