หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เวียดนามนั้นสำคัญไฉน

เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร.วิรไท สันติประภพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ผมผ่านไปเวียดนามสองครั้ง โดยทั้งสองครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเวียดนาม และตอบโจทย์ว่า "เวียดนามนั้นสำคัญไฉน" ครั้งแรกผมร่วมไปกับคณะของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อดูว่าทำไมตลาดหุ้นเวียดนามจึงเป็นกระทิงวิ่งเร็วจนดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 150 เปอร์เซ็นต์ ในรอบปีเศษที่ผ่านมา ส่วนครั้งที่สองนั้น ผมร่วมไปกับคณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์พาลูกค้านักธุรกิจไปดูลู่ทางการค้า และการลงทุนในเวียดนาม ครั้งหลังนี้ได้พบกับนักธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จในเวียดนามหลายราย ทำให้เข้าใจเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงในเวียดนามดีขึ้นมาก

ถ้าจะตอบคำถามว่า "เวียดนามนั้นสำคัญไฉน" คงสรุปได้สั้นๆ ว่าเวียดนามจะเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญของไทย ในด้านคู่แข่ง เราเห็นได้ชัดจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้าไปในเวียดนาม รวมกันถึง 10.2 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และอีก 5.2 พันล้านดอลลาร์ ในครึ่งปีแรกของปีนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเหล่านี้ จะสร้างฐานการผลิตที่สำคัญให้เวียดนาม ซึ่งจะช่วยทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงเวียดนามให้คงอยู่ใน supply chain ของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่

แม้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่นักธุรกิจไทยในเวียดนามที่ผมได้พบพูดตรงกันว่า มีอีกสองเรื่องที่สำคัญกว่า สองเรื่องนี้จะชี้เป็นชี้ตายว่าเวียดนามจะตามไทยทัน และแซงไทยในอนาคตได้หรือไม่ เรื่องแรกคือ ความมุ่งมั่นของคนเวียดนาม และเรื่องที่สองคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนาม

นักธุรกิจไทยเห็นตรงกันว่าคนเวียดนามทั้งระดับแรงงานและระดับบริหาร เป็นคนมีคุณภาพ มีวินัย สู้งาน และมีความตั้งใจสูง ชีวิตคนเวียดนามลำบากมามาก ต้องต่อสู้หลายสงคราม และสงครามสุดท้ายเพิ่งจะจบลงเมื่อ 32 ปีที่ผ่านมานี้เอง คนเวียดนามจึงเป็นนักสู้ที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้คนเวียดนามยังให้ความสำคัญต่อการศึกษา นิยมเรียนหนังสือกันไม่สิ้นสุด ที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องภาษาอังกฤษ พนักงานบริษัทต่างรีบไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษหลังเลิกงาน สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ไทยคงแข่งกับเวียดนามลำบากเพราะค่าจ้างแรงงานในเวียดนามยังถูกกว่ามาก เวียดนามมีคน 82 ล้านคน และกว่าครึ่งเป็นคนอายุน้อยกว่า 30 ปีซึ่งเกิดในช่วง baby boom หลังสงคราม เวียดนามยังมีแรงงานในชนบทที่จะไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อีกมาก อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก จึงนิยมย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม และด้วยความเอาจริงเอาจังของคนเวียดนาม อีกไม่กี่ปีเวียดนามคงจะกลายเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ช่างเทคนิคและช่างฝีมือเช่นกัน อุตสาหกรรมในเมืองไทยคงต้องคิดหนัก เพราะแรงงานเมืองเราราคาแพง ส่วนช่างเทคนิค ช่างฝีมือเมืองเราก็ขาดแคลน

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนามเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนมาก นักธุรกิจไทยในเวียดนามที่ผมได้พบพูดตรงกันว่า เวียดนามมีแผนแม่บท (master plan) ทุกเรื่อง วางแผนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทำตามแผนทุกเรื่อง นักธุรกิจจะคาดเดาได้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และในการทำแผนแม่บทแต่ละเรื่องนั้น เวียดนามจะดูประเทศอุตสาหกรรมในเอเชียเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ เกาหลี หรือไต้หวัน ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เวียดนามก็จะศึกษาอย่างละเอียดเช่นกัน เพื่อเป็นตัวอย่างว่าไม่ควรทำตาม เรื่องแผนแม่บทนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เราคงเหมือนเวียดนามตรงที่มีแผนแม่บททุกเรื่อง แต่ที่ต่างกันคือ แต่ละเรื่องเราจะมีหลายๆ แผน และเมื่อเริ่มทำตามแผนไปได้ไม่เท่าไร ก็จะมีเหตุให้เปลี่ยนแผนอยู่ร่ำไป

