หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินบาทจากแง่มุมเศรษฐสวดอนุบาล

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10768

จำได้ว่าเมื่อเป็นเด็ก พ่อเคยบอกว่าถ้าเงินหนึ่งบาทไทยเท่ากับหนึ่งดอลลาร์อเมริกัน ในยุคสมัยที่ประเทศไทยต้องซื้อทุกอย่าง แม้แต่กระดาษชำระ เราก็รวยไม่รู้เรื่องเลย

แม้ในปัจจุบันประเทศไทยผลิตกระดาษชำระใช้เองแล้ว (รวมทั้งส่งออกด้วย) แต่ผมได้ยินมาว่า ผลิตภัณฑ์จากหัตถอุตสาหกรรมไทย ทั้งที่ส่งออกและและทดแทนการนำเข้า ล้วนซื้ออะไรต่อมิอะไรจากต่างประเทศ ในสัดส่วนที่สูงทั้งนั้น นับตั้งแต่เงินทุน, เครื่องจักร, วัตถุดิบ, โนว์-ฮาว, รวมทั้งบางส่วนของการตลาด ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ส่งออกอย่างขึ้นหน้าขึ้นตา เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ว่ากันว่าประมาณ 90% กว่าขึ้นไปของส่วนประกอบล้วนนำเข้าทั้งนั้น

ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็น่าจะถูกลง และแข่งขันได้ดีขึ้นไม่ใช่หรือครับ เพราะเราสามารถลดราคาลงมาได้ต่ำกว่าราคาเดิม เพราะต้นทุนถูกลง ซึ่งก็ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราดีขึ้น ในขณะที่ผมยังไม่ได้ยินว่าอุตสาหกรรมใดเพิ่มค่าแรงแก่กรรมกร เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้นสักแห่ง

ในทุกวันนี้ กำลังแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ค่าเงินบาทแข็ง จึงน่าจะทำให้ค่าครองชีพของเขาต่ำลง จริงอยู่แม้เขาไม่ได้ใช้ "ของนอก" ก็จริง แต่เราแยก "ของนอก" กับ "ของใน" ออกจากกันไม่ได้เสียแล้ว แชมพูสระผมหรือสบู่อาบน้ำ ก็มี "ของนอก" แฝงอยู่ในนั้นนี่ครับ มันก็น่าจะถูกลง ไม่ใช่หรือครับ

ความรู้เศรษฐศาสตร์อันต่ำกว่าระดับพื้นฐานที่ผมมีอยู่บอกว่า นักเศรษฐศาสตร์นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 (David Hume - ถ้าถือว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์) ได้พบว่า ในระยะยาวแล้ว ค่าเงินแข็งหรือค่าเงินอ่อน ก็จะเกิดการปรับตัวโดยอัตโนมัติจนเข้าสู่จุดสมดุล (equilibrium) เอง เช่น ค่าเงินแข็ง คนก็พากันซื้อ "ของนอก" ใช้เพราะราคาถูกลง ในที่สุดเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่ก็ร่อยหรอ ทำให้ค่าเงินอ่อนลง ในทางกลับกันค่าเงินอ่อน ก็พากันขายของไปต่างประเทศ จนมีสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ค่าเงินก็แข็งเอง

นักเศรษฐศาสตร์สมัยหลังบอกว่า คิดง่ายและหยาบไป จึงไม่จริงอย่างนั้นเสมอไป แต่ที่สำคัญก็คือแก่นหรือหลักการนั้นไม่ผิดหรอก

ผมอ้างโน่นอ้างนี่มามากมายก็เพื่อจะบอกสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนมานานแล้วว่า ไม่มีอะไรที่ดีเพียงส่วนเดียว และไม่มีอะไรที่เสียเพียงส่วนเดียว แล้วแต่กิเลสของแต่ละคนจะเลือกมองมุมไหน

