หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงินกับการเมือง : ที่มาที่ไป

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10777

เงินเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป และจะยังมีความสำคัญในสมัยของ "ประชาธิปไตยจัดตั้ง" (managed democracy) หลังรัฐประหาร 19 กันยา ไม่ยิ่งหย่อนกว่าในสมัยประชานิยมของทักษิณ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

ขณะนี้มีประมาณการจากนักวิชาการบางท่านและผู้สันทัดกรณีแล้วว่า อาจจะซื้อประเทศไทยได้ในวงเงินระหว่าง สองหมื่นห้าพันถึงสามหมื่นล้านบาท (ไทยรัฐ 10 สิงหาคม 2550 หน้า 3)

นับว่าเป็นวงเงินที่สูงและมากกว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้วๆมา ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนนักการเมืองมีประสบการณ์ในตลาดการเมือง ส่งผลให้ค่าตัวนักการเมืองพุ่งขึ้นเป็น 30-40 ล้านบาทต่อคนทันที

เพื่อที่จะตอบคำถามว่าการเมืองหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม จะออกหัวออกก้อยอย่างไร? ใครมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล? จึงจะต้องวิเคราะห์ทำความเข้าใจกับที่มาที่ไปของเงินในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้

พรรคการเมืองหน้าใหม่ๆ และเก่าหลายพรรคจะลงสู่สนามการเลือกตั้ง แต่กลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มเท่านั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญ จะขอเรียกว่า 3 M

M1 คือ พรรคพลังประชาชน ซึ่งเปิดตัวออกมาแล้วว่าเป็นพรรคตัวแทนของอดีตไทยรักไทยโดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี ญาติพี่น้อง และแกนนำสำคัญของพรรคเดิมอยู่เบื้องหลัง

M2 คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก๋ากึ๊กที่สุด หลายๆ ฝ่ายมีความเห็นว่ามีความพร้อมที่สุด และน่าจะมีโอกาสดีที่จะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

กลุ่มสุดท้ายคือ M3 จะเรียกว่า กลุ่ม "ยำใหญ่" ทั้งนี้ เป็นการรวมตัวแบบหลวม ๆ ระหว่างพันธมิตรของหลายกลุ่มก๊วนด้วยกัน ขณะนี้กำลังเจรจาต่อรองกันระหว่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่แยกออกมาจากไทยรักไทย นำโดยสมศักดิ์ เทพสุทิน (กลุ่มมัชฌิมา) อีกกลุ่มก็แยกออกมาจากไทยรักไทยเหมือนกันแต่ก่อนหน้า นำโดยเสนาะ เทียนทอง เจ้าเก่า (พรรคประชาราช) และอีกกลุ่มคือ นักการเมืองหน้ากลางเก่ากลางใหม่ที่บางส่วนผิดหวังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วแต่ยังมีไฟแรงอยู่ มีอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นผู้ประสานกลุ่มคนหนึ่ง มีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นที่ปรึกษา (รวมใจไทย) แกนนำของสามกลุ่มนัยว่าไม่เอาไทยรักไทย

สำหรับ M1 ทักษิณและแกนนำสำคัญของพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะอดีตผู้บริหารอีก 110 คน ที่ถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะลงทุนลงแรงอย่างหนัก เพราะว่าชัยชนะของพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คือความเป็นความตายของชีวิตการเมืองในอนาคต และสำหรับทักษิณมีนัยยะต่อการถูกยึดสินทรัพย์ และโอกาสกลับประเทศไทยเป็นอย่างสูง

ทักษิณและครอบครัวรุ่มรวยสักเท่าไร? พร้อมที่จะลงทุนในการเลือกตั้งนี้เท่าไร?

ถ้าประมาณการอย่างคร่าวๆ จากข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ (คำนวณจากข้อมูลที่เผยแพร่โดย Forbes และผลกำไรของบริษัท ชินฯก่อนขายให้ทามาเส็ก) ทักษิณน่าจะมีทรัพย์สินและเงินสดทั้งในและนอกประเทศรวมกันเป็นมูลค่าถึง 5 พันล้านเหรียญอเมริกันหรือประมาณหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท

ขณะนี้ประมาณสองพันล้านเหรียญอเมริกันถูกแช่แข็งอยู่ที่กรุงเทพฯ แถมยังประสบปัญหาเรื่องคดี และความปลอดภัยที่จะกลับมาเมืองไทย

ดังนั้นจึงน่าจะมีแรงจูงใจสูงที่จะลงทุนเพื่อให้พรรคพลังประชาชนได้มี ส.ส.มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล และดำเนินการต่างๆ ให้ทักษิณไม่สูญเงิน ไม่ถูกดำเนินคดีรวมทั้งการนิรโทษกรรมจากคดียึดพรรค

แม้นจะลงทุนเพียงร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ก็จะมีเม็ดเงินถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะซื้อ ส.ส.เข้าสภาได้เกินครึ่งแล้ว ถามว่าคุ้มไหม คงตอบแทนทักษิณได้ยาก แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ทักษิณเป็นนักธุรกิจประเภทใจป้ำ

ดังนั้น ผู้สันทัดกรณีจึงคาดการณ์ว่า "ฝนจะต้องตกห่าใหญ่" อีกครั้ง และนี่แน่นอนจะเพิ่มต้นทุนของธุรกิจการเมืองอย่างมหาศาลอีกด้วย

M1 โดยพรรคพลังประชาชนที่เลือกสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค และได้ออกมาแอ่นอกยอมรับว่าเป็น "นอมินี" ของทักษิณเท่ากับได้เปิดเกมยิงปืนนัดแรกแล้ว โดยมี "ลอนดอน" เป็นขุมคลังของ "กระสุน"

