|
||||||||||||||
|
หนึ่งในสามเหลี่ยมทองคำ
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3931 (3131) คำว่า "สามเหลี่ยมทองคำ" คงทำให้ความคิดของคน ส่วนใหญ่โลดแล่นไปถึงพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรงที่เป็นรอยต่อระหว่างสามประเทศคือ ไทย ลาวและพม่า หลายคนอาจคิดต่อไปถึงความงดงามตามธรรมชาติของสถานที่ ซึ่งมีทั้งป่าไม้ สายน้ำและภูเขาอย่างครบครัน บางคนอาจคิดเลยไปถึงสมัยที่ดินแดนแถบนั้น ยังไม่มีการพัฒนาแต่ก็เป็นศูนย์การค้าอันคึกคักของชุมชนรอบด้าน ซึ่งมีฝิ่นเป็นสินค้าที่ชาวบ้านนำมาแลกกับทองคำ บางคนอาจคิดไปถึงนัยของชื่อสถานที่ซึ่งสะท้อนความเป็นแผ่นดินทองของ ยุคปัจจุบันอันมีกิจการท่องเที่ยว การพนันและการค้าขายทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่ท้องถิ่น สำหรับผมนอกจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว ยังนึกถึงอีกหลายอย่างซึ่งมีลักษณะและนัยของสามเหลี่ยมอันมีค่า หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนา ซึ่งผมร่ำเรียนมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในมหาวิทยาลัย เสริมด้วยการไปเห็นการพัฒนามาเกือบทั่วโลก แล้วมาถึงบางอ้อ หรือได้ข้อสรุปจากการถกเถียงกับเพื่อนๆ ชาวอำเภอบ้านนา หลังรัฐบาลประกาศเมื่อปี 2547 ว่า บ้านนาจะเป็นศูนย์กลางของ การสร้างเมืองใหม่ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ดีใจและ ตื่นเต้นที่จะได้เห็นบ้านนามีความก้าวหน้า ทัดเทียมกับเมืองใหญ่ๆ ผมเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ค่อยยินดีที่จะเห็นบ้านนามีความก้าวหน้า แบบเมืองใหญ่ ทำให้เราถูกกล่าวหาว่าเป็น พวกหัวล้าหลัง แต่ผมกลับคิดว่าฝ่ายผมเป็น พวกหัวก้าวหน้า ส่วนผู้กล่าวหาต่างหากที่ล้าหลัง ผมจะพยายามเล่าให้ฟังว่าเพราะอะไร เพื่อนๆ และผมต่างเกิดมาในครอบครัวชาวนา ซึ่งย้อนไปในสมัยเมื่อ 60 ปีที่แล้วยังทำนากันตามแบบที่ทำกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตายาย นั่นคือ ใช้ควายไถนา ไม่มีเครื่องจักร ไม่มีปุ๋ยเคมีและ ไม่มียาปราบศัตรูข้าว เพื่อนบ้านมักเอาแรงกันทำงาน การจ้างกันจึงไม่มี พวกเราต่างเข้าป่า เพื่อหาตัดไม้มาทำไถและเครื่องมือเครื่องใช้ในนา เราปลูกไผ่ไว้ใช้ทำสารพัดอย่างโดยเฉพาะเพื่อ ทำเครื่องจักสานและเครื่องมือจับปลา ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในท้องนา และหนองน้ำขนาดใหญ่ในเนื้อที่ทางตอนใต้ของอำเภอ รอบบ้านเราปลูกพืชล้มลุกจำพวกมัน เผือก กล้วย อ้อย มะละกอ ผัก สมุนไพร ไม้ยืนต้นเพื่อเก็บผลตามฤดูกาล เช่น มะม่วง กระท้อน มะยมและมะขาม และตามท้องนามีต้นไม้ที่ใช้เผาถ่านและทำฟืน เช่น สะแก คาง จามจุรีและสะเดา พวกเราทำ ทุกอย่างได้ด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และอาศัยตลาดเพื่อซื้อหาสิ่งที่จำเป็นเพียงส่วนน้อย สภาพเช่นนี้เป็นที่รู้กันตามภาษาฝรั่งว่า self sufficiency ในช่วงเวลา 60 ปี เมืองไทยได้พัฒนาและก้าวหน้าไปตามกระแสโลก ณ วันนี้แม้บ้านนาจะยังมีความเป็นชนบท แต่เกือบทุกอย่างได้เปลี่ยนไปและไม่มีชาวนาคนไหนมีชีวิตใกล้สภาพ self sufficiency อีกแล้ว งานเกือบทุกอย่างต้องจ้าง ผู้อื่นทำ ป่าและหนองน้ำขนาดใหญ่เปลี่ยนสภาพไปเป็นไร่เป็นนา ชาวบ้านต้องซื้อหาของจากตลาดเป็นส่วนใหญ่ และโดยทั่วไปมีการศึกษาและ รายได้สูงขึ้น