|
||||||||||||||
|
ความผันผวนในตลาดเงินโลก
กับการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2550 คอลัมน์มุมเอกวันนี้ คงจะต้องเขียนตอนจบของซีรีส์เรื่อง "ความผันผวนในตลาดเงินโลก กับ การเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป" เสียที ปัญหาที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่นานก่อนลงมือเขียนคอลัมน์ฉบับนี้ คือ จะปิดเรื่องความผันผวนในตลาดเงินโลกอย่างไร เพราะเหตุการณ์การเงินโลกนี้ไม่มีวันจบ แถมยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดทั้งวันและคืน แม้ขณะที่เรานอนหลับไปคืนหนึ่ง ตื่นเช้ามาการเงินโลกอาจจะเปลี่ยนไปชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากคิดอยู่นาน...ผมก็ได้ข้อสรุปว่า ผมจะเขียนบทความตอนจบนี้ ด้วยการทำนายทายทักดีกว่าว่า ในอนาคตข้างหน้าการเงินโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เอาแบบฟันธงเหมือนหมอดูดังๆ ไปเลยว่าอีก 1 ปี และ 10 ปี การเงินโลกจะเป็นอย่างไร ตอนแรกก็ชั่งใจอยู่พอสมควร ว่าหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าเนี่ย เพราะไม่มีหมอดูที่ไหนหรอก ที่ฟันธงเดาอนาคตได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เอาเถอะ! ผมว่าอย่างน้อยก็คงเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับการเตรียมตัวรองรับกับความผันผวนของการเงินโลกในอนาคต ในระยะ 1 ปีที่จะถึงนี้ จากการดูพื้นฐานกรรมเก่าของเศรษฐกิจโลกแล้ว บ่งชี้ได้ชัดว่า การเงินของโลกคงจะผันผวนมากขึ้น เพื่อชดใช้กรรมเก่าจากปัญหาความไม่สมดุลการเงินของโลกในอดีต โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการใช้จ่ายเกินตัวของประชาชน และรัฐบาลสหรัฐที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในขณะที่ทางการประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกลับนำเงินออมที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ กลับไปให้คนอเมริกันกู้ยืมใช้จ่ายในต้นทุนที่ต่ำ จนเปิดโอกาสให้กองทุน Hedge Fund ต่างๆ ใช้โอกาสนี้นำเครื่องมือทางการเงินมาดูดเงินเหล่านี้กลับไปเก็งกำไรในประเทศต่างๆ (ใครทำกรรมเก่ามาอย่างไร ไปอ่านรายละเอียดในคอลัมน์มุมเอก 2 ฉบับก่อนแล้วกันนะครับ) ผลของกรรมที่ว่ามานี้ คงจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวชะลอลงแน่นอนในเร็ววันนี้ เนื่องจากคนที่ใช้จ่ายเกินตัวมาในอดีตจะเริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะผู้บริโภคซึ่งเป็นคนสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้โตในช่วงที่ผ่านมา คงต้องกินใช้ลดลงจากรายได้ที่ลดลงและหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนนักลงทุนทั้งหลายที่ลงทุนเกินตัว โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์คงจะต้องประสบจากกรรมเก่า ที่สร้างบ้านออกมาเยอะเกินไปจนขายไม่ออก ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐไม่ช้าไม่นาน ก็ต้องถูกบังคับให้ลดการใช้จ่ายลง เพราะหากยังดื้อไม่ปรับตัว ในที่สุด กรรมก็จะตามมาทันจากการไม่มีคนเชื่อถือมาปล่อยเงินให้กู้อยู่ดี ส่วนกองทุนนักเก็งกำไรทั้งหลาย คงจะประสบกับปัญหาขาดทุนจากกรรมหนักที่ไปปั่นราคาสินทรัพย์ต่างๆ ให้สูงเกินจริง อ้าว! แล้วพวกประเทศอื่นๆ ไปทำกรรมอะไรละครับ แต่ต้องโดนผลกระทบจากการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐด้วย คำตอบจากลูกแก้ววิเศษ บอกว่า แม้พวกเราไม่ได้ทำกรรมหนัก