ค่าเงินบาทแข็งก็คงไม่ดีแก่คนบางกลุ่มบางพวก แต่ก็ดีแก่คนอีกบางกลุ่มบางพวก

ปัญหาคือ เสียงระงมเซ็งแซ่ที่ได้ยินนั้น ล้วนแต่บอกว่าไม่ดีทั้งนั้น ทำไมผมไม่เคยได้ยินใครออกมาบอกว่า ดีจัง ดีจัง รัฐบาลน่าจะประคองให้มันแข็งๆ อย่างนี้แหละบ้าง แสดงว่าเสียงที่จะกำหนดนโยบายสาธารณะในเมืองไทยนั้น ดังไม่เท่ากัน มีแต่คนบางกลุ่มบางจำพวกเท่านั้น ที่สามารถร้องแรกแหกกระเชอให้รัฐต้องกำหนดนโยบายเอื้อผลประโยชน์ของพวกตน ในขณะที่คนบางกลุ่มบางจำพวก แม้มีจำนวนมากกว่า กลับไม่มีปากมีเสียงอะไร ซ้ำจำนวนมากยังถูกสื่อ และอำนาจของความรู้ของคนพวกแรก สะกดให้เห็นดีเห็นงามกับนโยบายสาธารณะที่ตัวไม่ได้ประโยชน์ หรือแม้แต่เสียประโยชน์

ผมก็ยอมรับนะครับว่า ความเดือดร้อนของคนที่เห็นว่าบาทแข็งไม่ดีนั้นเป็นความเดือดร้อนจริง และรัฐก็ควรช่วยเขาในฐานะที่เขาเป็นพลเมืองเหมือนกัน แต่ควรจะช่วยอย่างไรดี นี่สิครับที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าแค่เร่งเอาเงินตราต่างประเทศออกไปเสียบ้าง (ส่งเสริมให้ลงทุนต่างประเทศ, ถือเงินดอลล์ไว้ให้นานขึ้นได้ ฯลฯ) เพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง

เพราะผมสงสัยว่า ความเดือดร้อนที่ขายของไม่ออกเพราะค่าเงินแข็งไปนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ค่าเงินแข็งไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เราไม่ปรับตัวเพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายเอาไว้ อาศัยปัจจัยค่าเงินบาทที่ไม่แข็งมากเกินไปเพียงอย่างเดียว (อันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540) จนพากันเคยตัว

อันที่จริงถึงเอาเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ดอกเบี้ยและเงินปันผลหรือกำไร ก็จะไหลกลับเข้ามาสักวันหนึ่งข้างหน้าอยู่นั่นเอง ถึงถือเงินดอลล์ได้นานขึ้น แต่อีกไม่นานก็ต้องเอากลับเข้ามาจนได้ มาตรการเหล่านี้แก้ปัญหาได้เฉพาะถ้าถือว่า เงินบาทไม่ได้แข็งเอง แต่เป็นเพราะเงินดอลล์อ่อน และประเทศคู่แข่งเช่นมาเลเซีย ทุ่มเงินไปซื้อดอลลาร์เอาไว้ เพื่อไม่ให้ริงกิตอ่อน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสาเหตุที่เงินบาทแข็งเป็นเพราะปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ปัจจัยภายในหรือปัจจัยถาวร ฉะนั้น แค่มีเวลาให้ยื้อไปสักหน่อย ทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทางเอง เพราะดอลลาร์อเมริกันก็จะกลับมาแข็งเหมือนเดิม

ด้วยความไม่รู้เรื่องการเงินเลย (นอกจากใช้) ผมให้สงสัยว่า เศรษฐกิจอเมริกันที่พอมองเห็นในระยะอันใกล้ข้างหน้า ทำให้เงินดอลล์ไม่น่าจะกลับแข็งค่าเท่าเก่าได้อีก นอกจากนี้ ยังมีเงินสกุลอื่นๆ ที่น่าจะถือเป็นทุนสำรองมากขึ้นด้วย เช่น เงินหยวน เป็นต้น อีกไม่นานอาจเป็นเงินรูปีด้วย ฉะนั้น เงินดอลลาร์ก็น่าจะถูกปล่อยออกมาสู่ตลาดมากขึ้นจากทั่วโลก

