หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
นโยบายการเงิน

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550

นโยบายการเงินของประเทศไทยขณะนี้ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากโดยเฉพาะแรงผลักดันจากภาคอุตสาหกรรม ให้จัดการกับค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจจริง "อยู่ได้" ซึ่งจะทำให้เข้าใจกันผิดไปหมดว่า ความเป็นอยู่ของภาคเศรษฐกิจจริงนั้น ถูกกำหนดโดยนโยบายการเงิน

ความอยู่รอดและความมั่งคั่งของภาคเศรษฐกิจจริงนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันจริง ขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภาพ (productivity) การเข้าใจว่าภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการส่งออกของไทย จะต้องพึ่งพามาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นความเข้าใจที่ผิด

หน้าที่หลักของธนาคารกลางทุกประเทศ คือ การรักษาเสถียรภาพของราคาและระบบการเงิน หรือพูดง่ายๆ คือการทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำ (1-2% ต่อปี) ทั้งนี้เพื่อให้ธนบัตร (เงินตรา) ที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมาให้เรานำไปใช้เป็น "เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" นั้นทำหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน (medium of exchange) เป็นสินทรัพย์ที่สะสมได้ (store of value) และเป็นหน่วยเพื่อวัดมูลค่า (unit of account) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่วิธีการที่จะนำไปสู่เสถียรภาพของราคานั้นมีอยู่ 2-3 วิธี สำหรับประเทศไทย ในอดีตนั้นจะอาศัยการผูกค่าเงินบาท เอาไว้กับเงินสกุลหลักของโลก (เช่นเงินดอลลาร์) ทั้งนี้หากธปท.สามารถตรึงค่าเงินบาทให้ผูกติดกับดอลลาร์อย่างคงที่ได้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ก็แปลว่าหากเงินเฟ้อในสหรัฐเท่ากับ 3% ต่อปี เงินเฟ้อในประเทศไทยก็จะต้องเท่ากับ 3% ต่อปีด้วยเช่นเดียวกัน การผูกขาดค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์เป็นการนำเอานโยบายการเงินของไทย ไปผูกเอาไว้กับนโยบายการเงินของสหรัฐนั่นเอง เช่น หากสหรัฐต้องการลดสภาพคล่อง โดยการปรับดอกเบี้ยขึ้น ไทยก็ต้องทำตาม

ทำไมจึงจะต้องนำเอานโยบายการเงินของไทยไปอิงกับนโยบายการเงินของสหรัฐ ในหลักการ ประเทศขนาดเล็กที่กำลังพัฒนา อาจไม่มีความน่าเชื่อถือและธนาคารกลางเองก็อาจถูกนักการเงินแทรกแซงให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ประเทศขาดวินัยทางการเงินเกิดปัญหาเงินเฟ้อไม่หยุดหย่อน ดังนั้นการนำเอาค่าเงินของประเทศ ไปผูกเอาไว้กับเงินสกุลหลักที่มีนโยบายการเงินอิสระที่น่าเชื่อถือ ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่จะประกันว่า ประเทศจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างมีวินัย

นอกจากนั้นหากเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีการค้า-ขายกับต่างประเทศในสัดส่วนต่อจีดีพีที่สูง ก็อาจจะเชื่อได้ว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ดังกล่าว จะช่วยลดความผันผวนของราคาได้อีกด้วย แต่ตรงนี้ประสบการณ์ในอดีตไม่ค่อยจะชี้ชัดมากนัก เพราะหากเศรษฐกิจโลกมีปัญหาเงินเฟ้อไทยต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน

ที่สำคัญคือการรักษาวินัยของการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและมี 3-4 ครั้งแล้วที่ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท และการลดลงแต่ละครั้งก็สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสียหายใหญ่หลวงในปี 2540 ทำให้ต้องทบทวนว่านโยบายการเงินที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งธปท.ก็ได้ตัดสินใจเลือกนโยบายตั้งเป้าเงินเฟ้อ แทนการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเช่นที่เคยทำมาก่อนหน้าหลายสิบปี