แต่ก็มีส่วนสนับสนุนให้คนอื่นไปทำกรรมหนัก จนเกิดปัญหาความไม่สมดุลการเงินของโลก (แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม) ดังนั้น เราจึงต้องรับผลของกรรมบ้างจากตลาดเงินและตลาดทุนของโลกที่จะผันผวนมากขึ้น แม้จะหนีกรรมเก่าไม่ได้ แต่เราสามารถทำกรรมเก่าให้เบาบางลงได้ โดยการรีบทำกรรมดี จับจ่ายใช้สอยและลงทุนอย่างระมัดระวัง และเลือกค้าขายกับกัลยาณมิตรประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคต่างๆ ที่อนาคตไกลๆ ทั้งหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยรองรับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้บ้าง อย่างไรก็ดี ในที่สุดแล้ว การจะหันไปพึ่งพาคนอื่นแทนสหรัฐคงทำไม่ได้รวดเร็วนัก ดังนั้น สัจธรรมที่ดีที่สุดที่ควรนำมาปรับใช้ในเวลานี้ คือ "ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน" กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอลง เราต้องหันมาเน้นการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต (Productive Investment) ไม่ใช่หันมาเร่งบริโภค หรือลงทุนใน Unproductive Spending ที่ไม่เกิดประโยชน์ในอนาคต ไม่งั้นก็จะกลายเป็น "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" ในระยะ 10 ปี ลูกแก้ววิเศษของผมยังไม่สามารถตอบได้ชัดว่า อนาคตการเงินโลกจะเป็นอย่างไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่จะได้กระทำขึ้นด้วย แต่สิ่งที่บอกเป็นรางๆ ได้คือ ขั้วเศรษฐกิจการเงินโลกน่าจะเริ่มเปลี่ยนจากตะวันตกมาอยู่ในตะวันออก โดยเฉพาะในเอเชีย เนื่องจากทรัพยากรพื้นฐานที่สะสมมาในอดีตชาติต่างบ่งชี้ไว้เช่นนั้น ตัวอย่างเช่น ประชากรโลกส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดจะอยู่ในเอเชีย โดยในปัจจุบันนี้ จีนมีคนมากที่สุดในโลก และในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้า หากดูอัตราการเกิดและการมีลูกของคนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะพบว่า ประเทศที่น่าจะมีประชากรมากที่สุดในอนาคตน่าจะเป็นอินเดีย ซึ่งก็ยังอยู่ในเอเชียอยู่ดี ดังนั้น กรรมดีที่ควรต้องรีบทำ คือ การพัฒนาคนในเอเชียให้นอกจากมีทั้งปริมาณแล้วยังมีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งเร่งสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียให้แน่นแฟ้นขึ้น จะได้ช่วยกันรองรับความผันผวนเศรษฐกิจจากนอกภูมิภาค นอกจากนั้น หากพิจารณาทรัพยากรการเงินของโลกในปัจจุบัน ก็จะพบว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนใหญ่ของโลก (มากกว่า 60%) ก็อยู่ในมือของทางการประเทศต่างๆ ในเอเชีย ปัญหาที่ผ่านมา ก็คือ พวกเราชาวเอเชีย ไม่ได้ใช้ทรัพยากรนี้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองเท่าไร แต่ในอนาคต หากสามารถนำทรัพยากรการเงินนี้ มาสร้างประโยชน์ให้กับภูมิภาคเราเองมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อรองรับความผันผวนของการเงินโลกได้ อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อนาคตเศรษฐกิจการเงินโลกจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครบอกได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับกรรมปัจจุบันและกรรมในอนาคตที่พวกเราในเอเชียจะร่วมมือกันทำขึ้น โดยส่วนตัว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับชาติ หรือระดับโลก ใครกระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี สวัสดีครับ
|