หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงิน กรอ.ภาษีการศึกษา และเศรษฐศาสตร์แบบชาวบ้าน

โดย ฉันธะ จันทะเสนา ราชภัฏวไลยอลงกรณ์  มติชนรายวัน  วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10774

ขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ ที่กรุณาชี้แนะเรื่องเงิน กรอ.

แต่ด้วยระดับสติปัญญาของผู้เขียน ทำให้เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างโดยเฉพาะเรื่องปัญหาของการนำเงิน กรอ. ไปใช้ที่ผู้เขียนยังคงเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ เพราะคนมีฐานะ คนรวย ใช้หนี้หมดก่อน คนจน คนด้อยโอกาส และผู้หญิง ต้องชำระหนี้นานกว่า และจ่ายมากกว่า

และยังกังวลเรื่องรายได้ที่ต่ำและต้นทุนต่อหัวของนักศึกษากลุ่มราชภัฏราชมงคล

แค่นี้ก็ทำให้เงิน กรอ.ก่อเหตุให้สังคมไทยได้แล้ว

แม้เงิน กรอ.จะกระจายไปถึงผู้ด้อยโอกาส คนจนได้ดี แต่เกิดปัญหาในทางกลับ ที่กลายเป็นว่าเขาต้องจ่ายมากกว่า จึงยังคงมีสภาพปัญหาการกระจายรายได้ และพองใหญ่ขึ้นไปตามกาลเวลา ศ.บรูซ แชพแมน (Bruce Chapman) ยอมรับว่า ผู้หญิงชำระหนี้ช้ากว่าผู้ชาย ศึกษาได้ใน http://www.onec.go.th/publication/47062/full_47062.pdf และคนรวยผู้ได้เปรียบจากการใช้เงิน กรอ. ในออสเตรเลียมีประมาณร้อยละ 20 ที่ชำระเงินสดรับส่วนลดทันทีหลังจบการศึกษา

ศ.แชพแมน กล่าวใน http://econrsss.anu.edu.au/pdf/DP491.pdf ว่าเงิน กรอ. (ICL) ศึกษาบุกเบิกโดย ศ.ฟรีดแมน (Milton Friedman) ในปี ค.ศ.1955 ส่วนหลักสำคัญของเงิน กรอ.ที่ใช้ในออสเตรเลียคือ ดอกเบี้ยอัตราศูนย์ มีอัตราดอกเบี้ยแท้จริงเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ

ข้อนี้ผู้เขียนเป็นห่วงเพราะเมื่อคราวนำมาใช้จริงปีที่แล้วยังถกเถียงเรื่องดอกเบี้ยที่จะไม่เป็นอัตราศูนย์อยู่เลย แค่อัตราศูนย์ก็แย่แล้ว และ ศ.แชพแมนกำหนดว่าต้องจัดเก็บโดยกรมสรรพากรเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นจะล้มเหลว

แต่ข้อเสนอที่น่ากลัวคือการปล่อยให้ค่าเรียนลอยตัวเสรีแบบมีการจัดการ (Manage Float) ศึกษาได้จาก http://www.knit.or.th/docs/hefim-final.pdf ถ้าค่าเรียนลอยตัว ผู้เขียนขอค้านแบบหัวชนฝาก็แล้วกันนะ ไม่ขอยกเหตุผลมาสาธยายให้มากความ

และอีกส่วนคงเป็นเรื่องสัดส่วนความรับผิดชอบต้นทุนเรียน ของนักเรียนต่อรัฐบาล ปัจจุบันอยู่ที่ 20:80 คือนักเรียนจ่าย 20 บาท รัฐจ่าย 80 บาท เมื่อนโยบาย กรอ.ถูกนำมาใช้อัตราส่วนนี้จะเริ่มที่ 50:50 คือรัฐและผู้เรียนรับผิดชอบเท่ากัน แต่ผู้วางนโยบายใฝ่ฝันว่าความรับผิดชอบของรัฐจะน้อยลง ลดลงเรื่อยๆ จนเป็นศูนย์

เรื่องนี้น่าจะมีการศึกษาผลกระทบด้านบวก (Positive Externality) จากระบบศึกษาของบ้านเรา เพื่อเป็นเกณฑ์ไม่ให้ตั้งอัตราส่วนนี้ได้ตามอำเภอใจ