ในส่วนประเทศไทยเอง เรามีปัญหาด้านการแข่งขันมากขึ้นตลอดมา โดยไม่เกี่ยวกับค่าเงินบาทแต่อย่างใดทั้งสิ้น เช่น อาชีพรับจ้างทำของอย่างที่เราใช้หากินกับการส่งออกในทุกวันนี้ ไปไม่รอดใน ของหลายอย่างที่เรารับจ้างทำอยู่ เพราะเขาหันไปจ้างคนอื่นทำแทนในราคาถูกกว่า สินค้าวัตถุดิบที่ยังไม่แปรรูปก็ถูกแข่งขัน หรือมิฉะนั้นก็ไม่คุ้มกับการสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น ไม้ซุง) ประชาชนไทยมีสำนึกทางการเมืองค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน การลงทุนกับเหมืองแร่ชนิดต่างๆ ในประเทศไทยจึงสูงขึ้นมาก เพราะต้องต่อสู้กับกระแสคัดค้านของประชาชนในท้องถิ่น เหลือแต่งานด้านบริการซึ่งเราก็ขายออกไปได้ไม่มากนัก ที่ใหญ่ที่สุดคือการท่องเที่ยว ซึ่งต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในน้ำเนื้อของเราเองเหล่านี้ ทำให้เราอ่อนแอในการเผชิญกับความผันผวนของค่าเงิน อันเป็นปรากฏการณ์ปกติของโลกปัจจุบัน ผมไม่เห็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนๆ ที่ผ่านมาสนใจยกปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องระดมกำลังแก้ไขให้เต็มที่ ฉะนั้น กลุ่มคนเจ้าเก่าที่สามารถดึงหูของผู้มีอำนาจมากรอกได้ ก็จะร้องตะโกนให้รักษาค่าเงินบาทให้อ่อนเอาไว้ตลอดไป ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นๆ เสียผลประโยชน์อย่างไร เพราะในหลายกรณีการทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ก็เป็นการฝืนธรรมชาติ ราคาที่ต้องจ่ายจึงแพงมาก

มาตรการยกระดับฝีมือแรงงาน ซึ่งทำกันมากว่าสองทศวรรษแล้ว ไม่ได้ผล แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนหยิบขึ้นมาทบทวน และผลักดันกันอย่างรอบด้านให้เกิดผลให้ได้ ฉะนั้น ทุนที่อยากผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับกลางจึงไม่เลือกไทย (ยกเว้นบางสาขา เช่น การประกอบรถยนต์) ในขณะที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีต่ำหนีไปหาแหล่งแรงงานราคาถูก ส่วนการปฏิรูปการศึกษาซึ่งพูดกันมากว่าสองทศวรรษแล้วเหมือนกัน (แม้ พ.ร.บ.การศึกษาเพิ่งออกมายังไม่ถึงศตวรรษ) ก็ไปไม่ถึงไหน มีแต่แชมป์โอลิมปิควิชาการซึ่งในที่สุดเมื่อกลายเป็นดอกเตอร์แล้ว ก็คงต้องหางานในประเทศอื่นทำ อย่างน้อยก็เพื่อตอบสนองความอยากเผชิญการท้าทายในชีวิตของตัว

หลายปีมาแล้ว "น้าชาติ" ฝันกลางวันอยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินในแถบนี้ของโลก แต่เราไม่พร้อมสักอย่างเดียวที่จะทำหน้าที่อย่างนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานจนถึงทักษะของคน ผ่านมากว่าสองทศวรรษแล้ว ถามว่าทักษะของคนเราที่จะทำอย่างนั้นได้มีมากขึ้นหรือยัง ก็ต้องตอบว่ายัง โครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ของเราทัดเทียมกับบางประเทศแถบนี้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่