สำหรับ M2 หรือ พรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ เป็นโอกาสดีที่สุดที่ อภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคคนใหม่ จะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของไทย แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ประชาธิปัตย์มีปัญหาว่าคงไม่สามารถได้ที่นั่งเกินกว่า 150 ในขณะที่ประมาณการกันว่าพรรคพลังประชาชนจะได้มากกว่าคือ ราวๆ 200 ประชาธิปัตย์จึงจะไม่สามารถเป็นตัวตั้งตัวตีเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย จะต้องหาพันธมิตรกับพรรคเล็ก เช่น ชาติไทย มหาชน ฯลฯ หรือกับบางส่วนหรือทั้งหมดของกลุ่ม "ยำใหญ่"

นอกจากนั้นประชาธิปัตย์ยังมี "กระสุน" น้อยกว่าพลังประชาชนมาก

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องกระสุนนี้เป็นที่น่าสนใจว่า กลุ่มธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แสดงเจตจำนงว่าพอใจให้ประชาธิปัตย์ เป็นแกนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในคราวหน้า ดูได้จากเมื่อเดือนกรกฎาคมได้บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ เป็นการประเดิมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กล่าวคือ ประชาธิปัตย์ได้รับเงินอุดหนุนจากภาคธุรกิจรวมกันได้ทั้งหมดประมาณ 100 ล้านบาท โดย 3 กลุ่มใหญ่คือ เจริญโภคภัณฑ์ สหวิริยา และตรีวิชั่น ประเดิมด้วยจำนวนเงิน 23 ล้าน 10 ล้าน และ 9 ล้าน ตามลำดับ ที่เหลือมาจากนักธุรกิจอื่นๆและปัจเจกบุคคล

แม้จำนวนเงินบริจาคจะไม่สูงมาก แต่มีนัยยะที่สำคัญยิ่ง และอาจเป็นตัวชักจูงให้นักธุรกิจกลุ่มใหญ่อื่นๆ ดำเนินรอยตามได้

ประมาณการจากผลของประชามติที่ผ่านมาชี้ว่า M1 น่าจะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.สูงสุด และมีโอกาสได้เป็นพรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป (ถ้าหากสามารถผ่านด่านอุปสรรคต่างๆ เช่น ใบเหลือง ใบแดง กรณีคอร์รัปชั่น หรือหัวคะแนนเป็นผู้มีอิทธิพล ฯลฯ ได้) แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ คมช.ต้องการแน่นอน

ดังนั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่า คมช.น่าจะพอใจพรรคทางเลือกพรรคอื่นหรือกลุ่มพันธมิตรพรรคอื่นๆ ซึ่ง คมช.จะมีอิทธิพลได้ในบางระดับ

ประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคทางเลือกที่ชัดเจนที่สุด แต่ประชาธิปัตย์ก็มีขีดจำกัด ดังนั้น ในภาวการณ์เช่นนี้ M3 หรือกลุ่ม "ยำใหญ่" จึงมีพลังต่อรองขึ้นมาทันที

ถ้า M3 ได้ ส.ส.ตามสมควรแล้วเป็นพันธมิตรกับ M2 ได้ น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ชนชั้นนำที่กรุงเทพฯพอใจ

แต่ M3 จะได้กระสุนมาจากไหน?

นักธุรกิจบางกลุ่มจะถูกกระตุ้นให้ร่วมมือด้วย หลายๆ คนก็อาจจะเข้ามาร่วมลงขันอยู่แล้ว เพราะว่าไม่ต้องการให้พรรคไทยรักไทยเดิม หวนกลับเข้ามาได้สำเร็จ แต่ก็จะยังไม่มากพอ M3 ต้องการ "กระสุน" มากพอควรทีเดียว คอลัมนิสต์ในหน้าหนังสือพิมพ์เริ่มพูดถึงแหล่งที่มาของกระสุน เช่น ขอให้จับตาดูโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ นับจากนี้ไป (มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 สิงหาคม 2550 หน้า 22) และการพูดถึงบทบาทของงบฯอยู่ดีมีสุข 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อ "ใช้สลายขั้วเก่า" (มติชนรายวัน 24 สิงหาคม 2550 หน้า 13)

นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่ม "ยำใหญ่" ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนว่าจะออกผลมาเป็นอย่างไร ดูว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก ที่จะดำเนินการต่อรอง เพื่อให้เกิดความลงตัวของทุกฝ่าย บอกให้เห็นว่าแหล่งของ "กระสุน" ยังไม่ชัดเจนแน่นอน แต่ก็ยังมีเวลาเพราะว่าภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ผู้สมัคร ส.ส.จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรค 30 วันก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น

รัฐประหาร 19 กันยา มุ่งหวังจะให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ขจัดคอร์รัปชั่นและธุรกิจการเมืองแบบทักษิณ รวมทั้งลดความแตกแยกในสังคม

แต่ปรากฏการณ์ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตรงกันข้ามกับความคาดหวังทั้งสิ้น คอร์รัปชั่นก็ยังมีอย่างโจ่งแจ้ง การปฏิรูปการเมืองก็ยังไม่ก้าวหน้าไปไหนธนกิจการเมืองก็กำลังจะบานปลาย ความสมานฉันท์ไม่มี

และถ้าความโยงใยระหว่างเงินกับการเมืองเป็นไปดังที่บรรยายมา คำถามที่ยังต้องการคำตอบคือ รัฐประหาร 19 กันยา ได้บรรลุเป้าประสงค์อะไรโดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปการเมืองและความก้าวหน้าสู่ประชาธิปไตย?

หน้า 6