หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาซับไพร์ม...ผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2550

แม้ปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทต่ำกว่ามาตรฐาน (ซับไพร์ม) ได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การประเมินผลกระทบ ของปัญหานี้ต่อเศรษฐกิจ ยังคงทำได้จำกัด ทั่วโลกยังจับตาดูผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะจำกัดขอบเขตการลุกลามของปัญหานี้ได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลก จึงยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาซับไพร์มที่มีต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมองปัญหาที่เกิดขึ้นจากซับไพร์มในแง่บวกมากเกินไป หากพิจารณาจากความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงความเห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงมีขอบเขตจำกัด และเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากมีธนาคารของไทยเพียง 4 แห่งที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อซับไพร์มรองรับ และมีเงินลงทุนในวงจำกัดเท่านั้น หรือคิดเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 0.1 ของเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นของทั้ง 4 ธนาคารดังกล่าว ความคิดดังกล่าวดูเหมือนว่า จะให้ความสนใจตลาดการเงินเป็นหลัก แต่ยังขาดการพิจารณาผลกระทบที่จะเชื่อมโยงต่อภาคธุรกิจจริง

ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า แม้ปัญหาซับไพร์มอาจจะยังไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ในปีหน้า ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ไม่ว่าทางการของสหรัฐ และสหภาพยุโรปจะสามารถหยุดยั้งความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อปัญหานี้ได้หรือไม่ เนื่องจากในกรณีที่ทางการสหรัฐและสหภาพยุโรปไม่สามารถหยุดยั้งภาวะตื่นตระหนกของนักลงทุนได้ เป็นที่แน่นอนว่า เศรษฐกิจโลกจะประสบกับภาวะถดถอยทั่วโลก เพราะนักลงทุนจะถอนเงินทุนออกจากตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ทำให้ปัญหาลุกลามและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ในกรณีที่สามารถหยุดความตื่นตระหนกได้ ถึงกระนั้นปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ เพราะหากสินเชื่อซับไพร์มร้อยละ 25 เป็นหนี้เสีย จะมีมูลค่ามหาศาลคิดเป็น 3.25 แสนล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 2.36 ของรายได้ประชาชาติของสหรัฐทีเดียว ปัญหานี้จะทำให้การบริโภคและการลงทุนในสหรัฐชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยที่เป็นผลกระทบกันเป็นลูกโซ่ดังต่อไปนี้

หนึ่ง เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัว อันเกิดจากสถาบันการเงินระงับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง และกองทุนต่างๆ ถอนตัวจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับสินเชื่อซับไพร์ม

สอง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อซับไพร์มและสินเชื่อทั้งระบบสูงขึ้น

สาม ทำให้ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้น

สี่ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคตกต่ำลง

ผลกระทบจะไม่เพียงเกิดในสหรัฐเท่านั้น แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเฉพาะสหภาพ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐ เนื่องจากการขาดทุนหรือผลตอบแทนที่ลดลง จากการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับสินเชื่อซับไพร์ม จะทำให้การบริโภคและการลงทุนในประเทศเหล่านี้ชะลอตัวลง ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะลอตัวลงด้วย

เมื่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐและประเทศอื่นๆ ที่กล่าวมา มีปัญหาการชะลอตัว จะทำให้การส่งออกในภาพรวมมีปัญหาด้วย เนื่องจากประเทศเหล่านี้คู่ค้าสำคัญของไทยทั้งสิ้น และที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้ยังคงขยายตัวได้ดี จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวได้ดีตามไปด้วย แม้ว่าไทยต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าก็ตาม

ในปีหน้า ผลกระทบของปัญหาซับไพร์มจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงจากปีนี้ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์การส่งออก จะไม่ขยายตัวแรงเหมือนกับปีนี้ ประกอบกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ จะยังคงไม่ฟื้นตัวต่อไป เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังไม่ฟื้นคืนมามากนัก ด้วยเหตุที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ในอนาคต ว่าจะมีเสถียรภาพหรือไม่ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติศาสตร์ถึงร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งจะทำให้ประชาชนชะลอการบริโภค เพื่อชำระคืนหนี้

นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากนักลงทุนจากต่างประเทศ ยังมีความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลไทยต่อต่างชาติในประเด็นต่างๆ อาทิเช่น พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการต่างด้าว ปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา ฯลฯ และยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาซับไพร์ม จึงอาจจะตัดสินใจถือเงินสดหรือทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงไว้มากกว่าการลงทุนโดยตรง

รัฐบาลปัจจุบันและธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ในอนาคต ควรเตรียมมาตรการรองรับปัญหานี้ โดยเน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเตรียมเครื่องมือรับความผันผวนของค่าเงิน ตลอดจนเร่งแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ มากขึ้น