เรื่องความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนามนั้นสามารถแสดงให้เห็นในอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ คือ การยอมให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมามีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอายุเพียง 55 ปีต่างจากในอดีตที่กว่าใครจะไต่เต้าขึ้นมามีบทบาทในพรรคคอมมิวนิสต์จนเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องอาวุโสกว่า 70 ปีขึ้นไป ในกรมสำคัญๆ ก็จะเห็นอธิบดีอายุ 40 ต้นๆ ผมชื่นชมข้าราชการเวียดนามรุ่นอายุ 60 ปีมาก ที่ยอมถอยออกไปเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้คนรุ่นหลังเข้ามามีบทบาท ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่ในการเลือกตั้งครั้งหน้ายังเห็นคนอายุเกิน 60 ปีหลายคนยังพยายามยึดโยงอำนาจโดยไม่ปล่อยวาง

นอกจากเรื่องความมุ่งมั่นของคนเวียดนาม และความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนามแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้เวียดนามเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เวียดนามกำลังสร้างโรงกลั่นน้ำมันในตอนกลางของประเทศ เวียดนามมีชายฝั่งที่ยาวจากเหนือจดใต้กว่า 3,000 กิโลเมตร และเวียดนามมีเครือญาติเป็นคนเวียดนามโพ้นทะเล ที่ได้ไปสร้างความมั่งคั่ง และเครือข่ายการค้าไว้ในประเทศต่างๆ ส่งเงินกลับเวียดนามแต่ละปีจำนวนไม่น้อย และช่วยทำการตลาดให้สินค้าเวียดนามได้โดยง่าย นอกจากนี้ เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบทางการค้าที่เป็นผลพลอยได้จากประวัติศาสตร์ สินค้าเวียดนามเข้าตลาดยุโรปได้ง่ายกว่าสินค้าไทย เพราะได้สิทธิประโยชน์จากการเคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส และเข้าอเมริกาได้ง่ายกว่า เพราะประวัติศาสตร์ทำให้อเมริกาต้องดูแลเวียดนามเป็นพิเศษ

ในด้านการเป็นคู่ค้านั้นมองเวียดนามได้ทั้งมิติด้านการลงทุนและการค้า ผู้ผลิตไทยสามารถหาประโยชน์จากแรงงานคุณภาพสูง ราคาถูกของเวียดนามได้ โดยย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปตั้งอยู่ที่เวียดนาม โดยเริ่มจากส่วนที่ไม่ต้องใช้แรงงานมีทักษะมากนัก มีผู้ผลิตไทยหลายรายใช้วิธีกระจายแหล่งผลิตไปเวียดนาม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนด้านแรงงานให้สินค้าโดยรวมยังแข่งขันได้ ในยุคที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง

ในส่วนการค้า เวียดนามจะเป็นตลาดที่สำคัญของสินค้าไทยในอนาคตอันใกล้ เวียดนามมีคนกว่า 82 ล้านคน ที่มีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ กำลังเกิดชนชั้นกลางขึ้นในเวียดนาม คนชั้นกลางเหล่านี้จะให้ความสำคัญต่อคุณภาพของสินค้ามากขึ้น ไม่ได้เพียงกินเพื่ออยู่เหมือนแต่ก่อน แต่จะกินเพื่อให้อายุยืนขึ้น สวยขึ้น และฉลาดขึ้น โชคดีที่คนเวียดนามยังมองสินค้าไทย เป็นสินค้ามีคุณภาพ ในช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสที่สินค้าไทยจะต้องรีบเข้าไปสร้างแบรนด์ ให้ติดตลาดเวียดนามได้อย่างจริงจัง เพราะตลาดเวียดนามยังเพิ่งเริ่มต้น มีสินค้าไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่แบรนด์เริ่มจะเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยม นอกจากนี้นักธุรกิจไทยที่ทำการค้าในเวียดนามมองว่าสินค้าไทยจะได้เปรียบสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะระบบการกระจายสินค้าของเวียดนามไม่ต่างจากระบบยี่ปั๊ว ซาปั๊วของเราในอดีต ถ้าเราเลือกใช้วิธีการตลาดที่เคยใช้เมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในเวียดนามได้

นอกจากเวียดนามจะมีชนชั้นกลางขึ้นมาเป็นผู้บริโภคกลุ่มสำคัญแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้ตลาดสินค้าเวียดนาม เฟื่องฟูได้เร็ว ในขณะนี้คนเวียดนามนิยมใช้เงินสด และเงินออมของตนเองซื้อของทุกเรื่องตั้งแต่บ้านจนไม้จิ้มฟัน ลองคิดดูว่าเมื่อสถาบันการเงินต่างๆ ในเวียดนามปล่อยสินเชื่อเคหะ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค และสินเชื่อบัตรเครดิตกันอย่างจริงจังแล้ว ตลาดสินค้าเวียดนามจะเฟื่องฟูได้อีกเพียงใด

ผมคงไม่ต้องสรุปว่า "เวียดนามนั้นสำคัญไฉน" เราจะหาประโยชน์จากเวียดนามในฐานะคู่ค้าได้มากเพียงใด และไม่ปล่อยให้เวียดนามกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคตได้อย่างไร ก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคนไทย และความตื่นตัวของนักธุรกิจไทย ส่วนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยนั้น คงไม่ต้องรอถึงปีหน้าตอนสายๆ เพราะจะขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคนไทยอีกเช่นกันว่าปลายปีนี้จะเลือกพรรคใดมาเป็นรัฐบาล