การสร้างช่องทางในการขายบริการมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้เราไม่ต้องพึ่งการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่การค้าบริการนี่แหละที่เป็นธุรกิจฐานความรู้อย่างยิ่ง เราเคยไม่พร้อมอย่างไร วันนี้ก็ยังไม่พร้อมอย่างนั้น

คุณทักษิณฝันเรื่องแฟชั่น เป็นความคิดในแง่เดียวกัน แต่ดีกว่าตรงที่เป็นแขนงที่ไทยน่าจะพร้อมแข่งขันมากกว่า แต่ก็เหมือนอะไรดีๆ อื่นๆ ที่คุณทักษิณคิด คือหยาบเกินไปและไม่ใส่ใจจะทำให้ครบวงจร อุตสาหกรรมแฟชั่นลอยอยู่โดดๆ โดยไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นไม่ได้ นับตั้งแต่การตลาด, อุตสาหกรรมผ้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง, ความเชี่ยวชาญตลาดในแต่ละประเทศ (แฟชั่นต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะตลาดยิ่งกว่าผลิตของส่งออก ตามคำสั่งของพ่อค้าของเขา - distributor) ฯลฯ แฟชั่นด้วนๆ จึงอาจไม่นำเราไปถึงไหน นอกจากผลิตนักออกแบบขายให้แก่อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศอื่น เหมือนที่เราผลิตหมอ, วิศวกร และนักวิชาการเก่งๆ ขายอยู่ในเวลานี้

ในขณะที่แรงงานซึ่งอุตสาหกรรมไทยใช้ไม่ได้ จะต้องหลุดออกมาจากวงจรจำนวนมากขึ้น มีอะไรรองรับคนเหล่านี้บ้าง คำตอบคือไม่มี แม้แต่จะกลับไปสู่การเกษตรก็ทำไม่ได้เสียแล้ว (ไม่มีที่ดิน, ไม่มีเครือข่าย และไม่มีแม้แต่ทักษะในบางกรณี) แต่ความจริงแล้วมีธุรกิจใหม่ๆ ในโลกที่ต้องการแรงงานคนเหล่านี้อยู่ไม่น้อย ทั้งยังสามารถสร้างทักษะขึ้นได้ไม่ยากด้วย เช่น การแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (ถ้ามีกฎหมาย, เทศบัญญัติ, ฯลฯ ช่วยบ้าง การแยกขยะจะกลายเป็นความจำเป็นของทุกคน และทุกองค์กรการผลิต ซึ่งจะเป็นผลดีแก่เศรษฐกิจส่วนรวมอย่างมาก) หรือการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน (renewable นะครับ ไม่ใช่ alternative) รวมทั้งเลิกการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ได้พิสูจน์มาในหลายประเทศทั่วโลกแล้วว่า รองรับแรงงานได้มาก และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น และในระยะยาวแล้ว (ทั้งไม่ยาวนักด้วย) ราคาที่สังคมต้องจ่ายให้แก่พลังงานจะลดลงอย่างมโหฬาร

ผมมองไม่เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่เตรียมตัวจะลงสนามเลือกตั้ง ใส่ใจกับปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ทุกพรรคได้แต่ปิดปากเงียบเกี่ยวกับค่าเงินบาท แต่ยกอำนาจให้ราชการและกองทัพไปจัดการ แล้วเลิกเป็นประชาธิปไตยเสียเลยจะดีไหม คำตอบก็เหมือนกัน เพราะรัฐบาลของคณะรัฐประหาร และระบบราชการนอกจากไม่รู้เรื่องกับปัญหาใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังมักดำเนินนโยบายที่ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาหนัก และบานปลายมากขึ้น ไม่เชื่อก็หันไปดูกระทรวงพลังงาน, เกษตร, สำนักนายกฯ, มหาดไทย, ฯลฯ ทำอะไรมาแล้ว และกำลังทำอะไรอยู่ ก็จะเห็นได้เอง

หน้า 6