หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาษีมรดก : กระจายความมั่งคั่งในสังคมได้จริงหรือ

นรินทร กลันทกพันธุ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550

ในปัจจุบัน สังคมไทยเผชิญปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะความ ไม่เท่าเทียมในการกระจายรายได้ และความมั่งคั่ง สามารถสรุปได้ ดังนี้

1. มีการกระจุกตัวของรายได้ค่อนข้างสูง โดยในปี 2547 กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุด มีสัดส่วนการถือครองรายได้เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ของประชากรทั้งประเทศ (ร้อยละ 55.2) ในขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่ยากจนที่สุด มีสัดส่วนการถือครองรายได้เพียงร้อยละ 4.3 เท่านั้น

2. หากเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา พบว่า ประเทศไทยมีความแตกต่างรายได้ระหว่างกลุ่มรายได้สูงสุด กับกลุ่มรายได้ต่ำสุดมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

จากปัญหาการกระจายรายได้ และความมั่งคั่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ จึงเป็นแรงผลักดันให้มีมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว และมาตรการที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดมาตรการหนึ่งคือ มาตรการจัดเก็บภาษีมรดก เพราะมีความเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียม ในการกระจายความมั่งคั่งได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาวิจัยในเชิงลึกว่า การจัดเก็บภาษีมรดกนั้นจะช่วยแก้ไขปัญหาการกระจายความมั่งคั่งได้จริงหรือไม่ และหากสามารถแก้ไขได้ การจัดเก็บภาษีมรดกรูปแบบใด จะสามารถแก้ไขปัญหากระจายความมั่งคั่งที่ไม่เป็นธรรมได้ดีที่สุด จึงเป็นที่มาของการศึกษาในครั้งนี้

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมรดกต่อการกระจาย ความมั่งคั่งในสังคม โดยวัดจากค่าสัมประสิทธิ์จีนี ที่วิเคราะห์จากสถานการณ์ (scenario) 4 สถานการณ์ ได้แก่

สถานการณ์ที่ 1 มีการตายเกิดขึ้น แต่ไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก

สถานการณ์ที่ 2 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีกองมรดก (เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้บุตรเพียงคนเดียว)

สถานการณ์ที่ 3 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีการรับมรดก (เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้บุตรเพียงคนเดียว)

สถานการณ์ที่ 4 มีการตายเกิดขึ้น และจัดเก็บภาษีการรับมรดก (เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้ผู้รับมรดกหลายคน)

โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนีจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 - 1 ทั้งนี้

. หากสัมประสิทธิ์จีนีมีค่าเข้าใกล้ 0 แสดงว่า การกระจายความมั่งคั่งเป็นธรรม (ประชาชน ทุกคนมีรายได้หรือความมั่งคั่งใกล้เคียงกัน)

. หากสัมประสิทธิ์จีนีมีค่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่า การกระจายความมั่งคั่งไม่เป็นธรรม (แต่ละบุคคล มีความแตกต่าง ของความมั่งคั่งค่อนข้างสูง) จากการศึกษา พบว่า การจัดเก็บภาษีมรดก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบภาษีกองมรดก หรือภาษีการรับมรดก มีผลทำให้การกระจายความมั่งคั่งในสังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีไม่มีการจัดเก็บภาษีมรดก (ค่าสัมประสิทธิ์จีนีมีค่าลดลง) นอกจากนี้ หากเจ้ามรดกกระจายทรัพย์มรดกของตน ให้กับผู้รับมรดกหลายคน จะทำให้การกระจายความมั่งคั่งในสังคม มีความเป็นธรรมมากขึ้นกว่ากรณีที่ เจ้ามรดกกระจายทรัพย์มรดกของตนให้กับผู้รับมรดกเพียงคนเดียวหรือน้อยราย

3. ควรกำหนดรูปแบบภาษีการรับมรดกที่จูงใจให้เกิดการกระจายทรัพย์มรดกมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งจูงใจที่สำคัญ ได้แก่

. การกำหนดมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีที่เหมาะสม

. การกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม และควรเป็นอัตราก้าวหน้าตามขนาดมูลค่าทรัพย์มรดก ที่ได้รับ

. กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีสำหรับทรัพย์มรดกที่ใช้ทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม เช่น การยกทรัพย์มรดกให้องค์กรสาธารณกุศล โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

4. ควรจัดเก็บภาษีการให้ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีมรดก เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีมรดกโดยการโดยทรัพย์สินให้แก่กันก่อนตาย

5.รัฐจะต้องมีมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยลดช่องว่างการกระจายความมั่งคั่งควบคู่กับมาตรการจัดเก็บภาษีมรดกด้วย อาทิเช่น มาตรการปรับปรุงแก้ไขการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกในประมวลรัษฎากร ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการขายทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก และการให้โดยเสน่หา และมาตรการทางการคลังทางด้านรายจ่าย อาทิเช่น มาตรการให้ทุนแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อนำไปประกอบการผลิตต่างๆ ซึ่งมาตรการดังกล่าว จะเพิ่มความมั่งคั่งให้กับผู้ที่มีความมั่งคั่งน้อยเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบการให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น

บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ 3 บทความวิชาการที่จะนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ ที่ 17 ก.ย.50 เวลา 08.30-16.30 น. ณ สโมสรกองทัพบก