นโยบายตั้งเป้าเงินเฟ้อนั้นถือได้ว่าสะท้อนความต้องการที่จะให้ประเทศไทย มีนโยบายการเงินที่เป็นอิสระ ไม่ต้องผูกเอาไว้กับสหรัฐ ซึ่งผมไม่ได้ยินดีด้วยเพราะประเด็น "รักชาติ" แต่เห็นด้วยเพราะมีความชัดเจนและตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือ หนึ่งเป็นนโยบายที่จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือของธปท.เอง และสองเป็นนโยบายที่สะท้อนว่า ต้องการให้เงินทุนสามารถไหลเข้า-ออกได้โดยเสรี

ประเด็นหลังนี้ต้องอธิบายในเชิงทฤษฎีของ Robert Mundell ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เพราะผลงานทางวิชาการด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งเงินสกุลยูโร แต่สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับนโยบายการเงินของไทยนั้น เป็นผลงานทางวิชาการของ Mundell ก่อนหน้าเมื่อ 45 ปีมาแล้ว กล่าวคือหากประเทศเปิดเสรีให้เงินทุนไหลเข้า-ออกโดยเสรี และหากจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่แล้ว นโยบายการเงินก็จะขาดประสิทธิภาพ เช่น

หากธปท.ต้องการแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยการปรับดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการไหลเข้าของเงินทุน เพราะดอกเบี้ยในประเทศปรับสูงขึ้นกว่าดอกเบี้ยโลก เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในประเทศ ซึ่งจะสวนทางกับความต้องการทางนโยบาย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 2536-2539 ซึ่งธปท.ปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ลดความร้อนแรงเพราะบริษัทต่างๆ ก็ได้ยืมเงินทุนจากต่างประเทศ ที่คิดดอกเบี้ย ต่ำกว่าดอกเบี้ยในประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินพอกพูนและกลายเป็นสาเหตุหลักของวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540

ดังนั้นจึงได้มีการเปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินมาเป็นการตั้งเป้าเงินเฟ้อ ซึ่งสมมติว่าประเทศไทยมีปัญหาเงินเฟ้อทำให้ ธปท.ต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น ผลที่จะตามมาคือการไหลเข้าของเงินทุน ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันของเงินเฟ้อเพราะราคาสินค้านำเข้าจะถูกลงและสินค้าส่งออกจะลดลง ทำให้สามารถหันมาผลิตเพื่อขายสินค้าในประเทศได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเงินเฟ้อ เช่นกัน

จะเห็นได้ว่านโยบายการเงินที่อิงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่นั้น จะกดดันให้ธปท.ต้องปรับสภาพคล่อง และดอกเบี้ยในประเทศไทยให้สอดคล้องกับสภาพคล่องและดอกเบี้ยในสหรัฐ กล่าวคืออัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเสาหลัก และดอกเบี้ยและเงินเฟ้อจะต้องปรับขึ้น-ลงเพื่อให้ระบบนี้คงอยู่ต่อไป

ในทางตรงกันข้ามการนำเอาอัตราเงินเฟ้อมาเป็นเสาหลักนั้น ดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเป็นฝ่ายปรับตัว ในหลักการแล้วการทำให้อัตราเงินเฟ้อมี เสถียรภาพและอยู่ที่ระดับต่ำนั้น จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด แต่ผู้ที่ทำการค้า - ขายกับต่างประเทศจะต้องรับภาระกับอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพน้อยลง

ดังนั้นการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนจึงมิใช่การเลือกระหว่างภาคเศรษฐกิจจริงกับภาคการเงิน แต่เป็นการเลือกระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ แต่เงินเฟ้อที่จะต้องผันผวนมากขึ้น อย่างไรก็ดีธปท.ส่งสัญญาณให้เข้าใจว่าธปท.จะสามารถทำได้ทั้ง 2 อย่างคือ อัตราแลกเปลี่ยนก็มีเสถียรภาพ และอัตราเงินเฟ้อก็มีเสถียรภาพ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน ดังนั้นหากพิจารณาจากแง่มุมที่ธปท.ต้องการให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ทั้งสอง ก็จะไม่มีวันยกเลิกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนที่มีอยู่

ปัญหาคือ เมื่อควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินทุนก็จะทำให้การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนทำได้ยากลำบากมากขึ้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องไปหวังว่าเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพแล้วการลงทุนก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วครับ