พร้อมกับมีความสะดวกสบายและอายุยืนยาวกว่าในสมัยก่อน ในช่วงเวลานั้นเพื่อนๆ และผมต่างแยกกันไปแสวงหาการศึกษาและ ความก้าวหน้าทางอาชีพ บางคนวนเวียนอยู่ใน ย่านบ้านนาบางคนย้อนกลับมาหลังเกษียณอายุ หลายคนอยู่ต่อไปในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ผมเท่านั้นที่ดั้นด้นไปอยู่ไกลถึงอเมริกาและกลับบ้านนาเป็นครั้งคราว ในระหว่างที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยใน อเมริกา สิ่งที่ผมจำได้ติดตาคือ ความเคลื่อนไหวของเยาวชนในประเทศนั้น เพื่อต่อต้านวิถีชีวิต แบบอเมริกันอันประกอบด้วยการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าชาวโลก การบริโภคแบบเมามันและการอยู่รวมกันอย่างแออัดในเมืองใหญ่ๆ นักเคลื่อนไหวพวกนี้มีชื่อว่า "นักรักอิสระ" หรือ "ฮิปปี้" (Hippies) นอกจากจะต่อต้านวิถีชีวิตแบบอเมริกันแล้ว พวกเขากว่า 1 ล้านคน ยังออกไปตั้งหลักแหล่งใหม่ในชนบท โดยยึดความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายในแนวเดียวกันกับชาวนาไทยเมื่อสมัยผมเป็นเด็กอีกด้วย ในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งซึ่งต่อมาเปลี่ยนใจและย้ายกลับไปใช้ชีวิตในเมือง แต่มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังปักหลักดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายในชนบท มาจนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากอาศัยอยู่ในอเมริกามานานหลายทศวรรษ ผมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับแนวการดำเนินชีวิตของชาวอเมริกัน ทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ มีชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งยังมีความเป็นอยู่แบบชาวนาไทยในสมัยผมเป็นเด็ก นั่นคือ ยังทำไร่ทำนาโดยใช้ม้าลากไถ ไม่ใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล รถยนต์และโทรศัพท์ในบ้าน ชาวอเมริกันกลุ่มนี้มีชื่อว่า "อามิช" (Amish) ซึ่งดำเนินชีวิตแบบนั้นมาเป็นเวลากว่า 300 ปีแล้ว วิถีชีวิตของชาวอามิช น่าสนใจและเป็นแรงดลใจให้ผมเขียนหนังสือ ชื่อ "อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ" เมื่อหลายปีก่อน นอกจากชาวอามิช ซึ่งไม่คิดที่จะเปลี่ยน วิถีชีวิตไปตามกระแสสังคมอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา และชาวอเมริกันซึ่งมีรากฐานมาจากการเป็น "ฮิปปี้" แล้ว ยังมีชาวอเมริกันอีกมากที่อพยพจากเมืองใหญ่ๆ ออกไปใช้ชีวิตในชนบท พวกเขาเหล่านี้มีการศึกษาสูง เคยทำงานที่มีการแข่งขันและความกดดันสูง และเคยมีรายได้อยู่ ในเกณฑ์เศรษฐี พวกเขาละทิ้งชีวิตในเมืองที่มีความเป็นอยู่แบบตัวใครตัวมัน การแข่งขัน แบบเอาเป็นเอาตายในท่ามกลางความรีบเร่ง ความแออัดและอากาศที่เป็นพิษ เพื่อไปแสวงหาชีวิตที่เรียบง่าย ไม่รีบร้อน และมีความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านในย่านที่อากาศยังบริสุทธิ์ สิ่งที่เล่ามานี้ทำให้ผมมีความเห็นว่า ชาวไร่ชาวนาจากรุ่นปู่ย่าตายายของผมและเพื่อนที่บ้านนากับชาวอามิช มีชีวิตและความเป็นอยู่ตาม ยุคเกษตรกรรม หรือจุด A ในสามเหลี่ยมตามรูปที่แนบมา โลกตกอยู่ในยุคเกษตรกรรมราว 8,000 ปีก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลจนเกิด การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 250 ปีที่แล้ว การอุตสาหกรรมนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เมื่อชาวไร่ชาวนาพากันอพยพเข้าไปทำงานในเมืองซึ่งค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นมหานครดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงจากชีวิตแนวเกษตรกรรมไปสู่ชีวิตที่มีการ อุตสาหกรรมเป็นหลักเปรียบเสมือนการเคลื่อนจากจุด A ขึ้นไปสู่จุด B ดังที่เห็นในสามเหลี่ยม ความก้าวหน้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้ชาวโลกสามารถบริโภคได้มากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็นำความเสียหาย ร้ายแรงมาด้วย เช่น การแข่งขันและความกดดันอย่างเข้มข้นนำไปสู่ความเครียด การขาดความเอื้ออาทรนำไปสู่ความหงอยเหงาเศร้าซึม การอยู่กันอย่างแออัดท่ามกลางอากาศและ สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทำให้ชีวิตในเมืองไม่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและด้านทรัพย์สิน และการบริโภคแบบ สุดโต่งนำไปสู่การเผาผลาญทรัพยากร และการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจมองได้ว่าเรากำลังเผาบ้านของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสหรือได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ตระหนักว่าความก้าวหน้าที่พาสังคมเคลื่อนไปสู่จุด B นั้นเปรียบเสมือนการขึ้นไปอยู่ บนภูเขาสูง หรือมีต้นทุนสูงเกินไป มันจะทำให้ พวกเขาลื่นตกลงมาจนขาหรือคอหักได้ พวกเขา จึงมองหาทางออก การอพยพกลับไปอยู่ในชนบทเป็นทางเลือกทางหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนการกลับไปอยู่บนที่ราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวออกไปสู่ชนบทของพวกเขาไม่ใช่การกลับไปสู่จุด A หากเป็นการเคลื่อนไปสู่จุด C ซึ่งมีความแตกต่างจากจุด A ในนัยสำคัญ นั่นคือ ผู้อยู่ ณ จุด C มีความรู้ความเข้าใจในวิวัฒนาการของยุคปัจจุบันอย่างถ่องแท้ และเลือกที่จะออกไปใช้ชีวิตแบบ เรียบง่ายอยู่ในชนบทด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้ที่อยู่ ณ จุด A โดยทั่วไปขาดความรู้ความเข้าใจดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งชาวไร่ชาวนาไทยในรุ่นพ่อแม่และปู่ย่า ตายายของชาวบ้านนา และชาวชนบทอีกมากมาย ซึ่งยังกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน สำหรับผมสามเหลี่ยมนี้มีค่าปานทองคำ เพราะมันทำให้ผมมองเห็นภาพของการพัฒนาได้อย่างกระจ่างขึ้น นั่นคือ จุด A เป็นสังคมแบบดั้งเดิม ซึ่งวางอยู่บนฐานของการสืบทอดต่อๆ กันมาและยังครอบงำด้วยอวิชชาเป็นส่วนใหญ่ จุด B สะท้อนความก้าวหน้าเมื่ออวิชชาลดลง แต่มีปัญหาร้ายแรงตามมาจากการพัฒนาบนฐาน ของการบริโภคแบบสุดโต่ง หรือวัตถุนิยม จุด C เป็นสังคมหลังวัตถุนิยมซึ่งงดการผลาญทรัพยากร เพื่อบริโภคโดยไม่จำเป็น ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเพื่อนๆ ที่บ้านนาซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ อยากเห็นบ้านนาพัฒนาไปเป็นสังคมเมือง ยังมีความคิดติดอยู่ในสมัยวัตถุนิยม ส่วนฝ่ายผม ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านนา พัฒนาไปเป็นเมืองมีหัวก้าวหน้าเพราะเราเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องวิวัฒน์ต่อไปให้ถึง ยุคหลังวัตถุนิยม ในขณะนี้เรามีแนวคิด ที่จะพาเราไปสู่จุดหมายนั้นได้แล้วซึ่งได้แก่เศรษฐกิจพอเพียง หน้า 42
|