แม้จะมีการใช้นโยบาย กรอ.ตามเงื่อนไขที่กำหนด คือ ไม่มีดอกเบี้ย อัตราความรับผิดชอบ 50:50 และหยุดพักชำระหนี้ได้ ถ้าตกงาน ฟังดูดี แต่ผู้เขียนยังกังวลกับหนี้สะสมก้อนโตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นก้อนโตมากที่สุด สองแสนกว่าล้านบาทในปีที่ 24 หลังจากนั้นจะลดลง แต่ถ้าไม่ลดลงล่ะ เช่นถ้าหนี้สูญสูงกว่าที่ประมาณไว้ เพราะปัญหาการกระจายรายได้ ถูกวางไว้กับสังคมแต่แรก จะนำเส้นโค้งแบบกระทะคว่ำ (Kuznets Curve) มาอธิบายได้ต่อเมื่อเงิน กรอ.มีผลกระทบต่อสังคมด้านบวกมากกว่าด้านลบ (ในที่สุด)

แต่ผู้เขียนเกรงว่า ทุนมนุษย์ผลผลิตจากเงิน กรอ.โตไม่ทันหนี้ กรอ. ซึ่งในช่วงที่หนี้ กรอ.มากกว่าทุนมนุษย์ จะกินเวลาเกินกว่า 24 ปี กราฟหนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ จุดสูงสุดจะอยู่ในปีที่ 30-40 ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะปัญหาสะสมมาจากการกระจายรายได้แต่แรกระหว่างช่วงนี้จะเกิดอะไรขึ้น แม้จะพักหนี้ได้ก็ตาม

ศ.แชพแมนกล่าวว่า "ความตายเท่านั้นที่จะทำให้คุณหยุด ไม่ต้องจ่ายหนี้เงิน กรอ." เห็นประโยคนี้แล้ว ผู้เขียนก็เกิดอาการหนาวสะท้านเข้ากระดูกแล้ว

นโยบาย กรอ.ของออสเตรเลียที่ว่าสำเร็จนั้น มีหนี้เสียร้อยละยี่สิบ แต่ขยับไปใช้กับประเทศใกล้ๆ แค่ที่นิวซีแลนด์ ฝรั่งเหมือนกัน ก็ล้มเหลวแล้ว

ศ.แชพแมนใช้คำกล่าวว่า คนนิวซีแลนด์ชอบไปต่างประเทศ พี่ไทยไม่อยากเบี้ยวนะ แต่ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เพราะปัญหาการกระจายรายได้จากการนำนโยบายนี้มาใช้จะทวีความรุนแรงและสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ค่าเรียนต่อรายได้ของบัณฑิตเราต่างจากเขามาก ออสเตรเลียค่าเรียนทั้งหมด 16,000 เหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนรายได้ต่อปีประมาณ 37,000 ซึ่งอัตราส่วนค่าเรียนต่อรายได้เท่ากับ 0.43

ส่วนประเทศไทยผู้เขียนคิดเฉลี่ยให้ต้นทุนค่าเทอมละหมื่น แปดเทอมเท่ากับ 80,000 บาท และเมื่อจบให้ทำงานได้เดือนละหมื่น ได้ปีละเท่ากับ 120,000 บาท ซึ่งอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้เท่ากับ 0.67 ความหมายของอัตราส่วนนี้ คือถ้าตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีสามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้น

แต่ขอบอกว่าค่าเทอมข้างต้นมาจากค่าเรียนในปัจจุบัน (20%) ถ้าเพิ่มอัตราส่วนเป็นร้อยละ 50 ตามเงิน กรอ. จะเป็นอย่างไร (ยังไม่ได้รวมต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวที่หนุ่มสาวราชภัฏต้องจ่ายเพิ่ม)

ลองเทียบค่าเรียนที่เป็นจริงดูเถอะ ดังนั้นแสดงว่าความสามารถในการชำระหนี้ของพี่ไทยน้อยกว่าคนออสเตรเลียเยอะมาก คนไทยต้องใช้หนี้นานกว่า ทำให้หนี้ขยายพองโต ซึ่ง ศ.แชพแมนไม่ได้บอกเลยนะว่าใช้นโยบาย กรอ.ในประเทศไทยแล้วจะได้ผล โดยท่านให้ข้อแม้ไว้ห้าประการ

ดีที่นโยบายนี้ได้หยุดพักไว้ก่อน เรื่องนี้เป็นความชอบของราชภัฏกับราชมงคล ที่ทำให้ผู้คำนวณต้นทุนต่อหัวงงว่า สองแห่งนี้จัดการศึกษามาได้อย่างไร ด้วยค่าหัวที่น้อยกว่ามหาวิทยาลัย (เดิม) หลายเท่าตัว

เพราะถ้าใช้นโยบาย กรอ. ต้นทุนต่อหัวเฉลี่ยกลางต้องถูกนำมาใช้ ทำให้มหาวิทยาลัยเดิมกับราชภัฏได้รับค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่ากันใ นสาขาเดียวกัน โดยรวมราชภัฏจะได้รับเพิ่มขึ้นอักโข เพราะจากเคยได้งบประมาณ 80 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100 บาท แถมได้ต้นทุนต่อหัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีก แต่ในทางกลับกันนักศึกษาราชภัฏต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจาก 20 บาท เป็น 50 บาท บวกด้วยต้นทุนต่อหัวเฉลี่ยใหม่ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มมากทีเดียว สำหรับผู้ด้อยโอกาสแบบเด็กราชภัฏ ส่วนมหาวิทยาลัยเดิมเสมือนจะได้รับเพิ่ม คือเดิมรับจากรัฐ 80 เพิ่มขึ้นเป็น 100 แต่ต้นทุนตามค่าหัวใหม่อาจมีผลทำให้มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณลดลง เงิน กรอ.ก็เลยมีอันจำเป็นต้องหยุดพักไว้ก่อน

พูดถึงเด็กราชภัฏ หลายสาขาสังคมส่ายหน้า ไม่ยอมรับ เป็นนักศึกษาชั้นสามชั้นสี่ของสังคมนี้

แต่ราชภัฏเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตแหล่งใหญ่ของประเทศนี้ด้วยงบประมาณต่อแห่งละไม่เกินห้าร้อยล้านบาท เทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ได้รับงบประมาณ 6 พันล้านบาทต่อปี

ม.ราชภัฏศรีสะเกษรับปีละไม่ถึงห้าสิบล้านบาทเท่านั้น ถ้าใช้นโยบาย กรอ.คุณภาพของราชภัฏและราชมงคลมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการได้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ต้องใช้กี่ชีวิต และกี่หยดเหงื่อของนักศึกษารุ่นแรกๆ เข้าไปแลก

เพราะพวกเขาต้องจ่ายต้นทุนเรียนเท่ามหาวิทยาลัยใหญ่ แต่คุณภาพ ม.เล็ก คุณภาพที่เพิ่มขึ้นจึงขึ้นอยู่กับการใช้งบประมาณเป็น แต่ในปัจจุบันคุณภาพราชภัฏสามารถดีขึ้นได้ด้วยความรับผิดชอบของรัฐ เพียงเพิ่มงบประมาณ ที่ไม่ใช่เงินแต่เป็นโครงการพัฒนาบุคลากรให้ราชภัฏอีกเพียงแห่งละ 5-10 ล้านบาทเป็นเวลา 10 ปี

สรุปว่า เงิน กรอ.เต็มไปด้วยปัญหา ใช้ได้ผลก็เพียงที่ออสเตรเลียประเทศเดียว อเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ ล้มเหลวหมด ไม่ต้องพูดถึงแถวอเมริกาใต้และแอฟริกา

ผู้เขียนแน่ใจว่า การนำเงิน กรอ.มาใช้ในบ้านเราจะล้มเหลวเพราะเรื่องใหญ่คือ รายได้บ้านเราต่ำ และต้นทุนต่อหัวเด็กราชภัฏ ราชมงคลเพิ่มขึ้นมาก และนักศึกษากลุ่มนี้มีจำนวนมาก ผู้เขียนงงไม่ทราบว่า ลูกศิษย์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ นักศึกษากลุ่มนี้ร้อยละ 80 อัตคัด ขัดสนจริงๆ ชำระหนี้แน่แต่รอหน่อยนะ หรือจะมีเบี้ยวหนี้บ้างก็เข้าใจได้ และถ้าบางคนตัดช่องน้อยแต่พอตัวใครจะรับผิดชอบ ส่วนคนรวยก็จ่ายสดรับส่วนลดไปแต่แรก ไปทำมาหากินร่ำรวย ถ่างช่องว่างรายได้ระหว่างคนจน-คนรวยเพิ่มขึ้นไปอีก

และจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ถ้ารวมข้อแม้ของ ศ.แชพแมน ข้อใดข้อหนึ่งเข้าไปคือ

1.มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

2.มีการบันทึกรายการหนี้อย่างถูกต้อง

3.มีกลไกการจัดเก็บหนี้เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ

4.มีวิธีคำนวณรายได้แท้จริงของผู้เป็นหนี้

และ 5.ประเทศนั้นมีวัฒนธรรมการชำระหนี้ให้กับรัฐ ซึ่ง ศ.แชพแมนกล่าวว่า "ถ้าทำห้าข้อนี้ได้ก็ใช้แบบออสเตรเลียได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ ขอให้ไทยไปใช้วิธีอื่น"

น้ำหนักความกังวลของผู้เขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ข้อที่สองมาข้อที่ห้า สมมุติให้เรามีการบริหารจัดการที่สุดยอด ข้อ 2-4 ไม่มีปัญหา แต่ปัญหารายได้ต่ำ และเรื่องต้นทุนของเด็กราชภัฏเกิดขึ้นแน่ๆ และเกี่ยวโยงมาที่ข้อห้าอย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อแม้เยอะขนาดนี้ เป็นไปได้มากหรือไม่ที่จะล้มเหลว (วัดจากอะไร) ศึกษาทางอื่นดีหรือไม่ ลองพิจารณาภาษีการศึกษา สักนิดนะ

ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง โดยให้ผู้เรียนรับผิดชอบต้นทุนเรียนร้อยละ 50 เท่ากับเงิน กรอ.เพื่อให้มหาวิทยาลัย มีเงินบริหารจัดการเพิ่มขึ้น บัณฑิตมีรายได้แล้วค่อยเก็บในอัตราต่ำ (ประมาณร้อยละ 3) เก็บไปจนเกษียณ ส่วนบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเอกชนก็อยู่ที่การอุดหนุน เช่นนี้จะไม่เกิดปัญหาค่าหัวเฉลี่ยกลาง แต่คนเรียนต่างสาขาต่างมหาวิทยาลัยอัตราการเสียภาษีจะไม่เท่ากัน และสามารถกำหนดค่าเรียน หรืออุดหนุนสาขาวิทยาศาสตร์ที่ต้องการส่งเสริมได้ โดยรวมนักเรียนรับผิดชอบต้นทุนเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 50 เพิ่มอีกสามสิบ อ้างอิงจากค่าเทอมข้างต้นแปดหมื่น เป็นสองแสน สมมุติให้ผู้ที่เรียนช้าที่สุดจบตอนอายุ 25 ปี เงินเดือนเดือนละหมื่น ทำงานอีก 35 ปีเกษียณ เงินเดือนเพิ่มขึ้นห้าปีละ 2,000 บาท เพิ่มแบบคงที่น้อยๆ เป็นเส้นตรง (ลองดูรายได้ในตาราง)

(มีตาราง)

วิเคราะห์ง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ เงินรายได้รวมประมาณ 6.72 ล้าน คิดภาษีแค่ร้อยละสาม ก็ได้เงินสองแสนแล้ว มิน่าล่ะ! งานวิจัยเปรียบเทียบเรื่องภาษีกับเงิน กรอ.ในยุโรป ชี้ชัดว่า รัฐจะได้รับเงินได้จากภาษีมากกว่าเงิน กรอ. เพราะทั้งคนรวยคนจนจะจ่ายมากกว่าที่ได้รับการสนับสนุนทุนเรียน แต่คนรวยจ่ายมากกว่าคนจน และการสะสมทุนมนุษย์แบบนี้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ ดีกว่าเงิน กรอ. นักเรียนไม่ต้องจ่ายค่าเทอมแม้แต่บาทเดียว และไม่มีหนี้ให้ท้อจนบางคนอาจเตรียมอัตวินิบาตกรรม หรือฉกชิงเอากับสังคมมาใช้หนี้

ซึ่งรายละเอียดวิธีการต้องไปศึกษาเพิ่มเติม เศรษฐศาสตร์แบบชาวบ้านคิดได้แค่นี้

ผู้เขียนยอมรับว่าเป็นห่วงสังคม จึงคิดแบบเลอะเทอะเต็มที แต่เรื่องใหญ่ที่ผู้เขียนต้องการเสนอคือ เงิน กรอ.ก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ ที่คนจนต้องจ่ายมากกว่าคนรวย แต่ภาษีก่อให้เกิดผลในทางกลับกัน ที่คนรวยต้องจ่ายมากกว่าคนจน

ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้ต้องได้รับความเห็นชอบ ต้องการการตัดสินใจจากการประชาชน ใช้เศรษฐศาสตร์ของชาวบ้านดีไหม

ให้ชาวบ้านลงประชามติได้ยิ่งดีเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง แต่คงใช้เงินเยอะ ถ้าอย่างไรแล้วก็ลองให้สถาบันที่เป็นกลางเช่น เอเบคโพลล์ ไปให้ข้อมูลสามด้าน (แบบเดิม, แบบภาษี และแบบเงิน กรอ.) กับประชาชนแล้วสอบถาม เดี๋ยวเขาจะกล่าวหาได้ว่า นโยบายออกมาจากหอคอยงาช้าง แต่กลับทำให้เขาเดือดร้อน

ส่วนผู้เขียนแม้จะเป็นลูกชาวนา แต่คงไม่เดือดร้อน เพราะคงได้รับอานิสงส์จากการที่ราชภัฏจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ถ้าสังคมเดือดร้อนขึ้นในอนาคต เหตุจากนโยบาย กรอ. ก็ห่วงเพียงว่า ลูกชายอ้วนโทน ของผู้เขียนจะอยู่อย่างไร ยังหาความสงบสุข ความปลอดภัยจากสังคมนี้ได้หรือไม่

หน้า 5